fbpx

สุรเชษฐ์: ขนส่งไทยระบบดี แต่รถติดไปหน่อย…จริงหรือ?

 

จากข่าว ซึ่งผมไม่ได้ไปร่วมฟัง แต่หากท่านนายกฯ กล่าวอย่างในข่าวจริง (“เปิดตัวรถเมล์ใหม่ ยันขนส่งไทยระบบดี แต่รถติดไปหน่อย ชี้ เศรษฐกิจดี คนเลยซื้อรถเยอะ”) ผมถือว่าท่านมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นอย่างมากในด้านการพัฒนาระบบคมนาคม

โครงการนี้เป็นการซื้อรถเมล์พร้อมซ่อม 489 คัน ราคากลาง 4,000 ล้านบาท (เอกสารอ้างอิง 1) แต่จบลงที่ 1,891 ล้านบาท (เอกสารอ้างอิง 2) ผมยังไม่อยากพูดถึงประเด็นย่อยในเรื่องของความไม่โปร่งใส ความไม่สมเหตุสมผลของราคากลาง มหากาพย์การล้มประมูลหลายครั้ง ความเหมาะสมของระบบ NGV หรือการออกแบบภายในและองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบขนส่งสาธารณะ แต่จะขอพูดในกรอบตามที่ท่านนายกฯ ได้ให้ข่าว…“ขนส่งไทยระบบดี แต่รถติดไปหน่อย”…จริงหรือ?

ประเด็นที่ 1: ท่านนายกฯ กล่าวว่า “ระบบขนส่งมวลชนของไทยดีกว่าหลายประเทศแต่ปัญหาอย่างเดียวคือการจราจรติดขัด ซึ่งมีประชาชนซื้อรถเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น”

ผมอยากให้ผู้อ่านลองพิจารณาดูนะครับว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ พูดหรือสิ่งที่ผมพูดเป็นเรื่องจริง ผมได้อธิบายปัญหาในภาพใหญ่ด้านคมนาคมของไทยในวันที่ 16 ธันวาคม ในงานแถลงนโยบายด้านคมนาคมของพรรคอนาคตใหม่ (เอกสารอ้างอิง 3) หากระบบขนส่งมวลชนของไทยดีจริง เราคงไม่รถติดเป็นอันดับ 1 ของโลกหรอกครับ หรือหากจะมองว่าดีกว่าหลายประเทศ ทำไมไม่มองว่าแย่กว่าหลายประเทศโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วล่ะครับ เราอยากพัฒนาประเทศไปในทิศทางไหน? การที่ประชาชนต้องซื้อรถเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ใช่ดัชนีชี้วัดว่าเศรษฐกิจดีขึ้นนะครับ แต่เป็นเพราะประชาชนจำเป็นต้องเดินทางในขณะที่รัฐไม่เหลือเงินไปทำทางเลือก (ระบบขนส่งสาธารณะ) ที่ดีพอให้เขา เขาเลยต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อรถ ถึงจะสามารถเดินทางได้ การซื้อรถไม่เหมือนซื้อบ้านนะครับ มันไม่ใช่การลงทุนแต่มันคือค่าใช้จ่าย และที่สำคัญ แล้วคนจนจริงๆ ล่ะ มีรถมั้ย? พวกเค้าต้องเหนื่อยยากแค่ไหนในการเดินทาง

ประเด็นที่ 2: ท่านนายกฯ กล่าวว่า “ถามว่าจะซื้อรถเมล์ NGV 3,000 คัน จะเอาเงินที่ไหนซื้อ”

ประเทศเรามีเงินครับ (งบประมาณปีละ 3 ล้านล้านบาทที่แทบไม่มีการตรวจสอบ/อภิปราย) แต่ความน่าเศร้าคือ เงินที่มีซึ่งก็คือเงินภาษีของทุกคนถูกนำไปใช้กับเรื่องอะไร? เพื่อใคร? ในกรอบของคมนาคม ผมเห็นว่ามีโครงการขนาดใหญ่จำนวนมากที่มีความซ้ำซ้อนไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าเท่าที่ควร  ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลปัจจุบันเป็นคนอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ 25,000 ล้านบาท รถไฟความเร็วสูง 180,000 ล้านบาท และมอเตอร์เวย์ 85,000 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์เดียวกันคือการขนคนหรือของระหว่าง กรุงเทพฯ-โคราช สมมติว่าไม่ทำรถไฟความเร็วสูง นั่นหมายความว่าเราจะสามารถซื้อรถเมล์ได้อีก 22,005 คัน (นี่ขนาดใช้ราคากลางซึ่งแพงกว่าราคาจริงมากมาคิดนะครับ) กระจายไปให้ทุกหัวเมืองทั่วประเทศใช้ หักกรุงเทพฯ ไป 3,000 คัน ยังเหลือให้จังหวัดละ 245 คัน ที่สำคัญทุกคนในประเทศได้ประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะคนรวย และได้ใช้ทุกวัน ไม่ใช่นานๆ ที ให้ดีกว่านั้น บีบเลยว่าต้องผลิตในประเทศ (ไม่ใช่นำเข้าจากจีนแล้วไปเลี่ยงภาษีที่มาเลย์) เป็นการสร้างงานสร้างเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย

ประเด็นที่ 3: ท่านนายกฯ กล่าวว่า “ยืนยันว่า 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำไปเยอะ และไม่ได้พูดเพื่อหาเสียง”

เยอะครับ! แต่เป็นการเร่งอนุมัติโครงการใหญ่ ๆ ใช้เงินมาก ๆ ซึ่งมีหลายโครงการที่ซ้ำซ้อน ไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าเท่าที่ควร แล้วก็ประกาศอยู่นั่นแหละว่า “เสร็จทันแน่ ได้ใช้แน่” ผมว่าประเทศชาติจะ “เสร็จแน่ ล้มละลายแน่” หากจะทำตามแผนงานปัจจุบัน โครงการซ้ำซ้อนกันเพียบโดยเฉพาะใน 4 แกนหลัก (หนองคาย ระยอง เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี) ซึ่งมีถนนสายหลักอยู่แล้ว รถไฟทางคู่ก็จะทำและรถไฟความเร็วสูงก็จะทำ (จาก 1 รางเป็น 4 ราง ไม่ใช่จาก 1 เป็น 2 นะ) แถมในอนาคตก็มีแผนจะทำทางคู่ให้เป็นระบบไฟฟ้าอีก ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรกับรถไฟความเร็วสูงมากนักแต่ประหยัดกว่ามาก และที่สำคัญ ดันจะทำมอเตอร์เวย์มาแข่ง แย่งลูกค้ากันเองอีก แล้วไหนล่ะการปฏิรูป?

ผมไม่ได้ขัดขวางการลงทุนนะครับ สนับสนุนด้วยซ้ำ แต่ต้องคิดให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ คิดอย่างเป็นระบบ มองปัญหาให้รอบด้าน อะไรควรทำก่อน/ทำหลัง ไม่ใช่เอาแต่จะเร่งอนุมัติโครงการใหญ่ๆ  แล้วได้โครงการที่ซ้ำซ้อนกันออกมา (เส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-โคราชนี่เห็นชัด) หากจะทำทุกอย่างพร้อมๆ กันเพื่อตอบโจทย์เดียวกันแบบในแผนงานปัจจุบัน แบ่งเงินไปทำเส้นทางอื่นหรือเรื่องอื่นเลยจะดีกว่ามาก

พรรคอนาคตใหม่ตระหนักดีถึงปัญหาและขออาสาเข้ามาแก้ไข ไม่ใช่เพื่อฐานเสียงหรือกลุ่มบุคคลใด แต่เพื่ออนาคตไทยในภาพรวม เราจึงได้เสนอนโยบายด้านคมนาคม “ระบบขนส่งสาธารณะ คุณภาพดี ราคาถูก เข้าถึงง่าย” โดยเราจะเอาเงินจากการลดโครงการขนาดใหญ่ที่ซ้ำซ้อนเพื่อนำเงินที่ประหยัดได้ไปใช้ในการเพิ่ม เสริม และสร้าง โครงข่ายคมนาคมอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยมีเป้าหมายหลักคือ Mode Shift หรือแปลเป็นไทยว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง เราต้องการพัฒนา “ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน” เราอยากให้คน “เดินทางได้โดยไม่ต้องซื้อรถ” ส่วนคนที่ยังขับรถอยู่ก็จะได้ประโยชน์ไปด้วยจากการที่ถนนโล่งขึ้น  และเนื่องจากประเทศของเรายังขาดรางอยู่มาก พรรคของเราจึงถือโอกาสนี้ในการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาในประเทศ ทดแทนการนำเข้า เราจะไม่เอาแต่ซื้อของนอก แต่จะ “สร้างเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมรถไฟ”

 

ธันวาคม 21, 2018

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

ที่ปรึกษาด้านนโยบายคมนาคม พรรคอนาคตใหม่

ป.ล. 1: ห้ามฉุนนะครับ แต่หากจะมา Debate กันด้วยเหตุผลละก็ ผมยินดีครับ ขนผู้รู้มาได้เลย ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการ Debate #ถกเถียงให้ตกผลึกทางความคิด

ป.ล. 2: แม้ผมจะเห็นต่างจากท่าน แต่ผมก็รักประเทศไทยเหมือนกับท่านครับ เรามาสู้กันด้วยนโยบายแล้วให้ประชาชนเลือกเถอะครับ ประเทศถึงจะเดินต่อไปได้ #เห็นต่างอยู่ร่วมกันได้