fbpx

การแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ของสังคมการเมืองไทย

วันที่ 4 สิงหาคม 2562 พุทธสถานเชียงใหม่

ขอเริ่มต้นการบรรยายในวันนี้ด้วยคำถามง่ายๆ คำถามหนึ่ง “เราพอใจกับสภาวะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบ 13 ปีที่ผ่านมาหรือเปล่า เราพอใจกับเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือไม่” ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ผมคิดว่าพวกเรามีความคิดเห็นตรงกันกับพี่น้องประชาชนไทยอีกหลายล้านคนที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้ และ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมพวกเราถึงต้องมารวมกันที่นี่ในวันนี้ เรามาเพื่อที่จะแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ของสังคมการเมืองไทย โดยเริ่มจากคำถามง่ายๆ “สังคมแบบไหนที่เราอยากอยู่ร่วมกัน”

วันนี้พรรคอนาคตใหม่เปิดตัวรณรงค์โดยที่หวังว่าการรณรงค์ครั้งนี้จะกระจายไปทั่วภูมิภาค จะกระจายไปทั่วทุกจังหวัด และจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่าง ออกแบบ และขีดเขียนโดยประชาชนในท้ายที่สุด

 

ข้อตกลงร่วมกันครั้งใหม่

เกริ่นนำกันก่อนเลยว่า รัฐธรรมนูญหรือข้อตกลงใหม่นี้จะถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไรให้มีความยั่งยืน และมีคุณภาพ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 วิทยากรในวงเสวนาเมื่อสักครู่ก็พูดมากันแล้วว่า “สร้างมาด้วยความกลัว สร้างมาด้วยความอยาก สร้างมาด้วยความเขลา ของคนเพียงไม่กี่คนในสังคม” แน่นอนข้อตกลงแบบนี้ย่อมไม่ยั่งยืน ย่อมไม่ตอบสนองต่อความต้องการของพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่

 

 

เพราะฉะนั้น พรรคอนาคตใหม่คิดว่า ถ้าเราอยากจะได้ข้อตกลงใหม่ร่วมกัน ประการที่หนึ่ง ต้องมีลักษณะที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ มีบริบททางสังคม มีวิถีชีวิตของผู้คนต่างจากประเทศอื่นๆ ทั้งหมด ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้น จะเอาตัวบทกติกา เอารัฐธรรมนูญของประเทศอื่น มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยทั้งดุ้น คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะมันจะไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย ประการที่สอง มันเกิดขึ้นจากความต้องการของใครบางคนไม่ได้ มันจะต้องเกิดขึ้นจากความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคม และประการที่สาม เมื่อเกิดขึ้นจากความต้องการของคนทั้งสังคมแล้ว ประชาชนทุกคน ทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย จะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างข้อตกลงใหม่นี้ร่วมกัน และสุดท้าย ข้อตกลงใหม่นี้ ต้องตั้งอยู่บนบทเรียน และประสบการณ์ที่เป็นจริงของสังมไทย

 

ฉันทามติในอดีต

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องแสวงหาฉันทามติร่วมกัน พี่น้องประชาชนคนไทยเราเคยร่วมกันทำมาแล้ว และที่สำคัญมากกว่านั้น เราเคยทำสำเร็จมาแล้วด้วย และนั่นคือ รัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2540 ผมต้องเรียนว่าในปีดังกล่าว กว่าที่จะผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาได้ นักการเมืองหลายฝ่ายไม่ได้อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ข้าราชการและกลไกรัฐหัวเก่าไม่ได้อยากจะปฏิรูป องค์กรตุลาการก็คัดค้าน

 

 

แต่ท้ายที่สุด รัฐสภาในสมัยนั้น ก็ยกมือผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2540 ขึ้นมา เพราะทัดทานฝ่าแรงกดดันจากประชาชนไม่ไหว มติของประชาชนมีพลังมากเกินกว่าที่พวกเขาจะทัดทานได้ และนั่นคือฉันทามติ นั่นคือสิ่งที่คนไทยเคยทำสำเร็จมาแล้ว และผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ถ้าพวกเราทำร่วมกันอีกครั้ง มันไม่ไกลเกิดกว่าที่พวกเราคิดพวกเราฝันเลย ขอให้เราเชื่อว่าความเป็นไปได้มีอยู่ แล้วถ้าพวกเราทำงานร่วมกัน เราจะผลักดันความเป็นไปได้นั้นให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้

ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ผมจะพาเราย้อนกลับไปก่อนปี 2540 รัฐธรรมนูญหรือฉันทามติในวันนั้นเกิดขึ้นภายใต้ประสบการณ์และความต้องการร่วมกันของสังคมไทย อย่างน้อย 5 ชุดด้วยกัน ดังต่อไปนี้

 

 

ฉันทามติชุดแรก สังคมไทยบอกว่าพอแล้วกับประชาธิปไตยครึ่งใบ ประชาธิปไตยที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งและสมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง เราบอกว่าพอแล้วกับประชาธิปไตยครึ่งใบ เราต้องการประชาธิปไตยเต็มใบที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งทั้งสองสภา

 

 

ฉันทามติชุดที่สอง ถึงแม้เราจะมีประชาธิปไตยเต็มใบ แต่เราก็ยังมีปัญหาคอรัปชัน แต่ก็ยังมีการทุจริต พวกเราในวันนั้นจึงเห็นร่วมกันว่า เราต้องการการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบผู้ใช้อำนาจที่มาจากประชาชนได้

 

 

ฉันทามติชุดที่สาม การตกผลึกทางความคิดชุดที่สามร่วมกัน เกิดขึ้นย้อนกลับไปก่อนปี 2540 ก็คือ เริ่มจากปี 2534 การทำรัฐประหารในนามของคณะ รสช. ที่อ้างเรื่องคอรัปชั่นและอ้างเรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ การทำรัฐประหารในปี 2534 นำมาซึ่งเหตุการณ์พฤษภาคมปี 2535 จากวันนั้น สังคมไทยมีฉันทามติร่วมกันอีก 1 ชุดความคิด ก็คือ จะต้องไม่มีรัฐประหารอีก ทหารจะต้องกลับเข้ากรมกองและ จะต้องมีการปฏิรูปกองทัพเพื่อให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลที่มาจากพลเรือนจากการเลือกตั้ง

 

 

ฉันทามติชุดที่สี่ ถึงแม้ทหารจะกลับเข้ากรมกองอย่างชั่วคราว หลังจากเหตุการณ์พฤษภาคมปี 2535 แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาที่สำคัญและร้ายแรง เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ นั่นก็คือระหว่างปี 2535 ถึงปี 2540 ใน 5 ปี นั้น เรามีรัฐบาล 4 ชุด เรามีการเลือกตั้งถึง 3 ครั้ง รัฐบาลอายุสั้น รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ และมิหนำซ้ำในปี 2540 เราประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยก็ว่าได้ ดังนั้น ข้อตกลงร่วมกันในวันนั้น ฉันทามติร่วมกันในวันนั้นอีก 1 ชุดก็คือ เราต้องการการมาร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ เราต้องการการเมืองที่ตอบโจทย์การพัฒนาของยุคสมัย เราต้องการการพัฒนาที่สามารถพาประเทศไทยไปต่อกรกับคลื่นกระแสโลกาภิวัตน์ได้

 

 

ฉันทามติด้านสุดท้าย ก่อนปี 2540 อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุคที่การเมืองภาคประชาชนเบ่งบาน พี่น้องประชาชนหลายกลุ่มหลายสาขาหลายอาชีพใช้สิทธิ์ของตัวเองออกมาเรียกร้องความเท่าเทียมทางสังคม ออกมาเรียกร้องอำนาจในการกำหนดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ออกมาเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงการสาธารณสุขที่ดีขึ้น ดังนั้น มันจึงกลายเป็นฉันทามติหนึ่งข้อในสังคมไทยว่า เราต้องการเห็นการประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเองนั้น แบ่งทรัพยากร แบ่งปันอำนาจในการจัดสรรอนาคตของตัวเองได้

 

 

และนั่นก็คือฉันทามติ 5 ประการ ที่นำไปสู่การสร้างกระแสรัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว ผมเองในช่วงที่เกิดรัฐธรรมนูญฉบับธงเขียวขึ้นนี้ เพิ่งจะอยู่ ม.ปลาย ผมมีส่วนเล็กนิดเดียวในการทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประสบความสำเร็จ ในขณะนี้ในภาพโปสเตอร์สีเขียวด้านซ้ายมือนี้ เป็นโปสเตอร์ที่ ณ ก่อนวันที่มีการโหวตผ่านในรัฐสภา ไปที่ไหนก็จะเจอแต่คนติดโปสเตอร์นี้ อย่างน้อยที่สุดก็ในกรุงเทพมหานคร ผมไม่แน่ใจว่ากระแสตอนนั้นมันดังไปถึงต่างจังหวัดถึงหัวเมืองใหญ่ๆ หรือเปล่า แต่อย่างน้อยที่สุด ผมเองได้รับสติกเกอร์มาหนึ่งใบแล้วก็นำไปแปะไว้ผนังห้องน้ำในโรงเรียน ก็ยังพอมีส่วนช่วยนิดนึง ที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ผ่านในรัฐสภามาได้ แต่หลักใหญ่ใจความของฉันทามติปี 2540 อาจจะเรียกกันได้ว่ามี 3 ข้อ นั่นก็คือ ปิดทุจริต เปิดเสรีภาพ และประกันสิทธิเสรีภาพ จากสามข้อนี้ นำมาสู่รัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว

 

ปรากฏการณ์รัฐธรรมนูญ 2540

อาจจะกล่าวอย่างสั้นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 รวมอำนาจและความชอบธรรมในการใช้อำนาจนั้น มาอยู่ที่รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ประกาศใช้จนกระทั่งปี 2549 ก็คือ ในการเลือกตั้งครั้งแรก เราได้เห็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงคะแนนเสียงของประชาชนด้วยนโยบายอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก หลังการเลือกตั้ง เราได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เราได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีอำนาจในการปฏิรูปกลไกราชการ เราได้มาซึ่งรัฐบาลที่สามารถส่งมอบนโยบายที่เคยใช้ในการหาเสียงได้จริง

 

 

แต่การได้มาซึ่งรัฐบาลที่เข้มแข็งนั้น ก็ถูกหลายฝักหลายฝ่ายมองว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจกับเสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นรัฐบาลที่แทรกแซงองค์กรตรวจสอบและองค์กรอิสระ เป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจเสียงฝ่ายค้าน และสุดท้าย เป็นรัฐบาลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จากการที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องเหล่านั้น นำมาสู่การทำรัฐประหารปี 2549

ถ้าปี 2540 คือการโยกย้ายอำนาจและความชอบธรรมในการใช้อำนาจนั้นมาสู่รัฐบาล มาสู่รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง การรัฐประหารปี 2549 ก็คือการดึงอำนาจและความชอบธรรมของการใช้อำนาจนั้น กลับไปสู่อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

 

 

13 ปีแห่งความขัดแย้ง

จากปี 2549 จนถึงปี 2562 เป็นเวลานานถึง 13 ปี มากกว่า 1 ทศวรรษ เป็นทศวรรษที่สูญหายไป เป็นทศวรรษที่มีแต่ความสูญเสีย บาดแผลที่มันร้าวลึกในประเทศไทยจนเกินจะเยียวยา 13 ปีที่ผ่านมา เรามีการทำรัฐประหารถึง 2 ครั้ง เรามีรัฐธรรมนูญถึง 4 ฉบับ เรามีรัฐบาลอีก 8 ชุด 13 ปี ที่ผ่านมา ประชาชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขั้วทัศนคติที่ขัดแย้งทางการเมือง กระจายไปในทุกสังคม ทั้งในสังคมโรงเรียน สังคมที่ทำงาน ทั้งในตลาด ทั้งในครอบครัว

มากไปกว่านั้น ในความขัดแย้งทางการเมืองทั้ง 13 ปีที่ผ่านมา มีคนตายไปเพราะการเมืองมากกว่า 130 ชีวิต ยังไม่นับผู้คนที่บาดเจ็บอีกนับพัน และผู้คนต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีมาจากทุกสีเสื้อ คนที่ไม่มีสีเสื้อก็มีเช่นกัน คนที่บาดเจ็บล้มตายคือพ่อและแม่ของใครบางคน คือลูกและหลานของใครอีกหลายคนพวกเขายังมีคนที่รัก พวกเขายังมีคนที่รออยู่ที่บ้านและทุกคนที่รอพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องผิดหวัง

 

 

13 ปีที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนหลายฝักหลายฝ่ายตั้งคำถามกับการทำงานอย่างสองมาตรฐานขององค์กรตุลาการ พี่น้องประชาชนหลายฝักหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า “ตกลงตุลาการ ตกลงระบบยุติธรรมของประเทศไทย ยังน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ระบบตุลาการระบบยุติธรรมที่เป็นปกติในสังคมทั่วไป ควรจะเป็นแหล่งที่พึ่งพิงแห่งสุดท้ายของความยุติธรรม ในสังคมไทยมันยังใช้ได้หรือไม่” ประชาชนสงสัยและตั้งคำถาม

 

เศรษฐกิจเติบโตอย่างถดถอย

นอกจากนี้ ในด้านเศรษฐกิจ 13 ปีที่ผ่านมา เรากำลังเติบโตอย่างถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศเพื่อนบ้านเราเติบโตกันในรอบสิบปีที่ผ่านมา ปีละ 5 %, 6%, 7% และจะเติบโตในระดับนี้ต่อไปอีก 5 ปี ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงแค่ 2–3% ในตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา งบประมาณของประเทศไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้ถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย แต่ถูกเอาไปใช้เพื่อซื้อคะแนนนิยม

 

 

นอกจากนั้น ในเรื่องการศึกษา บ้านเรามีการจัดระดับขีดความสามารถในการแข่งขันคุณภาพในด้านการศึกษาที่เป็นรองประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายประเทศ การศึกษาของเราตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย นี่คือราคาที่เราประชาชนต้องจ่าย เพราะเมื่อผู้มีอำนาจเอาอำนาจและทรัพยากรของประเทศนั้นไปห้ำหั่นกันทางการเมือง คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่ไม่ได้รับการพัฒนา และนั่นนำมาสู่สิ่งที่เราได้รับในปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ 2560

 

ระเบิดเวลาในรูปรัฐธรรมนูญ

สำหรับพวกเราพรรคอนาคตใหม่ เราเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 คือระเบิดเวลา คือกลไกที่จะทำให้ความขัดแย้งในสังคมไทยตึงเครียดมากขึ้น และจะระเบิดปะทุออกมาเป็นความรุนแรง และเราเชื่อว่าเพื่อที่จะหยุดเหตุการณ์นั้น พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างตั้งแต่วันนี้ พวกเราจะต้องหยุดระเบิดเวลาอันนี้ก่อนที่มันจะระเบิดขึ้น

 

 

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 คืออะไร อธิบายกันอย่างง่ายให้ทุกคนเห็นภาพ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 คือการทำให้รัฐประหารซึ่งควรจะเป็นองค์กรที่มีระยะเวลาชั่วคราว กลายเป็นองค์กรที่มีความเป็นถาวร เอารัฐประหารไปใส่รัฐธรรมนูญ เอารัฐประหารเข้าไปใส่ในกฎหมาย เอารัฐประหารไปทำให้ถูกกฎหมาย และอยู่กับเราจนกลายเป็นกฎหมายที่สูงที่สุดของประเทศ ทำให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยู่เหนืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยู่เหนืออำนาจของพี่น้องประชาชน นี่คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560

 

ผลประโยชน์ที่ตกไม่ถูกที่

มาถึงจุดนี้แล้วก็ต้องถามกันต่อไปว่า คนที่ได้รับประโยชน์จากภาวะแบบนี้คือใคร ผมมั่นใจอย่างหนึ่งว่า ไม่ใช่พี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศแน่ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากภาวะความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 13 ปี ที่ผ่านมา และในช่วงเวลาอันโกลาหลนี้ ทุกความขัดแย้งทางการเมืองมันมีต้นทุน และคนที่ต้องจ่ายต้นทุนความขัดแย้งก็คือพี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ ในนามของความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มากขึ้น ในนามของการที่ประเทศเราไม่ได้ก้าวหน้าไม่ได้พัฒนาและกำลังจะล้าหลังลงเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน

 

 

ยกตัวอย่าง 10 มหาเศรษฐีในประเทศไทย ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ปี 2557 ถึง ปี 2561 ในขณะที่จีดีพี (GDP) 5 ปีนี้ เราเติบโตปีละ 2-3% แต่ในส่วนของมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศไทย 10 อันดับ เติบโตปีละ 14%, 10%, 15%, 8% และ 22% กันตามลำดับ

 

 

มันเห็นได้ชัดเลยว่า ดอกผลของการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้ตกอยู่ในมือคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบ 5 ปี มันยิ่งกระจุกตัวขึ้น และตกไปอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คนในประเทศ คนที่ได้รับประโยชน์จากสภาวะความขัดแย้งทางการเมืองเหล่านี้ ก็คือกลุ่มผู้นำกองทัพและกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดกับพวกเขาเพียงไม่กี่คน

 

เดินหน้าร่วมกันอย่างหลากหลาย

ผมคิดว่าเราไม่สามารถปล่อยประเทศไทยให้เดินหน้าไปอย่างนี้ได้ต่อไปอีก ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเดินร่วมกัน ถึงเวลาที่ประชาชนทุกฝักทุกฝ่ายถึงแม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันทางการเมือง แต่อย่างน้อยที่สุด น่าจะมีความต้องการความเห็นบางอย่างที่จะสามารถร่วมกันได้ในหลายเรื่อง และสำหรับพวกเรา เราเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ในสังคมไทย

 

 

เมื่อผมบอกอย่างนี้แล้ว ต้องบอกก่อนเลยว่า ผมไม่ได้เสนอให้พวกเราลืมบาดแผลหรือความอยุติธรรมที่ผ่านมา ในรอบ 13 ปี และผมไม่ได้เสนอให้พวกเราคิดเหมือนกันด้วย เพราะว่า “ความหลากหลายทางความคิด ทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกัน มันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย” ผมเชื่อว่าระบอบการเมืองที่ดี คือระบอบการเมืองที่ทำให้คนที่มีความคิดเห็นที่หลากหลาย มีทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกัน อยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกันได้อย่างสันติ และเราพยายามจะสร้างระบบการเมืองที่ดีแบบนั้น โดยไม่จำเป็นจะต้องหลงลืมความอยุติธรรมในอดีต

 

อนาคตใหม่เสนอฉันทามติใหม่

นี่เป็นก้าวแรกของพวกเรา ในการจะสร้างฉันทามติใหม่นั้น พรรคอนาคตใหม่อยากจะเสนอกรอบคิดคร่าวๆ ไว้ 4 กรอบด้วยกัน กรอบแรก ประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน กรอบที่สอง ในฉันทามติใหม่นี้ ต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ มีพระราชฐานะอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง กรอบที่สาม มีระบบรัฐสภาที่แสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ กรอบสุดท้าย ต้องมีนิติรัฐ สิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องได้รับการคุ้มครอง ต้องมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจที่มาจากประชาชนทั้ง 3 ทาง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ นี่คือกรอบที่พรรคอนาคตใหม่อยากจะลองเสนอให้กับสังคม ให้กับคนทุกเฉดขั้วทัศนคติทางการเมืองได้พิจารณา

 

 

ดังนั้น สำหรับพวกเรา การปล่อยให้สังคมเดินหน้าอย่างนี้ต่อไป คือการผลักภาระให้กับลูกหลานของเรา

การแสวงหาฉันทามติครั้งนี้จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่อย่างใด แต่เป็นทางรอดทางเดียวที่เหลืออยู่ก่อนที่ระเบิดเวลาลูกนั้นจะระเบิด นี่คือทางรอดทางเดียวที่เหลืออยู่

ท่านจะเห็นได้ว่าเราไม่ได้พูดถึงรายละเอียด ว่าข้อตกลงใหม่หน้าตาชัดเจนเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีกี่มาตรา  วันนี้ท่านจะไม่เห็นเราพูดในรายละเอียด เพราะเราเชื่อเหลือเกินว่า วิธีที่ดีที่สุดก็คือไม่ใช่ให้พวกเราคิด แต่ให้ทุกคนมาคิดร่วมกัน

 

 

นั่นก็คือที่มาของคำว่า “สร้างจินตนาการใหม่” จินตนาการใหม่ที่ตั้งมั่นอยู่บนความเชื่อว่าสังคมที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ จินตนาการใหม่ที่สังคมที่เราและเขาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติไม่ต้องไล่ใครออกนอกประเทศ เราต้องการสร้างจินตนาการใหม่นี้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงใหม่ ข้อตกลงที่คนชนะไม่กินรวบทั้งกระดาน ข้อตกลงที่คนแพ้ไม่ต้องรอวันเอาคืน แต่เป็นข้อตกลงที่เราเห็นด้วยกันด้วยหลักการกว้างๆ และจะอยู่ด้วย สู้ด้วยกันในกติกา และจะชนะหัวจิตหัวใจของประชาชนด้วยกติกาเดียวกัน และยอมรับกติกานั้นไปด้วยกัน โดยการสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐธรรมนูญที่คิดออกแบบและเขียนโดยประชาชน รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน นั่นคือสิ่งที่เราเชื่อและอยากเห็นจริงๆ

 

ก้าวแรกเพื่ออนาคตของลูกหลาน

วันนี้ พรรคอนาคตใหม่เปิดตัวการรณรงค์นี้ สร้างการจินตนาการใหม่ เพื่อข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ที่นี่ที่เชียงใหม่ วันที่ 4 สิงหาคม

 

 

นี่คือก้าวแรกของการเดินทางของเรา เราไม่รู้หรอกกว่ามันจะต้องใช้เวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี หรือแม้แต่ 10 ปี เราไม่รู้ แต่เรารู้ว่าเราต้องเริ่มทำวันนี้ เรารู้ว่าคนที่จะรับภาระก็คือลูกหลานของเรา

ดังนั้น นี่คือก้าวแรกที่เราจะเดินทาง และเราจะเดินทางในเส้นทางนี้ต่อไปด้วยการตั้งมั่นอยู่บนความหวังที่เชื่อในศักยภาพของคนไทยว่าเราเคยทำได้มาแล้วครั้งหนึ่งในอดีต และเราจะทำได้อีกครั้งในอนาคต ด้วยความเชื่อมั่นว่าเราสามารถสร้างสรรค์สังคมที่ดีมากกว่านี้ให้กับลูกหลานของเรา ให้กับคนรุ่นต่อไปได้ ผมขอชักชวนทุกท่านให้มาเดินร่วมทางไปด้วยกัน มาร่วมรณรงค์ครั้งนี้ด้วยกัน