fbpx

(คลิป) “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” : ปัญหา “กระดุม 5 เม็ด” ของเกษตรกรรมไทย

 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายนโยบายทางการเกษตรของรัฐบาล โดยระบุว่า ได้มีโอกาสอ่านนโยบายฉบับนี้ครั้งแรกพร้อมกับพี่น้องเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ที่ฟาร์มเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร จากบทสนทนากับพวกเขาในวันนั้น ทำให้ตนสามารถที่จะลุกขึ้นมาอภิปรายด้วยความหวัง ไม่ใช่ความกลัว พี่น้องเกษตรกรที่สกลนครกลุ่มนี้โชคดี พวกเขามีโฉนดเป็นของตัวเอง อยู่ในเขตชลประทาน เลิกทำเกษตรเคมีมาตั้งแต่ปี 2552 เปลี่ยนมาทำเป็นเกษตรอินทรีย์

พวกเขารวมกลุ่มกันเป็นบริษัท และสามารถที่จะส่งออกข้าวไปต่างประเทศด้วยตัวเอง พวกเข้ามีธนาคารชีวภาพเป็นของตัวเอง สามารถที่จะทำน้ำจุลินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำชีวภาพด้วยตัวของ ด้วยความที่เขาเป็นเกษตรอินทรีย์ที่มีมาตรฐาน IFOAM ทำให้เขาสามารถที่จะส่งออกข้าว ในราคาตันละเกือบ 30,000 บาท

 

พิธากล่าวว่าเมื่อพวกเขาสามารถที่จะส่งออกข้าวได้เอง สามารถที่จะรวมตัวกันได้ ก็มีเงินเก็บ มีเงินออม ที่สามารถที่จะเข้าถึง และลงทุนเครื่องจักรการเกษตร สามารถที่จะแชร์กันในรูปแบบของเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ Sharing Economy ทุกคนเป็นผู้สูงอายุ แต่สุขภาพแข็งแรงดี ลูกหลานของเขาที่เคยทำงานที่กรุงเทพฯ ก็กลับมาที่บ้านเกิด ที่สกลนครช่วยเหลือคุณพ่อ คุณแม่ ทำนา ทำไร่ ชีวิตอยู่ดีมีสุข สามารถที่อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเดียวกันได้ พวกเขามี ในสิ่งที่พวกเขาพึงจะมี พวกเขาเป็น ในสิ่งที่พวกเขาพึงจะเป็น พวกเขาเป็นผลลัพธ์ทางนโยบายที่พวกเราปรารถนา ตั้งแต่นโยบายฉบับนี้ยังไม่ได้เขียนขึ้นมาด้วยซ้ำไป

 


เกษตรกรที่ถูกทอดทิ้งโดยนโยบายล้าหลัง

“คำถามที่ประเทศนี้ต้องตอบก็คือ เกษตรกรที่โชคดีแบบนี้ มีอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ในประเทศ? มีชาวนาที่ส่งออกข้าวได้ด้วยตัวของเขาเอง มีอยู่กี่คนในประเทศ? และเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของชาวนาทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทย? ความจริงที่โหดร้ายก็คือ พวกเขาเป็นเกษตรกรไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ที่สามารถลืมตาอ้าปากได้ กินดี อยู่ดี มีสุขในประเทศนี้ได้ สำหรับพี่น้องเกษตรกรแล้ว ปัญหาของนโยบายฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวนโยบาย ปัญหาของนโยบายฉบับนี้อยู่ที่…

มันคือนโยบายที่เขียนไว้แล้วเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

มันคือนโยบายที่เขียนไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

มันคือนโยบายที่เขียนไว้แล้วเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

คือเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราพูดกันเรื่องแปรรูป เราพูดกันเรื่องนวัตกรรม เมื่อ 20 ปีที่แล้วเราพูดกันเรื่องประกันราคาสินค้า เราพูดแต่เรื่องหนี้สินการเกษตร เมื่อ 30 ปีที่แล้วเราพูดเรื่องการปฏิรูปที่ดิน เราพูดเรื่องชลประทาน สำหรับพี่น้องเกษตรกรแล้ว การทำให้เขาลืมตาอ้าปากได้ อยู่ที่เรื่องของรายละเอียด อยู่ที่เรื่องของการปฏิบัติ อยู่ที่เรื่องของความจริงใจในการแก้ปัญหาให้พวกเราต่างหาก” พิธากล่าว

 

พิธากล่าวอีกว่าจากนโยบายที่เสนอไว้ตามกรอบนโยบายเร่งด่วน 12 นโยบาย และนโยบายหลัก 12 นโยบาย เมื่อได้อ่านนโยบายเร่งด่วนทั้ง 12 นโยบาย พบว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะอภิปรายแต่ละนโยบายโดยที่ไม่ได้เชื่อมโยงกัน เพราะว่าแต่ละประเด็น และปัญหานั้น มีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ มันมีความเชื่อมโยงกันอยู่เมื่อดูที่นโยบาย ก็จะเห็นว่ามันไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน บางปัญหา เป็นต้นเหตุ บางประเด็นเป็นปลายเหตุ เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญในการที่จะอภิปรายในครั้งนี้คือ การเรียงลำดับความสำคัญของประเด็นในนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ บางปัญหาเป็นคอขวด บางปัญหาเป็นปลายเหตุ บางปัญหาเป็นต้นเหตุ


 

กระดุมเม็ดที่ 1

“ที่ดิน คือ คอขวดของปัญหาเกษตรกรรมเกือบทั้งหมด ที่ดิน คือ ชีวิต ที่ดิน คือ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ดิน คือ กระดุมเม็ดแรก เมื่อเราติดให้ถูกต้อง ปัญหาที่เหลือจะแก้ได้ง่ายมาก แต่ถ้าเกิดเราติดผิด ปัญหาอื่นที่เราพยายามที่จะแก้ ก็จะไม่สามารถแก้ได้อย่างยั่งยืน เพราะเกษตรกรเหล่านี้ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง เขาจึงไม่มีทรัพย์สินที่จะสามารถค้ำประกัน และไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้ พวกเขาไม่มีโฉนดที่จะเข้าไปจำนองในธนาคาร ทำให้เขาไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบการเงินได้ หมายความว่า มีความจำเป็นที่จะต้องออกไปกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นกระดุมเม็ดที่ 2 ซึ่งในเรื่องของหนี้สินเกษตรกร

เมื่ออยู่ในวงจรหนี้สิน เขาจดจ่อกับการที่จำเป็นที่จะต้องรีบใช้หนี้ให้ได้ ทำให้เขาต้องการความแน่นอนในการทำงาน มีความจำเป็นที่จะต้องทำวิธีเดิมๆ ปลูกพืชเดิมๆ ใช้วิธีที่ถูกที่สุด เพราะมันมีต้นทุนจากค่าเช่าที่ดิน และต้นทุนจากดอกเบี้ยนอกระบบอยู่แล้ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีเยอะๆ เพื่อที่จะให้สินค้าออกมามีคุณภาพแน่นอน เวลาจะปลูกอะไร ก็ต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกซ้ำ ทำให้มีปัจจัยในการโดนกดดันราคาอีก ซึ่งนั้นก็คือกระดุมเม็ดที่ 3 เรื่องของสารเคมีการเกษตร เรื่องของการประกันราคา” พิธากล่าว

พิธากล่าวว่า เมื่อนำปัญหาจากกระดุมทั้ง 3 กระดุมนี้มารวมกัน ก็หมายความว่าพี่น้องเกษตรกรไทยมีต้นทุนที่สูง และมีราคาที่ต่ำ หมายความว่า เขาไม่สามารถที่จะเก็บออมได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะมีเงินทุนของตัวเอง ไม่สามารถที่จะมีกระแสเงินสด ในการที่จะแปรรูป หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือกระดุมเม็ดที่ 4 และพอมีโอกาสใหม่ๆ การท่องเที่ยวทางด้านการเกษตร เขาอยากจะพัฒนาตัวเองจากการที่เป็นผู้ผลิตทางการเกษตร เปลี่ยนเป็นผู้ให้บริการด้านการเกษตร และท่องเที่ยว และนี่คือกระดุมเม็ดที่ 5 ในขณะที่ หลายๆประเทศ เช่น อิตาลี ทำนโยบาย Agriturismo , ญี่ปุ่น ทำเรื่อง Farm Stay พวกเขาก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง อยากจะยกระดับตัวเองบ้าง แต่ก็ไปติดปัญหาตรงกระดุมเม็ดที่ 1 เรื่องของที่ดิน ซึ่งเมื่อไล่เรียงระดับความสำคัญกันมาถึงตรงนี้ คงจะพอเห็นว่ากระดุม 5 เม็ด ที่เราควรติดให้พี่น้องเกษตรกรของเราคืออะไร” พิธากล่าว

 

พิธากล่าวต่ออีกเกี่ยวกับกระดุมเม็ดที่ 1 เรื่องของที่ดินปัญหาที่พบก็คือ ที่ดินของประเทศไทย มีความกระจุก มีความเหลื่อมล้ำ มีความไม่ชอบธรรมในการใช้กฎหมาย 90 เปอร์เซ็นต์ของที่ดินในประเทศไทย ถูกครอบครองโดยคนเพียง 10% ขณะที่ 75% ของประชาชนในประเทศไทย ไม่มีโฉนดของตัวเอง ชาวนากว่า 45% ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเช่าที่ดินอยู่ ยังไม่รวมถึงนโยบายหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ การเปิดพื้นที่ให้กับนักลงทุนไม่ว่าจะในไทย หรือต่างประเทศ ซึ่งตนไม่ได้ต่อต้านการดึงนักลงทุน และหาศูนย์กลางในการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นได้

ทั้งนี้ในขณะเดียวกันที่ท่านกำลังต้องการที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจใหม่ๆ 2 พันกว่าไร่ที่แม่สอด
3 พันกว่าไร่ที่ทับกวาง ที่ได้ยกให้บริษัทใหญ่ไปทำเหมืองแร่ 284 ไร่ 30 วาที่เชียงใหม่ อมก๋อยที่ยกให้บริษัทใหญ่สามารถเอาไปทำเหมืองแร่ได้ ในขณะที่รัฐบาลกำลังทำอย่างนั้น มีความพยายามที่จะแยกคนออกจากป่า ที่มีความซับซ้อนกันระหว่างความเป็นชุมชน กับความเป็นป่า หรือปัญหาง่ายๆที่เราเรียกว่า “ป่าทับที่” พื้นที่ที่เป็นป่าทับที่ มีอยู่ว่า 6 ล้านไร่ทั่วประเทศ ปีที่ผ่านมา มีคดีความ ข้อพิพาทระหว่างรัฐ กับพี่น้องประชาชน ที่เคยอาศัยอยู่ในเขตป่าเหล่านั้นมาตลอด 50-60 ปี กว่า 8,000 คดีด้วย

นายพิธา กล่าวว่า เดินทางไปลงพื้นที่ EEC ขับรถไปอีก 1 ชั่วโมงที่ทับช้าง จันทบุรี เจอพี่น้องเกษตรกรประชุมกัน 6 โมงเย็นก็ต้องเลิกประชุม พวกเขาไม่มีเอกสารสิทธิ์ พวกเขาไม่สามารถที่จะขอไฟฟ้าหรือประปาได้ ห่างออกไป 1 ชั่วโมงจาก EEC ยังมีประชาชนที่ไม่สามารถขอไฟฟ้า ขอประปามาตลอด 40 ปี นอกจากนี้ เดินทางไปที่เนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก 3 หมื่นกว่าไร่ปลูกมะม่วงน้ําดอกไม้ ส่งออกไปที่ญี่ปุ่นส่งออกไปที่เกาหลี ทุกวันนี้ ประเทศปลายทางขอมาตรการ GAP หรือ good agricultural practices แต่พี่น้องเกษตรกรไม่สามารถขอ GAP ได้ เพราะพวกเขาไม่มีเอกสารสิทธิ์
และการที่ไม่มี GAP นั้นทำให้ราคาผลผลิตนั้นถูกกดราคา สมมุติว่าซื้อกิโลละ 100 บาท ไม่มี GAP ก็จะถูกกดราคาให้ขายในราคากิโลกรัมละ 30 บาท ขณะที่อุตรดิตถ์ พบปะพี่น้องชาวสวนทุเรียน ที่ส่งออกไปจีน ก็ประสบปัญหาในการกำหนดราคาเช่นเดียวกัน และสาเหตุก็คือ เรื่องของเอกสารสิทธิ์ เช่นกัน

“ในขณะที่เราต้องกำลังต้องการจะพัฒนาเศรษฐกิจให้กับนักลงทุน ไม่ว่าจะไทย หรือเทศ ในการดึงพวกเขาเข้ามา แต่ในขณะเดียวกันทำไมเราถึงไม่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ สำหรับประชาชนคนไทยด้วยกัน ที่พยายามจะมีที่ดินเป็นของตัวเองมาตลอด 50 ปี ห่างจากเขตเศรษฐกิจไม่ถึง 1 ชั่วโมง เมื่อมีเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว จะมีเขตสังคมพิเศษบ้างได้ไหม กว่า 6 ล้านไร่ที่อาจจะเมื่อ 40-50 ปีมีแผนที่อยู่อันนึง แล้วใช้ปากกาเมจิกในการขีดแบ่งระหว่าง ป่ากับคน แต่สมัยนั้นแผนที่มัน 1 ต่อ 5 แสน ฉะนั้นแล้ว คนที่อยู่ในเส้นปากกาเมจิกที่เราเขียนไว้นั่น ก็ไม่รู้ว่านั้นเป็นที่ของคน หรือเป็นที่ของป่า ในทุกพื้นที่ ได้ไป ล้วนมีสาธารณสุข มีสถานีตำรวจ มีเทศบาล คนเหล่านี้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะเราบอกว่า นี่คือป่าสงวน แต่มีสถานที่ของราชการอยู่ทุกที่ ซึ่งมีชาวบ้านถามว่า “ตกลงว่าป่าสงวนนี้ มันสงวนไว้ให้ใครกันแน่ มันสงวนไว้ให้ทุนใหญ่ นักลงทุนใหญ่ หรือเขาสงวนไว้ให้คนไทยด้วยกันอยู่ ขอยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาต่อต้านการพัฒนาตัวอย่างใด เพียงแต่ว่าการพัฒนา ต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวว่า ข้อเสนอแนะสำหรับปัญหานี้ คือ เสนอให้ยุติข้อพิพาทระหว่างรัฐ กับประชาชน เพียงแค่เขาต้องการที่จะมีที่ดินของเขาอยู่ เสนอให้มีบทเฉพาะกาลบางอย่าง ที่ทำให้เขาสามารถที่จะอาศัยอยู่ได้ สามารถที่จะมีการรับรองสิทธิชุมชน ให้เขาสามารถที่จะขอไฟฟ้าประปาได้ เพราะนี่คือ Thailand 4.0 แล้ว ขอให้เขาสามารถแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ด้วยการรับรองสิทธิ์ให้เขาได้หรือไม่ ขอฝากคำถามนี้ไปให้กับ ครม. ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ทางรัฐบาลชุดก่อนได้ทำโครงการที่เรียกว่า One Map ไว้ จัดทำโดย GISTDA ใช้ดาวเทียมอัตราส่วน 1 ต่อ 4000 ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ถึงตรงไหนแล้ว ถ้าใช้แผนที่นี้เป็นตัวตั้ง อาจจะมองเห็นได้ชัดขึ้นว่า ตรงนี้ยังเป็นป่าอยู่ไหมเมื่อ 50 ปีอาจจะเป็นป่า ตอนนี้อาจจะไม่เป็นป่าแล้ว และถ้าเราใช้เครื่องมือนี้นแล้ว เราสามารถที่จะแก้ปัญหาเรื่องของที่ดินให้กับพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ อย่างไร

 

กระดุมเม็ดที่ 2

“กระดุมเม็ดที่ 2 เรื่องของหนี้สินการเกษตร ทุกวันนี้ เกษตรกรมีรายได้ต่อหัว 57,000 บาทต่อปี เดือนนึงไม่ถึง 4,000 กว่าบาท (ข้อมูลมาจากสำนักงานวิชาการของรัฐสภา) กว่า 40% ของเกษตรกรเหล่านี้ มีหนี้สินมากกว่า 2 เท่าครึ่ง ตอนไปพื้นที่ ได้ถามพวกเขาถึงตอนที่กู้ธนาคารในระบบทุนนิยม เสียดอกเบี้ยเท่าไหร่ คำตอบคือ เสียดอกเบี้ย 20% ต่อเดือน ในขณะที่ผมเสียดอกเบี้ย mlr ปีละ 6.5% ตอนนี้ ซึ่ง 20% ต่อเดือน กับ 6.5%ต่อปี นี้คือความเหลื่อมล้ำ นี่คือปัญหาที่ทำให้เขามีหนี้สินนี้ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ติดกระดุมเม็ดแรกให้เขา ในกระดุมเม็ดที่ 2 ถึงจะพักหนี้ให้พวกเขากี่ปี ก็ยังกลับมาเป็นวังวนเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ซึ่งข้อเสนอแนะ สำหรับปัญหากระดุมเม็ดที่ 2 นี้ ในเมื่อมีการพูดถึง Big Data มีการพูดถึง Artificial Intelligence ในเมื่อพูดถึง Machine Learning เมื่อนำมารวมกับหนี้สิน เสนอแนะนำ Alternative credit scoring ในภาษาไทยก็คือ ระบบการสร้างเครดิตทางเลือก มีหลายๆ รัฐ ในประเทศอินเดียก็ใช้ระบบ Artificial Intelligence ใช้ระบบ Big Data แม้เกษตรกรไม่มีสลิปเงินเดือน ไม่สามารถรู้ถึงรายได้ของเขา ไม่มีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง แต่เราสามารถรู้รายจ่ายของเขา สามารถรู้ว่าค่าไฟ ค่าประปา ย้อนหลัง 10 ปีเท่าไหร่ เรารู้ว่าเขาใช้ค่าโทรศัพท์ไป เท่าไหร่ สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผล แล้วสามารถที่จะบอกได้ถึง ลักษณะในการใช้จ่ายของเขา ทำให้เขามีเครดิตมากขึ้น จนสามารถที่จะปล่อยกู้ได้ นี่คือวิธีแก้ปัญหาหนี้นอก ระบบ ที่โลกแห่งดิจิทัลสามารถที่จะช่วยได้” นายพิธา กล่าวและว่า ฝากคำถามไปถึงคณะรัฐตรี ว่ามองแนวคิดนี้อย่างไร? มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร? คิดว่าระบบนี้สามารถที่จะใช้ในประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการเงิน การธนาคารของไทยได้หรือไม่?

 

กระดุมเม็ดที่ 3

นายพิธา กล่าวว่า กระดุมเม็ดที่ 3 เรื่องสารเคมี กับเรื่องการประกันราคาพืชผลการเกษตร ทั้ง 2 เรื่องนี้ ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ที่จริงมันเกี่ยวข้องกัน เมื่อท่านอยู่ในวงจรหนี้สิ่งที่ท่านจดจ่อคือมีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายหนี้ให้ได้ ถ้าหากมีความต้องการที่จะจ่ายหนี้ให้ได้ ท่านไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำที่จะลอง อะไรใหม่ๆจึงเกิดคำว่า “หนี้สินกับอินทรีย์” ท่านไม่กล้าที่จะปลูกพืชใหม่ๆ หรอก ท่านไม่กล้าที่จะลองวนเกษตร ปลูกพืชที่หลากหลาย ท่านอยากจะทำแต่วิธีเดิมๆ ของท่านไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์เดิมๆ แล้วก็สามารถที่จะเอาไปจ่ายหนี้ต่อได้ ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรเป็นอันดับ 4 ของโลก ทั้งๆที่ พื้นที่เพาะปลูกเรา เป็นอันดับที่ 48 ปีที่แล้วนำเข้ามา 180,000 ตัน เป็นมูลค่า 36,000 ล้านบาท ทุกวันนี้ ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมแล้ว จากในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เปลี่ยนเป็นในน้ำมียา ในนามีหนี้
ดังนั้น ขอแนะนำโดยการยกตัวอย่าง ประเทศจีน ที่มีนโยบายที่ชื่อว่า Green China เขาต้องการที่จะลดสารเคมีในภาคการเกษตร 10% โดยการตั้งธนาคารชีวภาพ ตั้งสถาบันชีวภาพมีการสนับสนุนการใช้สมุนไพรทำให้เป็นตำรับมากกว่า 90 ตำรับ และมีสินค้ามากกว่า 2500 ตัว ซึ่งประเทศจีน คือประเทศ ที่ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรมากที่สุด ส่วนเรื่องประกันราคาสินค้า เรามีกรรมาธิการวิสามัญเรื่องราคาสินค้าการเกษตรอยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้เกี่ยวกับการประกันราคา ถ้ามันเป็นระยะสั้น ถ้าเป็นเรื่องฉุกเฉิน ถ้ามีความจำเป็น ตนก็ไม่ขัดข้อง

 

กระดุมเม็ดที่ 4

นายพิธา กล่าวว่า กระดุมเม็ดที่ 4 เรื่องของการแปรรูป เรื่องของการนวัตกรรม เมื่อเอาปัญหาของกระดุมทั้ง 3 เม็ดนั้นมารวมกัน ก็คงทราบแล้วว่า ต้นทุนสูงรายได้ต่ำไม่มีเงินออม ไม่สามารถที่จะแปรรูปได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเองในจุดนี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะว่างบประมาณเฉลี่ย ในการชดเชย ในการอุดหนุนเฉลี่ยปีละ 1 แสนล้าน งบในการทำวิจัยอยู่ที่ 1,200 ล้าน ไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด ขอยกตัวอย่าง การใช้กัญชาในฐานะผู้ป่วย เพราะตนเป็นโรคลมชัก โดยระบุว่า พืชกัญชามีคุณค่ามากกว่ามูลค่า ไทยสามารถที่จะเป็น Hub ของกัญชาในทางการแพทย์ได้ แต่ห่วงในเรื่องของการการป้องกันการผูกขาดในเรื่องของกัญชา ห่วงว่า คนไทยจะต้องนำเข้ากัญชาจากต่างประเทศ จะมีทุนใหญ่สกัด CBD จากกัญชาได้ คำถามคือ จะผลักดันกัญชาทางการแพทย์ให้เป็นเบอร์ 1 ของเอเชีย โดยไม่ลักลอบ การปลูกกับการแปรรูปต้องอยู่ใกล้กัน เพื่อป้องกันการลักลอบ

 

 

กระดุมเม็ดที่ 5

นายพิธา กล่าวว่า กระดุมเม็ดที่ 5 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ปีที่แล้วรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าเชียงใหม่ 1 แสนล้านบาท คิดว่าพี่น้องเกษตรกรชาวเชียงใหม่ได้รับอานิสงส์จากรายได้เหล่านี้เป็นจำนวนเท่าไหร่ ในขณะที่กระแสของโลกกำลังจะมา เรื่องการเกษตรเชิงท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงชุมชนก็ยังติดกระดุมเม็ดแรกอยู่เลย ยังติดในเรื่องของผังเมืองการเกษตรที่ไม่สามารถทำได้ ยังติดเรื่องของกฎหมายเรื่องป่าทับที่ และนี่คือกระดุม 5 เม็ดที่พวกเราก็ต้องปิดให้กับพี่น้องเกษตรกร หากต้องการสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่ถ้าไม่ปลดล็อคกระดุมเม็ดแรก พวกเขาก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี ถ้าจะเอาเขาออกจากวังวน ที่เขาต้องวิ่งเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาแล้ว ต้องแบ่งลำดับความสำคัญ เพื่อที่จะไม่ให้ปลายเหตุของอีกปัญหาหนึ่ง ไปเป็นต้นเหตุของอีกปัญหาหนึ่ง

 

“การติดกระดุมเม็ดที่ 5 ต้องเริ่มจากการปลดล็อกกระดุมทุกเม็ดเสียก่อน”