fbpx

การเมืองหลังเลือกตั้งปี 62

ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญปี 60 ต้องเกิดขึ้น 

 

เพราะหากไม่มีการเลือกตั้ง หรือยืดขยายออกไปอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน หลังจากพ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.มีผลบังคับใช้  ย่อมทำให้บ้านเมืองอยู่ในสภาวะพังพินาศ ซึ่งผู้มีอำนาจรู้ดี ประเด็นอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกนี้และจัดตั้งรัฐบาลให้ได้อีก

จากการประเมินทางวิชาการและผลสำรวจโพลล์ต่างๆ ทั้งทางลับและทางแจ้งต่างก็ไม่สามารถชี้ชัดไปได้ว่าใครจะเป็นฝ่ายกำชัยโดยเด็ดขาด แม้จะดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะได้เสียงที่มากโขอยู่ แต่เมื่อพิจารณาถึงระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน (ที่มีใช้ในประเทศเดียวในโลก) ก็ไม่แน่นักว่าจะเป็นเช่นนั้น อีกทั้งหัวแถวของพรรคก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร มิหนำซ้ำยังเกิดคู่แข่งขันทางการเมืองที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้นมาคือพรรคอนาคตใหม่ ที่ดูเหมือนว่าจะดีวันดีคืน ซึ่งก็ไม่แน่อีกเหมือนกันว่าเสียงดีแล้วคะแนนจะเป็นไปตามนั้นด้วยหรือไม่ ซึ่งอาจจะน้อยสุดๆ หรือมากสุดๆ ไปเลยก็เป็นได้ทั้งนั้น

ส่วนฝั่งฟากของพรรคที่ประกาศตัวหนุนรัฐบาลคสช. ต่างระดมกันใช้สรรพกำลังจูงใจให้อดีตส.ส.ย้ายค่ายมาสังกัดพรรคตน แต่ก็อีกนั่นแหละ จากอดีตที่ผ่านมา ย้ายมาก็ไม่แน่ว่าจะได้รับการเลือกตั้งเสมอไป อาจเกิดอาการตายยกรังเหมือนคราวที่แล้วก็เป็นได้ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็ออกอาการกั๊กๆ เพราะก็ไม่รู้ว่าหากมีการเปิดประชุมพรรคได้ หัวหน้าพรรคจะยังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า เพราะหัวหน้าปัจจุบันบอกว่าไม่เอาคสช. แต่หากลูกพรรคจะเอาคสช. ก็คงต้องเปลี่ยนหัวหน้าเป็นคนอื่น

 

สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

คะแนนของพรรคต่างๆ ที่ได้หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกจะไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากเกิน 250 เสียงอย่างแน่นอน และพรรคที่ได้เสียงมากที่สุดก็อาจไม่ได้เป็นนายกฯ หรือจัดตั้งรัฐบาล เพราะตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 60 ต้องใช้เสียงรวมกันถึง 375+1 เสียงจึงจะมากกว่ากึ่งหนึ่งของทั้ง 2 สภารวมกัน (ส.ส. 500+ส.ว. 250) จึงจะตั้งนายกฯ ได้ ซึ่งผมจะแยกเป็นกรณีๆ ดังนี้

  1. กรณีที่ใช้รายชื่อนายกฯ จาก 3 รายชื่อของพรรคการเมือง (ก๊อกแรก) ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าคุณประยุทธ์จะตัดสินใจลงรายชื่อพรรคไหน หรืออาจจะถอดใจโบกมือบ๊ายบายไปเลยซึ่งเดือน ก.ย.นี้รู้กัน ผมเชื่อว่าจากเสียงส.ว. 250 แล้วหาเสียงจากส.ส.อีก 125+1 คงไม่ยากนักในการที่จะได้นายกฯ มาตั้งรัฐบาล แต่จะเป็นรัฐบาลที่อายุสั้นที่สุด เพราะเมื่อมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือเสนอร่างกฎหมายสำคัญๆ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณฯลฯ ก็จะถูกคว่ำกลางสภาผู้แทนราษฎรโดยที่ส.ว. ไม่สามารถยื่นมือมาช่วยได้เลย
  2. กรณีที่จะไม่ใช้รายชื่อจากพรรคการเมือง แต่จะไปเอานายกฯ คนนอก (ก๊อก 2) ซึ่งตามมาตรา 272 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญปี 60 จะต้องได้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จากทั้ง 2 สภาซึ่งก็คือ 500 นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะจะต้องเอาเสียงส.ว. 250 ไปรวมกับเสียงส.ส.อีก 250 จึงจะได้คะแนนที่ว่า ซึ่งหากเกิดกรณีส.ส.ต่างก็พากันนั่งเฉยๆ หรือ “กอดอก” ไม่ยอมยกมือให้ กรณีที่ 2 นี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงจะเกิดภาวะที่เรียกว่าเดดล็อก ก็เป็นหน้าที่ที่นายกฯ ในขณะนั้นจะต้องต้องยุบสภาฯ ให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ รัฐบาลคสช. ก็จะยืดอายุออกไปอีก เพราะคสช. จะสิ้นสภาพไปก็ต่อเมื่อมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 60 เท่านั้น และหากยุบสภาฯ แล้วก็ยังตั้งรัฐบาลอีกไม่ได้ก็จะวนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป
  3. กรณีเกิดฟลุ้ก พรรคที่ได้เสียงข้างมากสามารถรวมกันได้ 375+1 ตั้งนายกฯ และฟอร์มรัฐบาลขึ้นมาได้โดยไม่ต้องง้อส.ว.  (ซึ่งเป็นไปได้ยากมากๆ ถึงยากที่สุด แต่ก็เป็นไปได้หากเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินถล่ม หรือที่เรียกว่าแลนด์สไลด์แบบมาเลเซียโน่นแหละครับ)  ซึ่งสิ่งตามมาก็คือการทำประชามติสอบถามประชาชนว่าเห็นควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ปี 60 หรือไม่ จะแก้บางประเด็นก่อนหรือทั้งฉบับไปเลย ฯลฯ เมื่อได้คำตอบแล้วก็เข้าสู่กระบวนการแก้ไขตามรัฐธรรมนูญฯ ต่อไป ซึ่งหากถึงตอนนั้น ส.ว. ที่จะต้องใช้ 1 ใน 3 ก็คงยากที่จะฝืนแล้ว ในที่นี้ก็หมายความรวมถึงกฎหมายยุทธศาสตร์ 20  ปีที่จะต้องถูกแก้หรือถูกยกเลิกอย่างแน่นอน

 

แล้วเราควรจะทำอย่างไร?

ไหนๆ เราก็ไม่ได้เลือกตั้งกันมาตั้งแต่ปี 54 ถ้านับถึงปีหน้าก็จะเป็น 8 ปีพอดี และเป็นการเลือกตั้งหลังการรัฐประหารที่คนในประเทศมีทั้งชอบและไม่ชอบ  พรรคการเมืองต่างๆ ก็ควรที่จะประกาศกันออกมาให้ชัดเจนไปเลยว่า จะอยู่ฝ่ายเอาหรือไม่เอาการสืบทอดอำนาจของคสช. แล้วรณรงค์กันอย่างเต็มที่ คสช. เองก็จะได้รู้ตัวเองว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว คนชอบหรือไม่ชอบตนเองมากกว่ากันแน่ หากมัวแต่ทำกึ๊กๆ กั๊กๆ  ล็อกก็ไม่ยอมปลด ใครขยับอะไรนิดอะไรหน่อยก็แจ้งข้อหา หรือไม่ก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปปรามขั้วตรงข้ามกับตนหรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัย หากจะได้ชัยชนะมาก็คงไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจอะไร แรงต้านก็จะยิ่งหนักกว่าเดิมทั้งจากในและนอกประเทศแบบเดียวกับการเลือกตั้งของเขมร  และในทางกลับกันหากแม้ว่าทำทุกอย่างหรือทำทุกวิถีทางแล้วยังแพ้อีก ก็ถอยกลับเข้าไปกรมกองตลอดกาลไปเลย เพราะแสดงว่าการรัฐประหารไม่ได้รับการยอมรับนั่นเอง

หากปล่อยอิสรเสรีในการรณรงค์หาเสียงกันอย่างเต็มที่แล้ว มีการเลือกตั้งอย่างสุจริตยุติธรรม ไม่มีการโกงกันทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลการเลือกตั้งออกมาแล้วฝ่ายที่หนุนคสช.ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ก็ให้เป็นอันยอมรับกันว่าประชาชนเขาจะเอาอย่างนี้ คราวหน้าก็แก้ตัวใหม่รณรงค์กันใหม่ก็เท่านั้นเอง

ประชาธิปไตยที่แท้จริงมันสวยงามอย่างนี้ จริงอยู่ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีข้อบกพร่อง แต่มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คิดขึ้นมาได้ การแก้ไขข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยก็คือการทำให้เป็นประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้นไปอีกนั่นเอง

 

อยากให้วันเลือกตั้งมาถึงเร็ว ๆ จังเลยครับ

 

(บทความเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/645145?fbclid=IwAR3bVAGms458xbJEb6mWcGcLqyCKQhKecjAY7tdtIIPRiTXJWaQdaA_b8RQ)