ความฝัน “แรงงานนอกระบบ” สวัสดิการแห่งรัฐที่อยากเห็นของคนจนเมืองผู้ “กลับไม่ได้ – ไปไม่ถึง”


ย้อนกลับไปราวปี พ.ศ. 2546 โรงงานผลิตเสื้อผ้าส่งให้กับแบรนด์ดังระดับโลกมากมายแห่งหนึ่ง ต้องการย้ายฐานการผลิต จาก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ไปอยู่ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อลดต้นทุน

โดยเฉพาะในส่วนของค่าแรงคนงาน ซึ่งขั้นต่ำในเขตเมืองใหญ่ขณะนั้นอยู่ที่ 157 บาทต่อวัน ขณะที่ใน อ.แม่สอด ตกเพียงวันละ 50 บาทเท่านั้น

ผู้ประกอบการตัดสินใจปิดโรงงาน โดยคิดว่าคนงานที่ถูกเลิกจ้างคงไม่มีปัญหาอะไร จึงไม่ยอมจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย และค่าแรงชดเชยให้

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าคิดผิด เพราะคนงานรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงรวมตัวกัน ชุมนุมเรียกร้องสิทธิ์ของตน ปักหลักอยู่ที่กระทรวงแรงงาน ยาวนานกว่า 3 เดือน

ในที่สุด นายจ้างก็ต้องชดเชยตามที่เรียกร้อง

แต่ที่หนักกว่านั้นคือ ชื่อเสียงของบริษัทย่ำแย่ จากกระแสข่าวที่ออกมา โดยเฉพาะการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่แรงงานสารพัด ฯลฯ สุดท้าย การย้ายฐานการผลิตไปยังที่แห่งใหม่ถูกต่อต้าน จนไม่อาจเกิดขึ้นได้

ต้องยุติบทบาทการผลิตไปในที่สุด

โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า
ของ “แรงงานนอกระบบ”

ในซอยเล็กๆ ของถนนเอกชัย ย่านบางบอน มีโรงงานมากมายตั้งเรียงรายอยู่ และหนึ่งในนั้นก็คือโรงงานของกลุ่มคนงานที่ถูกเลิกจ้างในเหตุการณ์ดังกล่าว ที่มีชื่อว่า “Solidality Group” หรือ “โรงงานกลุ่มสมานฉันท์”

“โรงงานของคนงาน โดยคนงาน เพื่อคนงาน”

มานพ แก้วผกา อายุ 38 ปี ผู้ประสานงานกลุ่มสมานฉันท์ ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของพวกเขาว่า มาจากการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ที่ควรได้รับ

“การเลิกจ้างตอนนั้น พวกเราไม่มีสหภาพแรงงาน ไม่รู้สิทธิ์แรงงาน ต้องไปชุมนุมถึง 3 เดือน ได้เรียนรู้เรื่องกฎหมาย สิทธิต่าง ๆ แล้วมาคิดกันว่า ถ้ากลับสู่โรงงานก็คงโดนเอาเปรียบอีก ในเมื่อเราช่วยกันทำงานให้นายจ้างได้ ทำไมเราไม่ช่วยกันทำโรงงานให้ตัวเอง”

จึงเป็นที่มาของ “โรงงานกลุ่มสมานฉันท์” โดยทุนเริ่มต้นมาจากการกู้ธนาคาร และหยิบยืมผู้อื่นมาใช้ตามประสาคนยาก ในที่สุด ด้วยวงเงิน 1.5 ล้านบาท ก็ทำให้พวกเขาก่อตั้งโรงงานได้

ทั้งนี้ การเรียกสิ่งที่พวกเขาก่อตั้งนี้ว่า โรงงานก็คงไม่ถูกไปเสียทีเดียวนัก ด้วยสภาพการทำงานนั้น คล้ายรับเอางานเย็บผ้าซึ่งเป็นความสามารถหลักของพวกเขามาทำที่บ้านมากกว่า เพราะแทบทุกชีวิตก็กินอยู่หลับนอนอยู่ด้วยกันที่นี่

“ตอนมาอยู่แรกๆ โรงงานแถวนี้มองว่าเราเป็นพวกหัวรุนแรง พวกที่มาจากการประท้วง เลยไม่ยอมจ่ายงานให้ เราต้องออกไปหางานไกลถึงบางนา พระโขนง รับมาทำในราคาถูกมาก”

มานพ เปิดเผยด้วยว่า เพราะรายได้ที่ไม่แน่นอน ทำให้สมาชิกเริ่มต้นที่มีกว่า 40 คน ค่อยๆ หายไป บางส่วนกลับไปเป็นแรงงานในระบบ บางส่วนกลับบ้านต่างจังหวัด บางส่วนหันไปประกอบอาชีพอื่น ปัจจุบัน เหลือสมาชิกราว 10 ชีวิต

“ตึกที่เราเช่าอยู่ปัจจุบันเดือนละ 21,000 บาท ต่อสัญญาทุก 2 ปี ซึ่งผู้ให้เช่าจะขอเพิ่มค่าเช่า 1,000 บาท ทุกๆ ครบสัญญา นอกจากนี้เขากำลังประกาศขายตึกด้วย ซึ่งถ้าขายได้ เราก็คงต้องออกไปหาที่อยู่ใหม่”

ไม่มีใครอยากเป็นคนเร่หาที่อยู่ไปตลอดโดยไม่ลงหลักปักฐาน มานพและสมาชิกก็เช่นกัน พวกเขาอยากที่จะมีที่อยู่อาศัยมั่นคงเป็นหลักแหล่ง แต่คิดแล้วคงเป็นไปได้ยาก ธนาคารคงไม่ปล่อยเงินกู้ให้ เนื่องจากแรงงานนอกระบบอย่างพวกเขา ไม่มีสลิปเงินเดือน ไม่มีฐานข้อมูลรายได้แน่นอน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่างๆ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พวกเขาประสบ

นอกจากนี้ ชีวิตของแรงงานนอกระบบ สวัสดิการต่างๆ นั้น ก็แตกต่างจากแรงงานในระบบค่อนข้างมาก

พวกเขาไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ รายได้ขึ้นอยู่กับการว่าจ้าง บางเดือนมีงานเข้ามามาก บางเดือนก็น้อย สำหรับในโรงงานกลุ่มสมานฉันท์ โดยเฉลี่ย หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว แต่ละคนจะได้รับเงินราว 10,000 บาท ต่อเดือน

ถามถึงเรื่องความคาดหวังของแรงงานนอกระบบอย่างพวกเขา ?

มานพ บอกว่า ผู้รับงานมาทำที่บ้านส่วนใหญ่ มีความคาดหวังว่า ถ้าเกษียณแล้วก็อยากกลับไปอยู่ต่างจังหวัด แต่อย่างไรก็ตามบางคนก็ไม่มีที่ทำกินเหลืออยู่แล้ว

“เรามีความหวังว่า ถ้ารัฐจัดสวัสดิการดีๆ อย่างสวัสดิการบำนาญชราภาพ ที่ตอนนี้ 600 บาท ถ้าเพิ่มเป็น 2,000-3,000 บาท เราน่าจะสามารถอยู่ได้ในวัยเกษียณ หรือ รัฐอาจมีโครงการสนับสนุนให้เรากลับบ้าน มีที่ทำกินจัดสรรให้ มีโครงการให้เราทำอาชีพที่ถนัดได้”

ประโยคทิ้งท้าย ก่อนที่จะลาจากกัน มานพกล่าวราวกับเป็นประโยคตัดพ้อว่า

“เราเป็นคนจนเมือง ที่บางคนอาจจะคิดว่าเป็นภาระ แต่เราคิดว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ ควรจะได้รับความคุ้มครอง ควรจะได้รับสวัสดิการ ที่รัฐบาลจัดให้ เพราะร่วมพัฒนาเศรษฐกิจมากับเขาส่วนหนึ่ง เป็นห่วงโซ่การผลิตเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้”


ความป่วยไข้ของ “ป้าวรรณ”
และความฝันของ “พี่พรลภา”

เสียงจักรเย็บผ้าดังเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ แกร๊ก แกร๊ก… แกร๊ก แกร๊ก… จากนั้นก็เงียบหายไปในตอนที่หญิงวัย 51 ปี หยิบผ้าขึ้นมาดูแนวตะเข็บ

“ป้าวรรณ” – จารุวรรณ พลอิน แรงงานนอกระบบตัดเย็บเสื้อผ้า คือหนึ่งในคนงานที่ถูกเลิกจ้างเมื่อ 15 ปีที่แล้ว และร่วมหัวจมท้ายมากับ “โรงงานกลุ่มสมานฉันท์” ตั้งแต่เริ่มต้น

ป้าวรรณกินอยู่หลับนอนที่โรงงานแห่งนี้ มีรายได้ไม่แน่นอนดังที่มานพได้เล่าให้ฟังไปแล้ว โดยเฉลี่ย 10,000 บาทต่อเดือนที่ได้รับ เธอช่วยค่าน้ำค่าไฟให้กับโรงงาน 500 บาท แบ่งให้ลูกชายวัย 21 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่งเดือนละ 3,000 บาท ส่งให้พ่อแม่ที่บ้านเกิด จ.สุรินทร์อีกเดือนละ 3,000 บาท

สุดท้าย ป้าวรรณจะเหลือติดตัวไว้ใช้ราวเดือนละ 3,000 กว่าบาท ซึ่งแทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินเก็บ ที่เธอตอบอย่างเศร้าๆว่า “ไม่มี”

แต่ที่หนักกว่านั้น ป้าวรรณยังต้องใช้เงินรักษาโรคเบาหวานที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ด้วย

โรคร้ายมาเยือนเมื่อหลายปีก่อน ป้าวรรณใช้สิทธิบัตรทองเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอรู้สึกว่า ได้รับการดูแลเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง

หมอ พยาบาล มาตรวจแบบไม่ค่อยเอาใจใส่ วินิจฉัยแต่เพียงว่าเธอจะต้องถูกตัดขา เพื่อระงับการแพร่ลามของเนื้อร้าย ขณะที่ป้าวรรณและเพื่อนร่วมงานอย่างมานพ เชื่อว่าน่าจะมีทางรักษาแบบอื่นได้ จึงตัดสินใจย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐ และก็ได้ผล อาการของป้าวรรณเริ่มดีขึ้น บรรเทาเบาลง และที่สำคัญคือเธอไม่ต้องสูญเสียขา ตามที่แพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นได้วินิจฉัยไว้

เมื่อดีขึ้น ทางโรงพบาบาลรัฐแห่งนั้นต้องส่งตัวป้าวรรรณกลับไปรักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบางเอกชนแห่งเดิมตาสิทธิ์บัตรทอง แต่ป้าวรรณไม่ยอมกลับไปอีกแล้ว เธอเข็ดขยาดกับสวัสดิการคนจนที่ใช้ในโรงพยาบาลเอกชน จึงขอย้ายสิทธิ์ไปใช้ที่โรงพยาบาลปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด

ปัจจุบัน ป้าวรรณต้องเดินทางกลับไปตรวจร่างกายทุกๆ 3 เดือน มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่ง

ถามถึงความหวังของเธอในวันนี้และวันหน้า ?

ในวันนี้ ป้าวรรณบอกว่าคงต้องตั้งใจทำงาน ส่งลูกจนเรียนจบปริญญาตรี อยากเห็นลูกมีหน้าที่การงานที่ดีทำ ทั้งนี้ ส่วนของตัวเองก็อยากมีรายได้เพิ่มขึ้น ในวันที่ยังมีแรงทำทำงานได้

“ในอนาคต อยากกลับไปอยู่บ้านที่ จ.สุรินทร์ เพราะรู้สึกว่าตัวเองอายุมากแล้ว เริ่มทำงานไม่ไหว ตอนนี้สายตาก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อยากได้สวัสดิการที่ดี เกษียณแล้ว เบี้ยผู้สูงอายุก็อยากให้เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนนี้” 

แรงงานนอกระบบอีกคนหนึ่งที่มีโอกาสได้พูดคุยด้วย ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเธอและครอบครัว ย้ายมาอยู่ที่โรงงานแห่งนี้พร้อมหน้าพร้อมตากัน มีสมาชิกเยอะที่สุด นั่นคือ พรลภา แก้วผกา ในวัย 35 ปี

พรลภา ไม่ใช่คนงานที่ถูกเลิกจ้างเหมือนมานพ และป้าวรรณ ก่อนหน้านี้เธอเป็นลูกจ้างขายน้ำแข็งสำหรับแช่อาหารทะลอยู่ที่ จ.ระยอง แต่เมื่อไม่สบาย เถ้าแก่ให้หยุดยาวและเลิกจ้างเธอในที่สุด มานพซึ่งเป็นญาติจึงชวนมาทำงานที่โรงงานกลุ่มสมานฉันท์

พรลภา และสามีเป็นกำลังหลัก ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย ลูก 2 คน ในวัย 13 ปี และ 9 ปี ตามลำดับ รวมถึงหลานสาววัย 10 ปี อีกคนหนึ่งที่ต้องดูแล

เพียงพอไหมสำหรับ 5 ชีวิต ?

“พออยู่ได้” คือคำตอบของพรลภา ก่อนที่เธอจะเสริมว่า บางเดือนค่าใช้จ่ายไม่พอใช้ พี่สาวจะส่งเงินมาช่วยเหลือ โดยเฉพาะในช่วงที่มีค่าเล่าเรียนของลูกและหลาน

แน่นอนว่า เด็กๆคือความฝันของพรลภา เธออยากเห็นพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าที่เธอเป็นในวันนี้

“ถ้าเขาสู้เรียนต่อสูงๆได้ เราก็จะสู้ส่งให้เขาเรียนไม่มีก็จะขอพี่สาวให้ช่วยกัน” พรลาภ กล่าวอย่างมุ่งมั่น

ถามเรื่องการมีบ้านเป็นของตัวเอง?

พรลภา เองก็ฝันถึงเช่นกัน แต่เธอรู้สึกว่าคงจะยาก เพราะตัวเองอายุเริ่มมากแล้ว และกว่าลูกจะเรียนจบก็คงจะอีกนาน

“ตอนนี้คิดเรื่องลูกเป็นหลัก อยากให้เขามีอนาคตที่ดี”


บทสนทนาจบลงพร้อมๆกับนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงตรง มานพยังคงง่วนอยู่กับเรื่องบัญชีสั่งของ ส่วนป้าวรรณหายเข้าไปในห้องพักคนงานที่ชั้นบน เช่นเดียวกับพรลภาและสามี

เวลาอาหารกลางวันของแรงงานนอกระบบ แกงถุงกับข้าวสำเร็จรูป ส้มตำร้านรถเข็ญข้างทางหรือหาบเร่ที่ผ่านเข้ามาในซอย

เสียงจักรเงียบลงไปแล้ว แต่อีกไม่นานก็คงจะดังขึ้นอีกครั้ง