มาตั้งหลักการพัฒนาเศรษฐกิจกันใหม่ – วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

วีระยุทธ กาญน์ชูฉัตร
ทีมที่ปรึกษานโยบาย

I. ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา

เราต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยเราเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา

แต่เคยสงสัยไหมครับ ว่าเรา “กำลังพัฒนา” กันมากี่ปีแล้ว และมาถูกทางหรือเปล่า

ถ้าจะนับย้อนไป ประเทศไทยเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 

เรียกได้ว่ากำลังพัฒนากันมา 60 ปีแล้ว

ตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา เราก็มีรัฐบาลหลายรูปแบบ มีทั้งรัฐบาลทหาร รัฐบาลเลือกตั้ง รัฐบาลผสม

ในทางการเมือง บางคนก็ชอบรัฐบาลทหาร บางคนก็ชอบรัฐบาลเลือกตั้ง เถียงกันไม่จบ

แต่ในทางเศรษฐกิจ เราไม่อาจใครปฏิเสธได้เลยว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกประเทศต่างๆ จำนวนมากแซงหน้าไปไกล 

ประเทศที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ล้วนเริ่มต้นการพัฒนาในเวลาไล่เลี่ยกับเรา คือประมาณปี พ.ศ.2500

ว่าง่ายๆ ก็คือ อยู่ที่จุดสตาร์ทเดียวกัน  ออกวิ่งพร้อมกัน

ประมาณปี พ.ศ. 2510 สิงคโปร์เริ่มทิ้งประเทศอื่นๆ ไปไม่เห็นฝุ่น

พอถึงปี พ.ศ.2520 เกาหลีใต้กับไต้หวันก็ทิ้งเราไปอีก ทิ้งสนามท้องถิ่น ไปวิ่งในสนามระดับโลก

ปล่อยให้ประเทศไทยกับมาเลเซียแข่งกันอยู่ในสนามเดิม วิ่งสูสีคู่กันไป หันมาข้างๆ อีกที ก็เห็นเวียดนามกำลังไล่กวดกระชั้นชิดเข้ามาอีก

ที่น่าเจ็บปวดที่สุดก็คือช่วงสิบปีที่ผ่านมานี่แหละครับ

สิบปีที่ประเทศไทยเราหยุดเดิน มาเลเซียเพื่อนบ้านของเราก็เริ่มตีตัวออกห่าง กำลังจะทิ้งเราไปอีก

ทราบไหมว่า ในปัจจุบัน คนมาเลเซียโดยเฉลี่ยแล้วมีรายได้มากกว่าคนไทยเกือบสองเท่าตัวแล้ว ส่วนคนเกาหลีใต้ รวยกว่าเราสี่เท่าตัว และสิงคโปร์รวยกว่าเราเก้าเท่าตัว

ทั้งหมดนี้จะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าประเทศเหล่านี้มีแต้มต่อเหนือกว่าเรา 

และนี่เราไม่ได้พูดถึงประเทศยุโรปหรือมหาอำนาจของโลกด้วยนะ

เกาหลีใต้แทบไม่มีทรัพยากรอะไร ส่วนสิงคโปร์ก็เคยเป็นเพียงเมืองท่าขนาดเล็กไร้อนาคต 

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประเทศเหล่านี้ล้วนออกสตาร์ทการพัฒนาประเทศพร้อมๆ กับเราในปี พ.ศ.2500

แต่ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถก้าวขึ้นไปเป็นประเทศร่ำรวยกันหมดแล้ว

ในขณะที่ไทยยังคงเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” เหมือนเช่นเคย เหมือนที่เราเคยเป็นเมื่อเริ่มพุทธศตวรรษ

II. การพัฒนากับการเลื่อนสถานะทางสังคม

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? 

ถ้าคุณสนใจความเป็นไปของสังคม พอคุณเริ่มตั้งคำถามนี้แล้ว คุณจะหยุดคิดไม่ได้เลย

เพราะถึงที่สุดแล้ว การแซงหน้าของประเทศต่างๆ การพัฒนาแบบก้าวกระโดด หรือตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวสะท้อนคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทย ของตัวเรา ของลูกหลานเรา

การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จ หมายถึง การที่ลูกของคุณจะมีชีวิตที่ดีกว่าตัวคุณเอง และการที่หลานของคุณจะมีชีวิตที่ดีกว่าลูกของคุณ 

คนเอเชียเราเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ยอมทุ่มเทเสียสละเพื่อครอบครัว

พ่อแม่จะอดมื้อกินมื้อกินมื้อ – ไม่เป็นไร จะไม่ได้ร่ำเรียนสูงส่ง – ไม่เป็นไร ขอให้ลูกได้กิน ขอให้ลูกได้เรียน ขอให้ลูกได้มีชีวิตที่ดีกว่าพ่อและแม่

ไม่ว่าจะพ่อแม่เกาหลีใต้ พ่อแม่มาเลเซีย หรือพ่อแม่ไทย ก็เป็นเหมือนกันหมด

แต่พอประเทศมันพัฒนาไปไกล เติบโตได้ต่อเนื่อง ดอกผลของการพัฒนาก็จะตกไปถึงลูกหลาน

เช่น คนเกาหลีใต้ยุคหลังสงครามยอมปากกัดตีนถีบ เป็นแรงงานราคาถูก อยู่ห้องเช่ารูหนูซ่อมซ่อหลังโรงงาน

แต่ลูกของเขาได้รับโอกาส ได้รับการศึกษาที่ดี ได้ทำงานในบริษัทท้องถิ่นที่เติบโตมาพร้อมกัน สร้างเนื้อสร้างตัวได้ และมีบ้านเป็นของตัวเองในที่สุด

หลานของเขายิ่งไปไกลกว่า สามารถไปเรียนต่อต่างประเทศ เลือกที่ทำงานได้ และกลายเป็นพลเมืองของโลก

ลองหันมาดูประเทศไทยเราบ้าง

พ่อแม่ของเราก็เสียสละไม่แพ้พ่อแม่เกาหลีใต้ แต่ดอกผลมันตกอยู่กับลูกหลานแค่ไหน

พี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างจากบ้านเข้ามาหาทำงานในกรุงเทพฯ ยอมขับรถฝ่าควันพิษเช้ายันค่ำ กลั้นใจเก็บเงินครั้งละห้าบาทสิบบาทให้ลูกไปโรงเรียน ลูกของเขาจะได้ไปไกลแค่ไหน

น้องที่ต้องไปทำงานในโรงงานที่ระยอง รับค่าแรงขั้นต่ำ หวังเก็บหอมรอมริบ อยากกลับไปเปิดร้านเล็กๆ ของตัวเองที่บ้านเกิด น้องเขาต้องเก็บเงินกี่ปี ถึงจะมีบ้าน มีร้านของตัวเองได้

ไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ชนชั้นกลางที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ยอมอดหลับอดนอนไปต่อแถวสมัครเรียนพิเศษให้ลูก หวังให้ลูกเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ เพื่อให้ได้ทำงานที่ดีกว่าตัวเอง ลูกของเค้าจะมีโอกาสนั้นจริงหรือ

ถ้าเราไม่หลอกตัวเองเกินไป เราทุกคนรู้ดีครับว่าโอกาสมันตีบตันแค่ไหนในประเทศนี้ในเวลานี้

การอดมื้อกินมื้อและมุมานะของพ่อแม่ อาจไม่ได้ช่วยให้ชีวิตลูกดีขึ้นเลย ลูกก็อาจมีชะตากรรมไม่ต่างไปจากพ่อแม่ของเขา เพราะไม่มีทางเลือก เพราะไม่มีโอกาส 

มันต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่าง

ทำไมยิ่งประเทศพัฒนา ยิ่งทำให้ทางเลือกในชีวิตประชาชนมันน้อยลงไปเรื่อยๆ 

ไม่ใช่แค่ผิดปกติธรรมดาๆ มันต้องเป็นความผิดปกติระดับรากฐาน วิธีคิด และแนวทางการพัฒนา

การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยต้องกลับมาตั้งหลักกันเสียใหม่

ต้องเป็นการพัฒนาที่เห็นหัวคน เห็นเลือดเห็นเนื้อของผู้คน ต้องทำให้ความยากลำบากของเรากลายเป็นดอกผลที่ลูกหลานของเราจะได้รับ เพื่อจะมีโอกาสใฝ่ฝันถึงวันที่ดีกว่า

เราต้องขับเคลื่อนด้วยความฝันนี้ ด้วยความรู้สึกและอุดมการณ์แรงกล้า ยึดหลักและแก่นของการพัฒนา เช่นนี้ไว้ให้มั่น

III. อุดมการณ์ผสานความรัดกุม

แต่แน่นอนครับ เรื่องนโยบายเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะใช้แต่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ 

เราต้องทำอย่างเป็นระบบ ต้องทำอย่างรัดกุม

ในด้านหนึ่ง เราโชคดีที่อยู่ในยุคสมัยแห่งข้อมูลข่าวสาร มีงานวิจัยรองรับเป็นจำนวนทาก มีบทเรียนนโยบายจากต่างประเทศที่เคยลองผิดลองถูกจำนวนมากรอให้เราถอดบทเรียน เพื่อนำมาประยุกต์ดัดแปลงให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็เข้าใจความแตกต่างหลากหลายทั้งระหว่างพื้นที่และระหว่างผู้คน ภาคเหนือกับภาคอีสานไม่ได้ปลูกพืชเหมือนกัน คนรุ่นใหม่กับรุ่นก่อนมีความฝันไม่เหมือนกัน เราจะใช้โมเดลการพัฒนารูปแบบเดียวกับทุกพื้นที่ทุกกลุ่มคนไม่ได้

นโยบายจะต้องไม่เริ่มต้นจากกระดาษหรือห้องแอร์ แต่ต้องเริ่มจากพื้นดิน จากผู้คน แล้วก็นำมาร้อยเรียงกันให้เป็นระบบ

กฎระเบียบหรือข้อบังคับใดที่มีอยู่แล้ว แต่กลายเป็นตัวขัดขวางศักยภาพมนุษย์และศักยภาพของภาคธุรกิจ เราต้องยกเลิก ต้องปลดล็อก

งบประมาณที่มีอยู่แล้วปีละหลายล้านล้านบาท แต่ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ไร้กลไกตรวจสอบ ต้องปรับโครงสร้างเสียใหม่

สิ่งใดที่ควรมีเพื่อสนับสนุนศักภาพของคนไทยและเศรษฐกิจไทย แต่กลับเกิดไม่ได้ด้วยอุปสรรคร้อยแปดประการ เราต้องผลักดันให้มี เพื่อเปิดโอกาสให้กว้างขวางและทั่วถึง

ต้องปลดล็อก ต้องปรับโครงสร้าง ต้องเปิดโอกาสในแต่ละภาคส่วน

แน่นอน ไม่มีเครื่องมืออะไรวิเศษที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศร่ำรวยได้ในชั่วข้ามคืน

แม้แต่รัฐสวัสดิการ สังคมสวัสดิการ ที่หลายคนใฝ่ฝัน ก็มิใช่ยาสารพัดโรค ต้องออกแบบให้รัดกุม ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคน และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและบริการ

การกระจายอำนาจก็ต้องทำอย่างรอบคอบ ครบวงจร เปิดให้แต่ละพื้นที่ได้เลือกได้ทดลอง แต่ก็ต้องมีกระบวนการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลไปพร้อมกัน ส่งเสริมการเรียนรู้แลกเปลี่ยนและวิพากษ์วิจารณ์ข้ามพื้นที่ รวมถึงการกำหนดพันธกิจที่แต่ละพื้นที่ต้องรับผิดชอบ ต้องเป็นการกระจายอำนาจที่ครบวงจร

ทั้งหมดนี้ไม่ง่ายเลย 

มันยาก ต้องฟังเยอะ คิดเยอะ ต้องมีพลัง – แต่ก็ต้องรัดกุม และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา  ประเทศไทยเราลองทำอะไรง่ายๆ ไร้ระบบ กันมามากแล้ว

 ยกตัวอย่างเช่น สัดส่วนงบประมาณที่ผิดเพี้ยน จากที่งบประมาณต่อหัวที่รัฐจ่ายเพื่อสุขภาพคนไทยเคยสูงกว่างบประมาณกองทัพมาโดยตลอด ในช่วงสี่ปีผ่านมา เงินภาษีถูกจัดสรรไปสำหรับงบประมาณกองทัพทะยานขึ้นมาสูงกว่างบประมาณสุขภาพต่อหัวของคนไทยที่ได้รับจากบัตรทองไปแล้ว 

ความมั่นคงของทหารกลับมีความสำคัญสูงกว่าความมั่นคงของมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ 

เราอยากให้ประเทศไทยเดินไปในทิศทางนี้จริงหรือ

IV. การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ผมเคยมองการเมืองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ เป็นเรื่องบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ 

แต่ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เราทุกคนคงตระหนักกันดีแล้วว่า การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลต่อกระทบโอกาสในชีวิตของเราทุกคนแค่ไหน

เราก็สามารถมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงได้ในส่วนที่กระทบกับเรานั่นแหละ

ถึงผมจะเป็นนักวิชาการ ทำงานวิจัย สอนหลังสืออยู่ที่ญี่ปุ่น แต่เมื่อคิดถึงชีวิตที่ไร้ทางเลือกของลูกเราหลานเราแล้ว ผมก็อยากมีส่วนร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในบทบาทที่ผมพอจะทำได้ เช่น การขบคิดเรื่องนโยบายและถอดบทเรียนจากต่างประเทศ เพราะที่นี่คือบ้านเกิดเมืองนอน

ผมเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่กังวลเหมือนผม และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในบทบาทที่แต่ละคนถนัดได้

เรามีชะตากรรมร่วมกัน

ในชะตากรรมของประเทศมีชะตากรรมของทุกคนรวมอยู่ในนั้น

ถ้าไม่อยากให้ประเทศไทยอยู่รั้งท้าย ถูกประเทศอื่นๆ ผลัดกันแซงหน้า ถ้าอยากให้น้ำพักน้ำแรงมันคุ้มค่า ถ้าอยากให้ลูกหลานมีอนาคตที่ดีกว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องช่วยกันตั้งหลักการพัฒนาเศรษฐกิจกันเสียใหม่ กลับไปที่แก่นของการพัฒนาที่เห็นหัวคน เห็นเลือดเห็นเนื้อของผู้คน

เพื่อให้ประเทศไทยมีวันที่ดีกว่า หลุดพ้นจากการเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” ที่ถูกตีตรามากว่าหกสิบปี

เป็น “ประเทศพัฒนาสำเร็จแล้ว” กันเสียที

เพื่อให้ดอกผลของการพัฒนามันตกอยู่กับลูกหลานของเรา.