Civic Tech การใช้เทคโนโลยีสร้างรัฐเปิดเผยโดยประชาชนประสบการณ์จากไต้หวัน

ช่วงระหว่างวันที่ 21 กันยายน ถึง 20 ตุลาคม 2561 ผมได้รับทุนจากมูลนิธิเพื่อประชาธิปไตยไต้หวัน (Taiwan Foundation for Democracy) ไปทำงานวิจัยด้านCivic Tech หรือการใช้เทคโนโลยีสร้างรัฐเปิดเผยโดยประชาชน ที่ไทเป จึงนำความรู้ และ ประสบการณ์ส่วนหนึ่งมาถ่ายทอดให้ฟัง

สาระสำคัญ

  • Civic Tech ในไต้หวันเกิดขึ้นจากความไม่พอใจพรรครัฐบาลขณะนั้นที่ไม่เปิดเผยข้อมูลกับประชาชน เลยมีกลุ่ม hacker นำข้อมูลมาเปิดเผยแบบ Open Data และร่วมกันกับประชาชนทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกว่า Sunflower movement
  • สำหรับประเทศไทย Civic Tech ยังเป็นเรื่องใหม่ และ 4 ปีภายใต้รัฐประหาร ไม่มีการใช้ช่องทางเทคโนโลยีใดๆ ให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐและพลเมือง
  • สิ่งที่ควรทำให้เกิดขึ้นคือการสนับสนุนกิจกรรม Civic Tech ในการสร้างนวัตกรรมสังคม เพื่อให้เกิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่ประชาชนมีส่วนร่วม
  • สถานการณ์ในประเทศไทยปัจจุบัน มีส่วนคล้ายตอนก่อนเกิดเหตุการณ์ Sunflower movement ทำให้มีโอกาสที่จะขยายกิจกรรม Civic Tech และสร้างรัฐเปิดเผยในประเทศไทย

ไต้หวัน

ปี 2012 ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนิยามของ Civic Tech ในไต้หวัน จากแรงผลักดันของกลุ่มชุมชนนักพัฒนาซอฟต์แวร์และ hacker ที่ต้องการเห็นรัฐบาลที่โปร่งใส โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ นำไปสู่การจัดกิจกรรม Hackathon อย่างต่อเนื่องเพื่อเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว อาทิ ข้อมูลงบประมาณ การสร้าง Open Data เปิดเผยข้อมูลในหน่วยงานภาครัฐ มีการสร้าง platform เพื่อเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเชิงนโยบายอย่าง vTaiwan เป็นต้น เป็นการเริ่มต้นสร้างการเคลื่อนไหวทางสังคมของชุมชนดิจิตัลในไต้หวัน

เหตุการณ์ที่ทำให้กลุ่ม Civic Tech เข้ามามีบทบาทด้านการเคลื่อนไหวทางสังคม มาจากแรงผลักที่อยากเห็นรัฐที่เปิดเผย (Open Government) ขณะที่เหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2014 พรรคก๊กมินตั๋ง ที่เป็นพรรครัฐบาลในขณะนั้น พยายามทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน โดยไม่ได้เปิดเผยข้อมูลนี้กับประชาชน ทำให้กลายเป็นกระแสคัดค้านการกระทำดังกล่าวของรัฐบาล กลุ่ม g0v (อ่านว่า gov zero) ได้สร้างกิจกรรมที่จะนำข้อมูลร่างข้อตกลงทางการค้ากับจีนของรัฐบาลไต้หวันขณะนั้น มาเปิดเผยในรูปแบบ Open Data บนอินเทอร์เน็ต โดยให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการสร้างข้อมูลจากภาพถ่ายเอกสาร จนทำให้ร่างข้อตกลงทางการค้ากับจีนทั้งหมด เปิดเผยต่อสาธารณะในรูปแบบ full text ที่สามารถสืบค้นได้ทั้งหมด ทำให้สาธารณชนเข้าถึงข้อมูลนี้ และนำข้อมูลไปใช้สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางสังคม

เหตุการณ์ Sunflower movement ในปี 2014  ทำให้การรวมตัวกันของชุมชน Civic Tech ในไต้หวันแนบแน่น และสามารถเชื่อมโยงกับ ภาคประชาสังคม และกลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคม ในขณะที่กลุ่มนักศึกษา และ ประชาชน ยึดพื้นที่รัฐสภาอยู่นั้น สมาชิกของ g0v ได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนทางเทคโนโลยี มีการติดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในพื้นที่การชุมนุมในรัฐสภา เพื่อสื่อสารกับภายนอก และ มีการถ่ายทอดสดผ่าน live stream จากภายในอาคารรัฐสภา การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่อยู่ในอาคารรัฐสภา สามารถสั่งซื้อของกิน ของใช้ได้ ซึ่งทำให้กลุ่ม g0v และสมาชิกของกลุ่ม ได้รับการต้อนรับและ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาคประชาสังคมอื่น ๆ ที่เคลื่อนไหวในช่วง Sunflower movement

หลังจากเหตุการณ์ Sunflower movement ชุมชน Civic Tech โดย g0v ได้มีการเติมโตขึ้นไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะกิจกรรม hackathon ที่จัดอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้กันในกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สนใจประเด็นสังคม รวมทั้งกลุ่มภาคประชาสังคมอื่นๆ

ประเทศไทย

Civic Tech ในประเทศไทย ยังเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ และคำว่า Civic Tech ยังไม่ได้รับการสร้างความเข้าใจมากนัก ซึ่งต่างจาก Gov Tech ที่มีการริเริ่มจากภาครัฐ และเริ่มมีการเผยแพร่ในหมู่ผู้สนใจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาคประชาสังคม ที่สนใจทำงานในเรื่องนี้ในประเทศไทย  ได้ทำกิจกรรมที่สามารถเรียกว่าเป็นการส่งเสริม Civic Tech โดยสนับสนุนและผลักดันให้ภาครัฐมีการจัดทำ Open Data เพื่อสร้างความโปร่งใส และเป็นการสร้างนวัตกรรมทางสังคม รวมทั้งจัด hackathon เพื่อสร้างการใช้งาน Open Data ในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความโปร่งใสภาครัฐ การพัฒนาเมือง การเกษตร การจัดการภัยพิบัติ สาธารณสุข รวมทั้งจัดกิจกรรมสัมมนา และ unconference 

ปัจจัยที่สำคัญ ของการสร้าง Civic Tech คือสังคมที่เปิด โดยเฉพาะทางการเมือง ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และช่องทางการมีส่วนร่วมของ ประชาชนและภาคประชาสังคม หากนิยามว่า Civic Tech คือการสร้างการมีส่วนร่วมของพลเมือง ผ่านช่องทางเทคโนโลยี นิยามที่ว่านั้นไม่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ระหว่างรัฐ และ พลเมือง ไม่มีการใช้ช่องทางเทคโนโลยีใด ๆ ให้เกิดการมีส่วนร่วม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีกรณีการใช้ Civic Tech ระหว่างรัฐ และ พลเมือง แต่ก็มีกรณีที่พลเมือง หรือ ชุมชน ริเริ่มนำเครืองมือทางเทคโนโลยี มาแก้ปัญหาของชุมชน ตัวอย่างเช่น

ทั้งหมดนี้เป็นการริเริ่มโดยชุมชน ที่ประกอบด้วย นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ภาคประชาสังคม คนในชุมชน มีผู้สนับสนุน จากองค์การระหว่างประเทศ ภาคเอกชน หน่วยราชการบ้าง แต่ไม่สามารถต่อเชื่อมกับฝ่ายบริหารของรัฐ ที่ไม่เปิดให้การริเริ่มเหล่านี้ เข้าไปในกระบวนการทำงาน และ การตัดสินใจเชิงนโยบายจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น กลไกจากภาครัฐส่วนกลาง พยายามสร้างเครื่องมือทางเทคโนโลยีด้วยแนวคิดแบบ Top Down จึงไม่ประสบความสำเร็จ

ดังนั้นหากภาครัฐไม่เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็ยากที่ชุมชนด้าน Civic Tech จะขยายตัว ในขณะเดียวกันก็ต้องรณรงค์และสร้างกิจกรรมให้คนที่ทำงานหรือมีความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หันมาสนใจในประเด็นสังคม และ คิดว่าความสามารถด้านนี้ของตัวเอง จะมาช่วยแก้ปัญหาเชิงสังคมในด้านต่างๆ ได้อย่างไร

จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้กิจกรรมด้าน Civic Tech ในไต้หวัน พบว่าบทเรียนที่ควรนำมาใช้ในประเทศไทยเพื่อให้ชุมชน Civic Tech ขยายตัวและเข้มแข็งขึ้นมีดังนี้

  1. การจัดกิจกรรรมที่สร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มชุมชน Civic Tech อย่างต่อเนื่อง

ควรมีการจัดกิจกรรม เพื่อให้เกิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของชุมชนที่สนใจด้านเทคโนโลยี Open Data และ Open Source ที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมอย่างสม่ำเสมอ อาจจะต้องสร้างทีม Civic Tech Organizer และวางแผนจัด Hackathon, Meet up, Unconference เป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งเพื่อให้ชุมชนมีการขับเคลื่อน และมีความสำเร็จที่สร้างจากชุมชน อาทิ การสร้างชุดข้อมูล (data sets) เพื่อให้มี Open Data หรือ แอพพลิเคชั่น หรือ อุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ที่ช่วยแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และ การเมือง

  1. การ Incubate นวัตกรรมจากชุมชน Civic Tech เพื่อให้ผลงานนวัตกรรมนั้นสามารถใช้งานได้จริง อาจจะเป็นในลักษณะทุนให้เปล่า การทำ cloud funding  หรือการลงทุนเพื่อเริ่มต้นเป็นธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อเกิดความยั่งยืนของนวัตกรรม Civic Tech และต้องมีการเชื่อมโยงเอาภาคีที่เกี่ยวข้องกับการใช้นวัตกรรมนั้นๆ มาร่วมทำงานด้วย อาทิ โครงการ Mayday ได้ร่วมทำงานกับกลุ่มพัฒนาเมือง และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นต้น
  1. การเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ เพื่อให้ข้อเสนอต่างๆ ของชุมชน Civic Tech ได้เชื่อมโยงกับงานเชิงนโยบาย และการตัดสินใจของภาครัฐ พื้นที่จะเป็นพื้นฐานของการเป็น Open Government ที่มี platform ดิจิทัล เป็นช่องทางหนึ่งในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ทั้งนี้การเริ่มต้นให้เกิดกรณีศึกษา และ โมเดล ในระดับท้องถิ่น สามารถเริ่มต้นง่ายกว่า และนำไปสู่การขยายผลที่ดีได้ในอนาคต

บทสรุป 

แม้ว่ากิจกรรม Civic Tech ที่ไต้หวันจะได้รับความชื่นชมว่าก้าวหน้าที่สุดในโลก แต่ก็ยังเผชิญกับความท้าทาย ในการสร้างชุมชนให้ยั่งยืน และการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจากภาครัฐ อย่างไรก็ตามการสร้างความเข้มแข็ง และยึดเอาฉันทามติของชุมชน (Civic Tech) เป็นแนวทางการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญ ทำให้เกิดความเข้มแข็งของกลุ่ม พื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้กิจกรรม Civic Tech เกิดและเติบโตได้คือ ประชาธิปไตย และ พื้นที่เปิด ที่ให้กลุ่มต่างๆ แสดงความเห็น และหาฉันทามติในการทำงานร่วมกันต่อไปข้างหน้า

ประชาธิปไตยประเทศไทย เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ และพื้นที่เปิดที่ให้กลุ่มต่างๆ แสดงความเห็นและหาฉันทามติในการทำงานร่วมกันต่อไป ดูเหมือนจะยังไม่ถูกสร้างขึ้น ซ้ำยังต้องเจอกับการปิดกั้นและกดทับอย่างไรก็ตามสิ่งนี้อาจเป็นโอกาสที่คล้ายกับก่อนการเกิด Sunflower movement ในไต้หวัน ซึ่งกลุ่ม Civic Tech ในไทยจะต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อขยายชุมชน สร้างพื้นที่เปิด เพื่อให้คนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในชุมชน Civic Tech เข้าใจในประเด็นทางสังคม และโครงสร้างของสังคมไทยมากขึ้น 

รวมทั้งเห็นตัวอย่าง และเรียนรู้จากตัวอย่างจาก Civic Tech ในประเทศอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีเพื่อการมีส่วนร่วมของพลเมือง และการสร้าง Open Government หรือรัฐเปิดเผย ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยต่อไป