เสียงตะโกนจาก “แร็ปเปอร์สลัม” ธนายุทธ ณ อยุธยา “ประเทศนี้ไม่ลงทุนกับคน”

บ้านแต่ละหลังสร้างติดกันแน่นจนแทบไม่มีพื้นที่ว่าง ผู้คนอาศัยอยู่อย่างแออัดใจกลางเมืองนั้นที่มีตึกสูงระฟ้าโอบล้อมอยู่รายรอบ หลายหลังทีเดียวซ่อนตัวอยู่ใต้ทางด่วน ริมคลองซึ่งน้ำมีสภาพสีดำคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นเน่า จนแทบอยากจะเชื่อว่าไม่น่ามีปลาตัวใดมีชีวิตอยู่ได้

เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ผู้เป็นเจ้าถิ่น พาเดินเลาะไปตามถนนแคบๆ ผ่านผู้คนมากมาย บ้านเรือนหลังแล้วหลังเล่า จนในที่สุดก็มาโผล่บนถนนใหญ่ที่ตัดขนานไปกับคลองเตย

“บุ๊ค” หรือ “ธนายุทธ ณ อยุธยา” แร็ปเปอร์หนุ่มแห่งวง Eleven Finger กำลังจะแนะนำให้ผู้มาเยือนได้รู้จักกับ “โรงหมู” ซึ่งในอดีตนั้นเป็นโรงฆ่าสัตว์ หากแต่ปัจจุบัน แปรสภาพเป็นสถานที่จัดกิจกรรม สำหรับผู้คนในชุมชนที่สังคมมักเรียกกันติดปากว่า “สลัมคลองเตย”

ความตั้งใจของผู้มาเยือนคือ เพื่อพูดคุยกับธนายุทธ ในฐานะที่เขาจะมาร่วมงานประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ และโชว์เพลงแร็ปที่สะท้อนความอึดอัดคับข้องใจของวัยรุ่นผู้เติบโตมาในทศวรรษแห่งความขัดแย้งทางการเมือง โดยเขาเขียนเพลงขึ้นมาใหม่เพลงหนึ่ง สำหรับใช้ในงานนี้โดยเฉพาะ

ก่อนจะฟังเพลงอันมาจากความอึดอัดคับข้องใจของเขา ก่อนจะถึงวันที่ธนายุทธขึ้นเวทีโชว์แร็ปในงานประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ อาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม นี้ เราลองมารู้จักแร็ปเปอร์หนุ่มผู้ได้ชื่อว่าถ้าจะฟัง “แร็ปสลัม” ต้องคนนี้ !

แรงบันดาลใจจากน้อง” และไอดอลของแร็ปเปอร์

ที่ “โรงหมู” ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากสำนักงานเขตคลองเตย ธนายุทธพาเดินชมงานกราฟิตี้ตามจุดต่างๆ ก่อนจะหามุมสงบนั่งพูดคุยเรื่องราวของเขา โดยเริ่มต้นที่แรงบันดาลใจของตัวเองในการก้าวเข้ามาสู่ถนนสาย “แร็ป”

ธนายุทธ เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ทำให้เขาชอบเพลงแร็ปมีที่มาจากน้องชายคนสุดท้อง โดยตัวเขาซึ่งเป็นพี่คนโต ในบรรดาลูกชายทั้ง 3 คนนั้น ชื่นชอบการเข้าร้านเกมส์มากกว่า

“น้องชายคนเล็กชอบฟังแร็ป น้องบอกว่าสนุกดี คิด พูดได้เลย ไม่ต้องเล่นดนตรี ผมก็เลยเริ่มฟังเพลงแร็ป ตอนอายุ 13 ปี เริ่มเขียนเพลงของตัวเอง แบบสนุกๆ แซวเพื่อน ด่าเพื่อนในห้องเรียนเล่นๆ”

จากเขียนเพลงแร็ปร้องเล่น ชีวิตธนายุทธมาถึงจุดเปลี่ยนอีก 1 ปีต่อมา เมื่อแม่ของเขาเสียชีวิต แล้วญาติฝ่ายแม่ มารับน้องชายคนเล็ก คนที่แนะนำให้เขารู้จักโลกของเพลงแร็ปนั้นไปอยู่ด้วยที่ต่างจังหวัด ซึ่งตราบวันนั้นจนวันนี้ ธนายุทธและพ่อก็ยังไม่อาจติดต่อได้ ไม่เคยรับรู้ข่าวคราวใดเลย

“ผมมีความรู้สึกว่าทำไมน้องต้องไป ไม่เข้าใจ ผมอยากจะเจอน้อง ผมเลยตั้งใจฝึกมากกว่าเดิม ลองแต่งเพลงเอง เข้าประกวดรายการโน้นรายการนี้ เพลง ‘Klongtoey My City’ ผมเขียนถึงบ้านเกิดตัวเอง เป็นเพลงแรกที่จริงจังมาก เพราะคิดว่า ถ้าวันหนึ่งมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จ จะได้เจอน้อง นี่เป็นเหมือนแรงผลักดันสำคัญ ให้ผมตั้งใจทำเต็มที่บนเส้นทางนี้”

เนื้อเพลง “Klongtoey My City” เนื้อหาพูดถึงว่า คนนอกมองชุมชนคลองเตยอย่างไร มองไม่ดี มองเป็นชุมชนนักเลง อันธพาล มีแต่เด็กติดยา แต่ธนายุทธบอกว่า คลองเตยก็เหมือนชุมชนอื่นทั่วไป มีคนดี คนไม่ดีปะปนกัน แต่ที่สำคัญคือมีความสามัคคี ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยากให้ได้เข้ามาสัมผัสข้อมูลที่แท้จริง

ถามถึงแร็ปเปอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจของธนายุทธ ชายหนุ่มเอ่ยถึงชื่อ “ยังโอม YOUNGOHM” ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของเขาที่โรงเรียนวัดธาตุทอง ทั้งนี้เพราะเป็นคนที่แนะนำให้เขาได้รู้จักโลกของเพลงแร็ปที่มีมากกว่าการ battle” 

“ตอนช่วงที่ผมเริ่มสนใจเพลงแร็ป ก็จะทำแต่ประเภทแร็ป battle แต่พี่เขาเคยมาบอกผมว่า ให้ลองไปศึกษาดู บนโลกนี้ไม่ได้มีแร็ปแค่แบบเดียว ผมเลยลองไปค้น ก็พบว่ามีหลายประเภทมาก มันเปิดความคิดผมเลย ซึ่งถ้าพี่เขาไม่พูดกับผมวันนั้น ผมคงยังมาไม่ถึงวันนี้  ไม่ได้ศึกษางานแร็ปดีๆที่มีอยู่มากมาย”

ขณะที่ฟากฝั่งของแร็ปเปอร์เมืองนอก ธนายุทธชื่อชอบ  “Eminem” อาจเพราะมีพื้นฐานชีวิตที่ลำบาก ไต่เต้ามาจากความยากจนเช่นเดียวกัน และเพลงส่วนใหญ่ สะท้อนเรื่องการปลุกให้คนลุกขึ้นสู้  สร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิต

เสียงตะโกนก้องจากสลัม ความฝันถึงอนาคต” 

“คิดอย่างไรกับคำว่าแร็ปเปอร์สลัมที่คนในวงการแร็ปมอบให้” 

คำถามนี้ ได้รับคำตอบกลับมาทันทีว่า “ภูมิใจ” ก่อนที่เจ้าตัวจะอธิบายว่า ถือว่าเป็นคำยกย่อง และตัวเองก็ต้องการแค่นี้จริงๆ ไม่ต้องการให้คนจำชื่อได้ แต่อยากให้จำได้แค่ว่า คนที่พูดเรื่องสลัม แร็ปเล่าเรื่องสลัมนั้น ขอมีตัวเองเป็นคนหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ แค่นี้พอแล้ว

ถึงตอนนี้ ถามว่าพร้อมหรือไม่กับเวที “อนาคตใหม่” ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ กัดฟัน พยักหน้าเป็นคำตอบ ก่อนจะยืนยันว่าเขาเตรียมตัว และซ้อมหน้ากระจกมาหนักอยู่พอสมควร

ส่วนสาเหตุที่เขารับปาก มาร่วมโชว์แร็ปในงานนี้แบบไม่ลังเลใจ

“ผมคิดว่า สังคมเรามีความไม่เท่าเทียมในหลายๆสิ่ง อย่างผมยังเป็นแค่นักเรียน อาจจะเรียนไม่เก่งด้วยซ้ำ ทำไมผมรู้ช่องโหว่ทางสังคม รู้ว่าสังคมมีปัญหา แต่ทำไมพวกคุณ คนที่บริหารประเทศอยู่ เรียนจบก็สูง ทำไมไม่รู้ และไม่แก้ปัญหา 

“ความไม่เท่าเทียมนี้ควรต้องได้รับการแก้ไข ผมเลยรับปากทีมอนาคตใหม่ อยากตะโกนเรื่องนี้ออกมาให้ทุกคนได้ยิน” 

ธนายุทธ บอกว่า เนื้อหาของเพลงที่จะขึ้นโชว์พูดเกี่ยวกับ เรื่องของประเทศนี้ที่เหมือนเป็นประเทศที่ฆ่าคน ไม่เห็นหัวคน ไม่ลงทุนกับคน อย่างเรียนฟรี ก็ไม่ฟรีจริง แล้วยังบังคับให้เด็กสอบโน่นสอบนี่มากมาย มีคนต้องตกหล่น ไม่ได้ไปต่อ ถูกตราหน้าว่าเป็นคนโง่ ทั้งที่เขามีความสามารถด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่แบบการเรียนในหลักสูตรอย่างเดียว และก็พูดด้วยว่า เป็นประเทศที่คนมีเงินสามารถทำให้กฎหมายกลายเป็นสิ่งไร้ค่าได้

“ทั้งหมด ทำให้รู้สึกว่า คนเราไม่ต้องนับถือกฎหมายเลยก็ได้ ถ้ามีเงิน ผู้ใหญ่ที่เป็นคนบริหารประเทศ ชอบพูดกับเด็กว่า เด็กที่เรียนไม่เก่งคือคนโง่ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่เคยมองเห็นปัญหาของเด็ก ไม่เคยมาแก้ปัญหาให้ เหมือนเป็นการฆ่าเด็กไปในตัว”

ว่าแล้วก็ขอให้เขาลองแร็ปให้ฟังสักท่อน ชายหนุ่มไม่ลังเล ลุกขึ้นยืนพร้อมขยับไม่ขยับมือตามสไตล์แร็ปเปอร์ จากนั้นก็เริ่มโชว์เพลงที่เขาตั้งชื่อว่า “เท่าเทียม”

“วันที่ฟ้าเปิด เหมือนกำหนดอนาคตใหม่ ทำให้เห็นชัดเจน ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ มีสิ่งหนึ่งที่คนลงทุนแล้วได้ผลเกินคาด คือลงทุนกับเยาวชนอนาคตของชาติ พัฒนาการศึกษา ให้ก้าวไกล ไม่ได้แค่ทำอย่างเดียวแต่ที่สำคัญต้องใส่ใจ เรื่องบางเรื่องก็ง่าย แต่ดูเหมือนทางชัน เรื่องไปสร้างรถไฟฟ้า แต่การศึกษายังคงตัน” 

ท่ามกลางเสียงจอแจผ่านเครื่องขยายเสียงของบริษัทเอกชนที่มาทำกิจกรรม CSR ในสลัมคลองเตย ก่อนลาจากกันวันนั้น สิ่งหนึ่งที่ถาม “แร็ปเปอร์” หนุ่มคนนี้ คือ อนาคตและความฝันของเขาเป็นอย่างไรบ้าง

“ผมอยากเป็นครูแนะแนว ผมชอบให้คำปรึกษาคน ชอบให้กำลังใจคน ถ้าเป็นครู ผมจะเป็นครูที่เข้าใจเด็ก เข้าถึงเด็กให้มากที่สุด ทำให้เด็กเรียนแล้วมีความสุข”

และอีกหนึ่งความฝันของเขา นั่นคือ การได้ก้าวไปบนเส้นทางของศิลปินเพลงแร็ป ทั้งนี้ เจ้าตัววางแผนชีวิตคร่าวๆว่า ถ้าเรียนจบ ม.6 แล้ว หากมีงานทำ มีรายได้ที่พอเลี้ยงตัวเองรวมทั้งเลี้ยงครอบครัวได้ ก็จะมุ่งมั่นทำงานเพลงแร็ปอย่างเต็มที่ อาจไม่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยตามระบบเหมือนคนอื่นๆ

_______

นี่เพียงบางส่วนสำหรับเรื่องราว และความคิดของ “แร็ปเปอร์” จากชุมชนร่มเกล้า คลองเตย ผู้ที่จะมาสร้างสีสันให้กับเวที “อนาคตใหม่” ในวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม นี้

พบกับเขาได้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป