fbpx

ปิยบุตรกระทุ้ง กกต. จัดสูตรปาร์ตี้ลิสต์ให้ยึดกฎหมายเพื่อความโปร่งใสเที่ยงธรรม

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวใน 3 ประเด็นสำคัญคือ 1.การเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยึดกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการคำนวณจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองต่างๆ พึงมี 2.การเปิดเผยคะแนนดิบแบบรายหน่วย และ 3.กระบวนการพิจารณา กรณีการโอนหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

 

ประเด็นแรก

ปิยบุตรกล่าวว่าการคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามแถลงข่าวล่าสุดของ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เหมือนจะใช้สูตรที่เรียกย่อๆ ว่า 27 พรรค คือกระจายให้พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงจำนวน ส.ส.พึงมี ได้ ส.ส. ด้วย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ทางพรรคอนาคตใหม่มีส่วนได้เสียโดยตรง เนื่องจากจะทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อหายไป 7-8 ที่นั่ง คะแนนดิบหายไป 6 แสนกว่าคะแนน นี่คือคะแนนประชาชนที่สนับสนุนเราหายไปทันที

ตนยืนยันว่า การคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมีอยู่สูตรเดียวเท่านั้น คือตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ คือรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (1), (2) และ (4) ซึ่งในมาตรา 91 (2) เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามมีพรรคการเมืองใดมีจำนวน ส.ส.เกินกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี กรณีเดียวที่เป็นข้อยกเว้น คือตามกรณี 91 (4) ถ้าได้จำนวน ส.ส.แบ่งเขตมากกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี ให้ถือว่าได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตโดยไม่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นกรณียกเว้นเพียงกรณีเดียวเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ไม่มีข้อยกเว้นใดทั้งสิ้น

“หลายท่านพยายามอธิบายว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการให้ความสำคัญกับทุกคะแนนเสียง กับพรรคการเมืองที่ได้ 3-4 หมื่นคะแนนนั้นมีความหมาย ผมขอถามกลับว่า แล้ว 6 แสนกว่าคะแนนของเรา (พรรคอนาคตใหม่) ที่หายไปไม่มีความหมายอย่างนั้นหรือ

การที่ กกต.ไปค้นคว้าเอาความเห็นของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาอ้าง  โดยไม่ดูตัวบทของรัฐธรรมนูญนั้นใช้ไม่ได้ กรธ. ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ”

“และอีกอย่างความเห็นของ กรธ.แต่ละคนก็ไม่ตรงกันด้วย ดังนั้น ถ้าจะคำนวณอย่างยุติธรรมจริงๆ ให้เดินตามรัฐธรรมนูญ

แต่ถ้าหากยืนยันว่าจะใช้แบบให้ 27 พรรคได้ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้เสียหายโดยตรง และผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่จะหายไป เราในฐานะผู้แทนประชาชนขอสงวนสิทธิ์ดำเนินคดีกับ กกต. ตามประมวมกฎหมายอาญา ม.157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

รวมถึงกรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งจะถูกดำเนินคดีไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และไปสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป” 

 

ประเด็นที่สอง

ปิยบุตรกล่าวต่ออีกว่า การเปิดคะแนนดิบรายหน่วย ล่าสุด รองเลขาฯ กกต. แถลงว่าเอกสารคะแนนรายหน่วยไม่ใช่ความลับ และอยู่ที่ กกต. จังหวัด ใครอยากได้ให้ไปขอ ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ได้ให้ผู้สมัครไปร้องขอมาก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คนละมาตรฐานการปฏิบัติ อย่างกรณีจังหวัดนครปฐม เขต 1 เมื่อได้แล้วนำมาตรวจสอบลองรวมใหม่ ก็พบว่าชนะ 4 คะแนน จนทำให้ กกต. มีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่ดังที่ผ่านมา หรือ เขต 2 กรุงเทพมหานคร

เมื่อได้คะแนนรายหน่วยมาก็พบพิรุธ แบบฟอร์ม ส.ส 5/11 กับ ส.ส 5/18 ไม่ตรงกัน เราเห็นข้อผิดพลาดนี้  เพราะเราได้เห็นคะแนนดิบรายหน่วย นี่คือหลักฐานชัดว่ามีข้อผิดพลาดบกพร่องในการนับคะแนนจริงๆ ดังนั้น เมื่อคะแนนดิบรายหน่วยไม่ใช่ความลับ ท่านต้องมีคำสั่งลงไปที่หน่วยปฏิบัติว่าให้มีการเปิดเผย เมื่อไม่เปิดความลับจะเก็บไปทำไม เช่นที่ จังหวัดนครราชสีมา เขต 1 ผู้สมัรคพรรคอนาคตใหม่ขอไปเป็นเดือนแล้วยังไม่ได้ กลายเป็นว่ามาตรฐานไม่ตรงกัน

“เพื่อทำให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้ท่านสั่งเจ้าหน้าที่หน่วยลงไปว่าเปิดให้หมด และระหว่างมีคำสั่งนี้ ถ้ามีใครร้องขอให้เจ้าหน้าที่เปิดคะแนนต้องให้ดูทันที

เพราะผมถือว่า รองเลขาธิการ กกต. พูดว่า ไม่เป็นความลับ ไม่มีเหตุต้องปกปิด ใครขอต้องให้ หรือจะอำนวยความสะดวกประชาชนกว่านี้คือ ไม่ต้องขอ ให้เปิดมาเลย เพราะถ้าหากกระทำหน้าที่ด้วยสุจริตเที่ยงธรรม การเปิดเผยนี่แหละจะเป็นเกราะป้องกันให้ท่าน” 

 

ประเด็นที่สาม

ปิยบุตรกล่าวว่ากระบวนพิจารณาการถือหุ้นวี-ลัค มีเดีย ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีความผิดปกติหลายประการ ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนที่พรรคอนาคตใหม่พยายามยื่นหลักฐานในขั้นตอนการพิสูจน์มูลฟ้อง กลับปรากฏว่าคณะกรรมการ กกต. ปล่อยให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคอนาคตใหม่นั่งรอถึง 4 ชั่วโมง จนหมดเวลาราชการ โดยไม่เปิดโอกาสให้เข้าไปชี้แจงในห้องประชุม

แต่กลับไปเรียกรับเอาเอกสารจากหน่วยงานต่างๆ แต่ยกเว้นทางผู้ถูกกล่าวหา และยังมีทิศทางการพิจารณาไปตามที่สำนักข่าวบางสำนักนำเสนออยู่ข้างเดียวด้วย  นอกจากนี้

ยังพบว่ามีการออกหนังสือเชิญให้ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของธนาธร เข้ามาชี้แจงกับคณะกรรมการในเวลา 10.00 น.ของวันที่ 22 เมษายน แต่หนังสือกลับมาถึงบ้านของ สมพรในเวลา 13.45 น.ของวันที่ 22 เมษายน มีหลักฐานเป็นใบลงทะเบียน EMS ซึ่งคนที่จะไปชี้แจงได้คงต้องนั่งไทม์แมชชีนกลับไป  กลายเป็นเหตุให้ฝ่ายที่ถูกตรวจสอบไม่มีโอกาสในการชี้แจงแสดงหลักฐานเลยแม้แต่น้อย

“นอกจากนี้ในเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาที่ส่งมาถึง ธนาธร ระบุว่า ระหว่างวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันส่งบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ ส่งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ จากการตรวจสอบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ที่บริษัท วี-ลัค มีเดีย ส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าท่านเป็นผู้ถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย

ดังนั้นจึงเป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้ส่งเป็นผู้สมัคร ซึ่งตรงนี้ถามว่า 1. กกต. อ้างเอกสาร บอจ.5 ฉบับไหน ลงวันที่เท่าไหร่ไม่ยอมบอก ซึ่งเรายืนยันมาตลอดว่า การโอนหุ้นของธนาธรจบไปแล้วตั้งแต่ 8 มกราคม และ 2. ข้อกล่าวหาตีขลุมไปเลยว่า พบว่าเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย นี่เป็นการแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่ละเอียด เป็นการฟ้องคลุมเครือ ไม่ชัด เหมือนการให้การบ้านมาแต่ก็ไม่บอกว่าให้ชี้แจงเรื่องอะไร

ซึ่งตามกระบวนการทางอาญาปกติ ถ้าอัยการเขียนฟ้องให้มีความคลุมเครือเช่นนี้ จะถูกศาลไล่ให้ไปเขียนมาใหม่ และอาจส่งผลถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการแจ้งข้อกล่าวหาด้วย”

ปิยบุตรย้ำ

 

และเขายังกล่าวต่อด้วยว่า ตนได้เคยอธิบายชัดแล้วเรื่องอำนาจ ของ กกต. ว่าไม่มีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของธนาธรในเวลานี้ เพราะ กกต.มีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส ได้ตั้งแต่วันสมัครจนถึง 1 วันก่อนเลือกตั้งคือ 23 มีนาคม ถ้าตรวจไม่เสร็จก็จบ หมดเวลา ทุกคนได้เข้าไปสู่การเลือกตั้ง 24 มีนาคม

แต่กระนั้น ถ้ายังไม่ประกาศผล พบเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ตรวจสอบได้เฉพาะแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายเขียนชัดมากใน มาตรา 53 ว่า หากผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตพบ ผู้สมัครมีคุณลักษณะต้องห้าม และผู้สมัครนั้นอยู่ในลำดับได้รับการเลือกตั้งสามารถตรวจสอบได้เฉพาะแบบแบ่งเขต ในกรณีของผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ หรือธนาธร ถ้าจะตรวจสอบต้องรอเป็นการตรวจสอบคุณสมบัติ ส.ส. ซึ่งเมื่อเจอแล้วต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ส่วนการที่มีข่าวว่าจะมีแจกใบส้มตาม ม.132 นั้น ก็แจกไม่ได้ เพราะใบส้มใช้กับกรณีเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หาก กกต.ตีความขยายอำนาจไปเรื่อยๆ แบบนี้ เป็นการจงใจใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หาก กกต.ยังคงดึงดันที่จะดำเนินการตามช่องทางที่ผิดเช่นนี้ต่อไปจนส่งผลให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่ผิด ทางพรรคอนาคตใหม่ก็พร้อมที่จะดำเนินการเอาผิดต่อ กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อไป

“การที่ธนาธร ผม รวมถึงผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ เราเสนอตัวมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เสนอนโยบายต่างๆ ด้วยอยากเข้ามาแก้ปัญหาประเทศที่สะสมยาวนาน เราปรารถนาดี อยากให้บ้านเมืองเดินหน้าสู่อนาคตแบบใหม่ และเราพร้อมตลอดเวลาสำหรับการตรวจสอบแต่การตรวจสอบต้องสุจริต เที่ยงธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

การใช้อำนาจในการตรวจสอบต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้นไม่ให้ใครเข้าสภา  หรือไม่ให้พรรคการเมืองหนึ่งดำเนินตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน การกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ใช่กระทบแต่ต่อตัว ส.ส. คนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่กระทบคะแนนถึงคะแนนเสียงของประชาชนที่เลือกมาด้วย และที่สำคัญที่สุด คือ อย่านำเอาองค์กรอิสระ หรือองค์กรต่างๆ มาใช้เพื่อแรงจูงใจทางการเมือง

วันนี้ กกต.โดนสังคมเคลือบแคลงสงสัยแล้ว ผมเห็นใจที่โดนแรงกดดันรอบด้าน แต่ท่านจะเอาตัวรอดได้ ก็ด้วยโดยความสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ถึงเวลาแล้ว ที่ กกต. ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง เพื่อศักดิ์ศรีของท่านและสถาบัน สำหรับ คสช. มาแล้วก็ไป แต่ กกต. ต้องอยู่ต่อ ขอให้ดำเนินการต่างๆ ด้วยความอิสระและเที่ยงธรรม และความอิสระและเที่ยงธรรมนี้จะคุ้มครองท่านเอง”