PMT: การเมืองในสังคมโลก ที่ไปไกลกว่าการเอาชนะเผด็จการ

ต่อเนื่องจากบทความ บทเรียนจาก PMT: ระบบคิดทางการเมืองในสังคมไทยและสังคมโลก ผมได้เกริ่นไว้ว่า ในขณะที่ประเทศไทยเราคงยังไม่หลุดพ้นจากการปกครองที่ผูกขาดโดยชนชั้นนำ กลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเก่า และยังคงอยู่ภายใต้ การควบคุม การถูกคุกคาม โดยรัฐบาลทหาร 

การเมืองในระดับสังคมโลกเขากำลังทำอะไรกันอยู่?

ผมจึงอยากแบ่งปันข้อมูลและมุมมองที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการอบรมการบริหารจัดการการเมืองสำหรับเยาวชน-คนรุ่นใหม่ Political Management Training (PMT) for Young Progressive ครั้งที่ 2 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีนักการเมือง นักเคลื่อนไหว และคนทำงานการเมืองรุ่นใหม่กว่า 25 คน จาก 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย พม่า มาเลเซีย เกาหลีใต้ ติมอร์ตะวันออก และไทย เข้าร่วมการอบรม เราได้เรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาหลักในสังคมโลก 4 ประเด็น ได้แก่ การอพยพย้ายถิ่นฐาน (Migration) ความยุติธรรมทางภาษี (Tax Justice) ภาวะเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และสตรีนิยมและความหลากหลายทางเพศ (Feminism and SOGIE)

ก. การอพยพย้ายถิ่นฐาน (Migration)

ประชาธิปไตยเพื่อมนุษย์ทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติและสัญชาติ”

นำเสนอโดยเอเลน่า เอ. ซานา (Ellene A. Sana) ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการอพยพย้ายถิ่น ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อนชาวฟิลิปปินส์เรียกเธอว่า “Mother Ellene” หรือ คุณแม่เอเลน่า เพราะประสบการณ์การทำงานกว่า 20 ปี ความเป็นผู้ใหญ่ และบุคลิกที่แลดูอบอุ่น มีอารมณ์ขันน่าเข้าหา 

จากปี ค.ศ. 2000 ถึง 2017 จำนวนผู้อพยพย้ายถิ่นฐานทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 49% ในปี ค.ศ. 2017 มีผู้อพยพกว่า 258 ล้านคน ซึ่งมากกว่าประชากรไทยปัจจุบันประมาณ 3.5 เท่า

หากติดตามข่าวสารทางสังคม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นผู้อพยพส่งผลต่อสภาวะทางสังคมการเมืองของทุกประเทศทั่วโลก การอพยพไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่คนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง ย้ายไปสู่ประเทศแถบตะวันตกเท่านั้น แต่เกิดการอพยพไปประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเช่นเดียวกัน  ซึ่งการอพยพย้ายถิ่นฐาน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสถิติประชากร ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การจัดสรรทรัพยากรของรัฐ  และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศ

เอเลน่าได้สรุปว่า ผู้คนจำนวนมากอพยพเนื่องจากปัจจัยภายในประเทศที่พักอาศัยอยู่เดิม (Country of Origin – C.O.O) ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐาน เพื่อโอกาสในการประกอบอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับตนเอง เงื่อนไขทางการเมือง หรือผลพวงจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ต้องทำให้อพยพ เช่น นโยบายการกำจัดผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดของประธานธิบดีดูแตร์เต รวมทั้งเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับภาวะเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น คนบังกลาเทศจำนวนหนึ่งต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน สืบเนื่องจากปัญหาโลกร้อน คาดว่าภายในปี ค.ศ. 2050 ชาวบังกลาเทศกว่า 15 ล้านคนอาจจะต้องอพยพเนื่องจากปัจจัยนี้ เป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่ง การอพยพเกิดจากการสนับสนุน หรือความต้องการของประเทศปลายทาง (Country of Destination – C.O.D.) เนื่องจากปริมาณการเกิดของประชากรที่ลดลง การขาดผู้ใช้แรงงาน และคนทำงาน ทำให้ประเทศต่างๆ มีนโยบายเชิญชวนผู้อพยพให้เข้ามาใช้ชีวิตในประเทศของตน 

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิความเสมอภาค และความเป็นอื่น (Otherness) เนื่องด้วยรัฐและสังคมมักจะมีทัศนคติ และการเลือกปฏิบัติต่อการอพยพ เพราะหากผู้คนอพยพเนื่องด้วยปัจจัยของประเทศเดิมที่พักอาศัย (C.O.O.) ผู้อพยพมักจะถูกตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยทัศนคติแบบ “เพราะคุณจน คุณจึงต้องมา” ในขณะที่ผู้อพยพเนื่องด้วยความต้องการของประเทศปลายทาง (C.O.D.) ส่วนใหญ่จะได้รับการปฏิบัติด้วยทัศนคติแบบ “เราต้องการคุณ” 

เอเลน่า ยังได้พูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลไร้สัญชาติ (Stateless Person) และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรับรอง (Undocumented Migrants) ที่มักจะถูกปฏิบัติเสมือนกับ หรือยิ่งกว่าผู้ต้องสงสัยคดีอาชญากรรม เพราะรัฐมักจะมองว่าพวกเขาคือผู้ที่ทำผิดกฎหมาย รวมถึงอุปสรรคในการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมขั้นพื้นฐาน การถูกใช้เพื่อการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม และการถูกข่มเหงโดยนายจ้าง อีกทั้งพวกเขามักจะไม่สามารถเข้าร่วมกับสหภาพแรงงานได้อีกด้วย

ในมิติของเพศ สังคมมักจะเชื่อว่าบุคคลที่มีเพศหญิงจะอพยพและไปทำงานในครัวเรือน (Domestic Work) และมักจะนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ คนฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานในฮ่องกงจนครบกำหนดสัญญาที่จะสมัครขอสถานะผู้อพยพถาวรได้ สุดท้ายก็ถูกกีดกันและต้องเดินทางกลับประเทศโดยไม่มีกฎหมายใดคุ้มครอง และช่วยรับรองสิทธิในการการได้ค่าตอบแทนชดเชยจากการออกจากงาน อีกทั้งเพศหญิงมักจะถูกมองว่าเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบาง  ซึ่งนำไปสู่นโยบายของรัฐที่เหมารวม เช่น การระงับการอพยพของผู้หญิงไปยังประเทศที่กำหนด (Deployment Ban) และการยกระดับอายุสำหรับการอพยพ เช่นจากอายุ 18 เป็น 25 ปี เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าการเลือกปฏิบัติต่อเพศ อายุ และกีดกันบุคคลที่มีภูมิหลัง และความต้องการที่แตกต่างจากกันและกัน

ประเด็นผู้อพยพในระดับสากล องค์กร ILO (International Labour Organization) ได้กำหนดมาตรฐานของแรงงานสากลไว้ แต่ยังไม่ได้บังคับให้รัฐต่างๆ ลงนามบังคับใช้ สำหรับ UN ซึ่งเขียนมาตรฐานสวัสดิการ และสิทธิของผู้อพยพไว้ในระดับพื้นฐานนั้น มีรัฐต่างๆ เข้าร่วม แต่ก็ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้กับรัฐที่ยังไม่ได้ลงนามเข้าร่วมอนุสัญญาได้ 

ประเด็นผู้อพยพยังเกี่ยวข้องกับความนิยมชมชอบการเมือง และความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของชาติ และอุดมการณ์ที่เชื่อมั่นในมนุษยธรรม เพื่อนชาวพม่าได้เล่าให้ฟังถึงความผิดหวังต่อการนิ่งเฉยของรัฐบาลอองซานซูจีต่อประเด็นโรฮิงญา การคุกคามของทหารต่อชนเผ่ากลุ่มต่างๆ เพื่อนชาวอินโดนีเซียกล่าวเชิงประชดประชันว่า “ข้าพเจ้าฝันถึงโลกที่ไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน” 

จากการแลกเปลี่ยนในฐานะของคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนความก้าวหน้าทางสังคม เราอยากเห็นรัฐมีนโยบายที่เป็นมิตรต่อผู้อพยพ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะให้ใครเข้าประเทศก็ได้ โดยไม่มีระบบการตรวจสอบและติดตาม อยากเห็นรัฐที่โอบอุ้มดูแลบุคคลไร้สัญชาติให้ได้รับสัญชาติและสิทธิที่พวกเขาควรจะมี รวมถึงผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรได้รับเกียรติและศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน การที่เราไม่สามารถเลือกเกิดได้ การถูกบีบบังคับด้วยเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง อาจทำให้คนคนหนึ่ง ครอบครัวครอบครัวหนึ่ง ต้องอพยพย้ายถิ่นเพื่อความอยู่รอดและชีวิตที่มีอนาคต

ข. ความยุติธรรมทางภาษี (Tax Justice) 

“ประชาธิปไตยเพื่อความยุติธรรมในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ”

นำเสนอโดยโทนี่ ซาลาดอร์ ทนายและที่ปรึกษาทางกฎหมายบริษัท IDEALS ฟิลิปปินส์ โทนี่ได้ชวนผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับแนวทางการจัดเก็บภาษีของรัฐ และการจัดการภาษีที่ไม่เป็นธรรมในระดับโลก ภาษีรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีซื้อขาย (Sale tax) ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก เป็นต้น 

เมื่อพูดถึงความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) ผมคุ้นเคยที่จะได้ยินเกี่ยวกับความเลื่อมล้ำทางสังคม ภาวะโลกร้อน สิทธิสตรีและความหลากหลายทางเพศ แต่เรื่องความยุติธรรมทางภาษี นั้นสำคัญไม่แพ้กัน แต่กลับยังไม่ค่อยเป็นที่ถกเถียงมากเท่าที่ควร 

หากเราต้องการสนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม แต่ไม่มีระบบภาษีที่ยุติธรรม เราอาจจะตกที่นั่งลำบากในการทำให้งบประมาณของรัฐมีความสมดุล การหาแนวร่วมสนับสนุนโครงการ และการตอบคำตอบต่อประชาชน

โทนี่ได้พยายามชี้แจงประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นให้เราเข้าใจอย่างทะลุปุโปร่ง คือ ปัญหาช่องโหว่ทางกฎหมาย (Loophole) ด้านภาษีรายได้ของบริษัทขนาดใหญ่ และภาษีมรดก 

ปัญหาการเก็บภาษีจากรายได้ของบริษัทขนาดใหญ่ โทนี่อธิบายว่าบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่นิยมหลบเลี่ยงภาษี โดยการทำธุรกรรมทางการเงินกับประเทศที่มีภาษีต่ำ เปิดบัญชี และบริษัทได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องประกอบกิจการที่นั่นจริงๆ  ประกอบกับการไม่ให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษี และมีการรักษาความลับทางการค้าที่เข้มงวด โดยเรียกประเทศเหล่านี้ว่า “Tax Haven” หรือ “สวรรค์ทางภาษี” ส่วนมากประเทศหมู่เกาะที่เป็น “Tax Haven” มักจะแข่งกันลดภาษี แบบที่โทนี่เรียกว่า “The Race to the Bottom” หมายถึง “ลดสู่ก้นบึ้ง” ให้ถูกที่สุด เพื่อดึงดูดเงินของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตน 

เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) บริษัทที่ทำธุรกิจออนไลน์ ได้ตั้งบริษัทอยู่นอกประเทศที่ทำการค้ามากมาย เช่น Facebook, Amazon, Google ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีรายได้หลักหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการค้าขายนอกประเทศ สามารถเลี่ยงที่จะจ่ายภาษีได้เป็นจำนวนมากในยุโรป เนื่องจากกฎหมายภาษีของสหภาพยุโรป (อียู – EU) ประกาศให้รัฐเรียกเก็บภาษีจากบริษัทที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศเท่านั้น ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อบริษัทแบบดั้งเดิมที่ไม่ได้เน้นการค้าขายออนไลน์ 

ถึงแม้บริษัทดิจิทัลใช้ประโยชน์จากภาษีของรัฐในสหภาพยุโรป ในการประกอบกิจการเช่นเดียวกับบริษัทแบบดั้งเดิม เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การขนส่ง กระบวนการยุติธรรม และกฎหมายที่มั่นคง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายด้านภาษีที่หลายประเทศมีอยู่นั้นล้าหลังเกินไป และไม่รองรับสภาพและระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน โดยไม่เอื้อให้เกิดการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม

แล้วช่องโหว่ทางกฏหมายเรื่องภาษีเกี่ยวกับประชาชนอย่างไร? ผู้คนที่มีรายได้ต่อเดือนแน่นอน ส่วนมากหรือแทบทั้งหมดจะถูกรัฐเก็บภาษีอย่างครบถ้วนรายเดือน ในขณะที่บริษัทใหญ่ๆ หรือคนที่ร่ำรวย ไม่ได้มีรายได้เป็นรายเดือน แต่มีรายได้จากหลากหลายทาง ทำให้สามารถหลบเลี่ยงภาษีได้ง่ายกว่า ในขณะที่พวกเขาได้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ยังไม่นับธุรกิจข้ามชาติที่เข้าไปตั้งโรงงานในประเทศกำลังพัฒนา แต่กลับไม่ต้องเสียภาษีในประเทศที่ตนเองเข้าไปใช้เป็นฐานการผลิต

สำหรับประเทศไทย แม้เราจะมีภาษีมรดกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 แต่หลังจาก 3 ปีผ่านไป มีคนที่ยอมชำระแค่คนเดียว! ที่สำคัญประเทศไทย เราอาจจะไม่ได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับความยุติธรรมทางภาษีเพียงเท่านั้น ปัญหาที่สำคัญคือ ประชาชนทั่วไป (ผู้จ่าย) ไม่ได้มีสิทธิในการร่วมบริหารจัดการภาษีเลย เราแทบจะไม่เคยได้รับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ของภาษีที่จ่ายไป ดังนั้นสังคมไทยส่วนใหญ่ยังคงถือทัศนคติต่อภาษีว่า “เลี่ยงอย่างไรได้บ้าง?”

ค. ภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) 

“ประชาธิปไตยเพื่อความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมและคนรุ่นถัดไป”

การเมืองในเวทีโลกเกี่ยวกับภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมีผลอย่างมากต่อการทำให้การแก้ไขปัญหานี้เป็นไปได้จริง เมื่อมีข้อตกลงในการร่วมมือจัดการปัญหาภาวะโลกร้อน เช่น พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) และ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) แนวโน้มที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งคือ เกิดการต่อรองความรับผิดชอบระหว่างประเทศต่างๆ ในโลก 

ประเทศที่พัฒนาแล้วมองว่า หากจะลดมลภาวะหรือจะปรับค่าปล่อยมลภาวะ รัฐทุกประเทศควรจะรับผิดชอบร่วมกันและเท่ากัน ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาต้องการที่จะลดน้อยกว่า จ่ายน้อยกว่า เพราะประเทศของตนกำลังพัฒนา มีความจำเป็นต้องทำเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความมั่งคั่งแล้ว และใช้ทรัพยากรมาก่อนแล้วควรที่จะรับผิดชอบมากกว่า 

อีกทั้งยังมีช่องโหว่ของข้อตกลงเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้ลดปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เช่น การย้ายโรงงานและฐานการผลิตของประเทศที่พัฒนาแล้วไปยังประเทศที่กำลังพัฒนา ที่เรียกว่า ตลาดคาร์บอน (Carbon Emission Trading) เป็นต้น

ผู้บรรยายแนะนำว่า ในฐานะของประชาชน สมาชิกพรรคการเมือง หรือว่าที่นักการเมือง พวกเราสามารถร่วมกันผลักดันให้กรอบการทำงานด้านต่างๆ ของประเทศสอดคล้องกับแนวทางสากลเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด โดยแต่ละประเทศจะมีเอกสารกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราสามารถเริ่มจากการศึกษาจากจุดนี้ได้ เพื่อการผลักดันให้เกิดการนำมาปฏิบัติจริง เพราะในขณะที่เวทีการเมืองโลกกำลังถกเถียงและใช้สภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นเครื่องต่อรองทางอำนาจไม่จบสิ้น โลกของเราก็เสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ อย่างไม่รีรอใคร

ง. สตรีนิยมและความหลากหลายทางเพศวิถีและเพศสภาพ (Feminine & SOGIE : Sexual Orientation and Gender Identity or Expression) 

“ประชาธิปไตยเพื่อความเสมอภาคทางเพศ” นำเสนอโดย คาร์ลี่ วอล์กเกอร์ – ดอว์สัน (Carly Walker-Dawson) เลขาธิการองค์กร International Falcon Movement-Socialist Educational International (IFM-SEI​)

เธอได้ชวนพวกเราทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ด้านสตรีนิยมและความหลากหลายทางเพศดังนี้ 

  1. สตรีนิยมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ผู้หญิงเรียกร้องให้ตนมีสิทธิที่มากไปกว่าผู้ชาย แต่มันรวมถึงผู้ชายหรือบุคคลที่มีเพศอื่น เพศที่ลื่นไหล (Gender Fluid) เรียกร้อง และสนับสนุนให้เพศอื่นที่ไม่ใช่เพศชาย มีสิทธิและโอกาสทางสังคมที่เสมอภาคกัน โดยไม่ใช้บุคคลเพศชายเป็นพื้นฐานของการกำหนดขอบเขตของสิทธิของทุกคนในสังคม
  2. ความพยายามที่จะตีกรอบและแปะป้ายคนไว้กับแค่ความเข้าใจต่อความเป็นหญิงและความเป็นชายแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะด้วยหลักความเชื่อตามค่านิยมและวัฒนธรรมในสังคม หรือทางศาสนา ซึ่งมักจะสะท้อนให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติ และการกดขี่เพศที่แตกต่างอยู่เสมอ
  3. เพศมีความแตกต่างหลากหลาย และซับซ้อนมากกว่าที่เราจะสามารถตัดสินให้คนใดคนหนึ่ง อยู่ในกรอบของเพศตามความเข้าใจของเราได้ นอกจากนี้เพศยังมีความลื่นไหล ไม่ตายตัว ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีเพศสภาพเป็นชายสมรส และใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มีเพศสภาพเป็นหญิง แต่ขณะเดียวกันก็คบหาผู้ชายอีกคนเพื่อความสัมพันธ์ทางเพศ   
  4. หากเชื่อในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าบุคคลคนนั้นจะมีการแสดงออกทางเพศ เพศสภาพ เพศวิถี อย่างไร ทุกคนควรมีสิทธิและโอกาสในสังคมที่เท่าเทียมและเสมอภาคกัน

นอกจากนี้แล้ว สังคมไทยยังมีประเด็นเฉพาะอื่นๆ อีกที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของประชากรกลุ่มเฉพาะในสังคมและยังไม่เคยได้รับการแก้ไข โดยที่กลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจะมีโอกาสและส่วนร่วมในการหาทางออกอีกด้วย 

จากการไปเรียนรู้ อบรม ร่วมกับเพื่อนๆ นักการเมือง และคนทำงานการเมืองในประเทศแถบเอเซียครั้งนี้ ผมขอทิ้งท้ายคำถามไว้ เพื่อชวนขบคิด 2 คำถาม คือ 

1) หากชนะเผด็จการแล้ว สำหรับคุณประชาธิปไตยนั้นหมายถึงอะไร ? 

2) หากเราให้ความหมายในข้อ 1 ที่ใกล้เคียงกัน เราจะทำงานการเมืองร่วมกันในโลกคู่ขนาดนี้ได้อย่างไร?

บทความเพิ่มเติม

ขอบคุณภาพประกอบจาก 
https://www.facebook.com/SocDemAsia/