เสรีภาพ วัฒนธรรม การเมือง

เสรีภาพในการแสดงออก

คำอภิปรายในงาน Future Festival

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561

ปิยบุตร แสงกนกกุล

ในวรรณกรรมเรื่อง Das Liebeskonzil ของ Oskar Panizza ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สมมติในปี 1495 ณ เมืองนาโปลี ศาสนจักรคาทอลิกเน่าเฟะมาก โป๊ปอเล็กซานเดอร์ที่ 6 และเหล่าคาร์ดินัลทั้งหลาย หมกมุ่นอยู่กับเรื่องงานรื่นเริงและกามกิจ จนมีสายขึ้นไปรายงานพระเจ้าถึงเหตุการณ์ที่เมืองนาโปลี พระเจ้าหารือกับเมียและลูกแล้ว เห็นตรงกันว่าต้องคิดหาวิธีการสั่งสอนพวกมนุษย์ จึงไปตามตัวซาตานมา โดยมอบหมายให้ซาตานไปคิดหาวิธีการใดมาก็ได้ ที่จะทำให้พวกมนุษย์โง่เขลาเหล่านี้ได้รับบทเรียนเจ็บปวดอันเนื่องมาจากการร่วมเพศ

ซาตานคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายจึงสร้างเชื้อซิฟิลิสขึ้นมา และประกาศหาอาสาสมัครจากเหล่านางทั้งหลายบนสวรรค์และนรก รับอาสาพาเชื้อซิฟิลิสติดไปกับตัว แล้วลงไปโลกมนุษย์ ยั่วยวน-ร่วมรัก กับเหล่ามนุษย์มากตัณหา สุดท้าย โป๊ป คาร์ดินัล บาทหลวง ผู้คนทั่วไป ก็ติดซิฟิลิสกันหมด

ชื่อเรื่อง Le Concile d’amour หรือ Das Liebeskonzil แปลตามตัวได้ว่า การปรึกษาหารือด้วยความรัก พระเจ้า-มารี-เยซู มีและใช้ “ความรัก” ในการควบคุมกิจกรรมของมนุษย์ (รวมทั้งโป๊ปด้วย เพราะโป๊ปก็คือมนุษย์) เอาคำว่า “ความรัก” ไปตัดสินคนนั้นคนนี้ ไปปิดปากคนนั้นคนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มบุคคลที่นิยมการครอบงำผู้อื่น โดยอาศัยคุณค่าบางประการในนามของ “ความดีงาม ความรัก ศีลธรรมจรรยา”

และแม้นจะอ้างเรื่องความรัก (ที่ทำให้พระเจ้าหน้ามืดตามัว คิดเรื่องอัปรีย์แบบนี้ขึ้นมา) แต่พระเจ้าคงลืมคิดไปว่า ถ้าเอาเชื้อซิฟิลิสลงไปติดคนทั้งโลกจนคนสูญพันธุ์ แล้วพระเจ้าจะเหลือมนุษย์หน้าไหนให้อภิบาล

ซาตานขอข้อแลกเปลี่ยนตอบแทนจากการที่ซาตานต้องไปคิดแผนสั่งสอนมนุษย์

ซาตานขอควบคุมเสรีภาพในการเผยแพร่ความคิด เพราะ “การที่ใครบางคนคิด และไม่มีสิทธิในการเผยแพร่ความคิดของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้ นั่นแหละ… เป็นความสยดสยองที่สุดในบรรดาวิธีการทรมานทั้งปวง”

ใช่ครับ… การที่มนุษย์คิดได้แต่ไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่ตนคิดออกมา นี่คือ การทรมาน

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต การคิดเป็นเสรีภาพอันสัมบูรณ์ของมนุษย์ ที่อำนาจรัฐไม่มีวันจำกัดได้ อำนาจรัฐจึงทำได้เพียงสร้างกลไกมาบีบคั้นไม่ให้มนุษย์ได้แสดงออกซึ่งความคิดเท่านั้น แต่ห้ามมิให้มนุษย์คิดไม่ได้

กลไกรัฐที่ห้ามแสดงออกซึ่งความคิด นานวันเข้าก็แนบเนียนขึ้น จนกลายเป็นการห้ามคิด เมื่อคนถูกห้ามแสดงออกซึ่งความคิดมากขึ้น ในท้ายที่สุด คนก็จะเลิกคิดไปโดยไม่รู้ตัว  

Michel Foucault กล่าวไว้ว่า “การห้าม” แสดงออกได้ตั้งแต่ การที่เราไม่มีสิทธิที่จะพูดได้ทั้งหมด การที่เราไม่สามารถพูดทุกสิ่งทุกอย่างได้ในทุกสถานการณ์ และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถพูดถึงเรื่องอะไรก็ได้

ในสังคมของเรานี้ จึงมี

1.เรื่องต้องห้ามที่ห้ามพูดถึง

2.สถานการณ์ที่ห้ามพูด

3.สิทธิพิเศษหรือเรื่องบางเรื่องที่สงวนไว้ให้แก่บางคนเท่านั้นที่พูดได้

วิธีการห้ามปรากฏได้ในสองรูปแบบใหญ่ๆ

รูปแบบแรก การห้ามผ่านระบบกฎหมาย

รูปแบบที่สอง การห้ามผ่านอุดมการณ์ ความคิด วัฒนธรรม

ในรูปแบบแรก ได้แก่ การตรากฎหมายห้าม กำหนดบทลงโทษ ใช้กลไกรัฐเข้าจับกุมปราบปราม ตำรวจ ทหาร ศาล นอกจากการตรากฎหมายห้ามแล้ว ยังมีการใช้กฎหมายแบบไม่แน่นอนชัดเจน จนคนไม่แน่ใจ จึงเลือกเซ็นเซอร์ตนเอง

ในวรรณกรรมเรื่อง “คดีความ” ของฟรานซ์ คาฟคา K ตื่นขึ้นมาพร้อมกับการถูกจับกุมโดยชาย 2 คน โดยไม่รู้ว่าตนทำความผิดอะไร นับแต่นั้น K ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีเสรีภาพแบบชั่วคราว เขายังคงมีเสรีภาพไปไหนมาไหนได้ตามปกติ เพียงแต่ว่ามันเป็นเสรีภาพภายใต้คดีความ K ต้องเผชิญหน้ากับกระบวนพิจารณาคดีที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ต้องพบเจอผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ ทนายความ พระ คนเขียนภาพ ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเขา

ในโลกอันแสนวิปริตวิปลาสของ K เขาต้องประสบกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่องค์กรเหล่านั้นใช้บังคับกับเขาโดยไม่รับประกันความยุติธรรมและความมั่นคงแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย ในท้ายที่สุด ความไม่มั่นคงแน่นอนชัดเจนของกฎหมายนั้นเองนำพา K ไปสู่โศกนาฏกรรม

การห้ามในรูปแบบที่สอง ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจและสังคม ระเบียบโลกแบบทุนนิยมถึงขีดสุด ลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ ที่กระตุ้นให้คนสนใจแต่การบริโภคโดยไม่คิดถึงอะไร สภาพเช่นนี้ส่งผลให้คนจำนวนมากสนใจแต่เพียงการหารายได้ สร้างความมั่งคั่ง เพื่อนำมาบริโภค จนไม่สนใจเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก ไม่สนใจต่อต้านกับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม มุ่งเพียงแต่ “อยู่เป็น” ไปเรื่อยๆ

ในแง่ของอุดมการณ์หรือวัฒนธรรมก็เช่นกัน มนุษย์อาจถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ที่อำนาจนำที่ยึดครองรัฐสร้างขึ้นครอบเอาไว้ เราอาจไม่รู้ตัวเลยว่าเรากำลังถูกละเมิดเสรีภาพ เราคิดว่าเรามีเสรีภาพ เราเชื่อว่าเราตัดสินใจเลือกกระทำอย่างหนึ่งหรือไม่กระทำอย่างหนึ่งอย่างอิสระ แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราถูกอุดมการณ์-วัฒนธรรมครอบงำอยู่ เราหลงระเริงว่าเรามีเสรีภาพ สนุกกับการใช้เสรีภาพ แต่เสรีภาพที่ว่าพาเราไปสู่การจำนน

การห้ามในรูปแบบที่สองนี้แนบเนียนและยั่งยืนกว่ารูปแบบแรก รูปแบบแรก คนยอมเพราะเห็นว่ากฎหมายห้าม คนเชื่อฟังเพราะกลัวถูกลงโทษ อำนาจรัฐปรากฏให้เห็นชัด ความรุนแรงแปลงสภาพเป็นกฎหมายเพื่อใช้ปราบปราม แต่รูปแบบที่สองนั้น มาแบบซึมลึกเข้าไปในสมอง เข้าไปในจิตสำนึก เมื่อไรก็ตามที่รัฐไม่จำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมาย ศาล ตำรวจ ทหาร เข้าปราบปรามผู้คนเลย แต่ผู้คนกลับสยบยอมเพราะถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมหรือความคิด นั่นแสดงว่า การสถาปนาอำนาจนำผ่านกลไกทางอุดมการณ์กระทำได้สำเร็จ แต่ถ้ารัฐต้องหันมาใช้กลไกการปราบปรามมากขึ้น นั่นย่อมหมายถึง อำนาจนำนั้นเริ่มถูกสั่นคลอน เกิดวิกฤตอำนาจนำแล้ว

ผมมีการ์ตูนสามภาพให้ดูกัน ภาพทั้งสามนี้เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการการ์ตูนที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก เขานำมาจัดแสดงที่หน้าที่ทำการเทศบาลนครปารีส ผมถ่ายรูปเก็บเอาไว้

ภาพแรก เขียนว่า “เส้นสีแดงที่ห้ามผ่าน” แล้วก็มีเส้นสีแดงมัดรอบตัวแมว ภาพนี้แสดงถึง ในทุกสังคมที่มักเชื่อกันว่า เรามีเสรีภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดการใช้เสรีภาพนั้นอยู่เพื่อรักษาความสงบบ้าง รักษาประโยชน์ส่วนรวมบ้าง รักษาเสรีภาพของบุคคลอื่นบ้าง ดังนั้น การใช้เสรีภาพห้าม “ล้ำเส้น” เหล่านี้ แต่ทำไปทำมาเส้นสีแดงห้ามผ่านเหล่านี้มีมากจนเราไม่รู้ตัวและมัดเราจนเราไม่มีเสรีภาพ

ภาพที่สอง เป็นภาพคนกำลังลากเส้นต่อจุดจากเลข 1 ไปเรื่อยๆจนถึงจุดสุดท้าย ปรากฏว่า เมื่อต่อจุดจนครบจะกลายเป็นภาพกรงที่ขังเราไว้ ภาพนี้แสดงถึง เราทุกคนพยายามเดินไปข้างหน้า พยายามค้นหาเส้นทางที่ก้าวไปข้างหน้า ไปสู่จุดหมายชีวิต แต่หารู้ไม่ว่า ในท้ายที่สุด เรากำลังสร้างกรงขังตนเองเอาไว้

ภาพที่สาม เป็นภาพการเสวนาวิชาการในหัวข้อเสรีภาพในการแสดงออก แต่คนพูดนำกลับเริ่มต้นว่า “ขอความกรุณาทุกคนอยู่ในความสงบ” ภาพนี้แสดงถึงความย้อนแย้งว่า กำลังจัดเสวนาวิชาการเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก แต่กลับสั่งห้ามไม่ให้ผู้ร่วมเสวนาได้แสดงออก

สามภาพนี้ สะท้อนถึงความย้อนแย้งในเรื่องเสรีภาพ เรารู้สึกว่าเรามีเสรีภาพ แต่จริงๆ แล้วเราไม่มี เสรีภาพที่เรามี คือ เสรีภาพในการไม่มีเสรีภาพ

Jean-Jacques Rousseau กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ไว้ใน Discours sur l’origine et les fondements de l’inégalité parmi les hommes ว่า

ในทางกายภาพ มนุษย์กับสัตว์ก็เหมือนกัน แต่มี ๒ องค์ประกอบหลักที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อย่างสิ้นเชิง คือ เสรีภาพ (La liberté) และความสามารถในการทำให้ตนเองสมบูรณ์ (La perfectibilité)

เสรีภาพ คือ อำนาจของมนุษย์ที่จะเลือก เลือกที่จะทำสิ่งใดหรือไม่ทำสิ่งใด ในขณะที่สัตว์ถูกชี้นำจัดการด้วยสัญชาตญาณ แต่มนุษย์เป็น Agent อิสระในการตัดสินใจ มนุษย์มีเสรีในการเชื่อฟังหรือต่อต้าน และจิตสำนึกแห่งเสรีภาพนี้ที่แสดงถึงจิตวิญญาณของตน มนุษย์ไม่ได้รับมอบเสรีภาพจากใครคนใดคนหนึ่ง ไม่มีผู้ใดมีอำนาจดลบันดาลมอบเสรีภาพให้แก่มนุษย์ แต่มนุษย์มีเสรีภาพติดตัวมาตั้งแต่เกิด และมีมาตลอดกาล เสรีภาพเป็นธรรมชาติที่มาพร้อมกับมนุษย์

เมื่อมนุษย์มีเสรีภาพ แต่มนุษย์กลับเลือกที่จะเชื่อฟังคำสั่งเพราะอะไร?

เพราะเชื่อว่าตนเองไม่มีทางเลือก เราเชื่อว่าเราไม่มีวิธีการอื่นใดอีกแล้วนอกจากเชื่อฟัง เรากลัวการลงโทษ เรากลัวความสัมพันธ์ทางอำนาจ

แต่ทว่า การเชื่อฟัง คือ การปล่อยให้ผู้อื่นมาปกครองครอบงำจัดการชีวิตของเรา

เมื่อเราไม่ต้านทาน เรากลัว เราเชื่อฟัง สุดท้าย เราก็ยอมให้คนอื่นมาปกครองชีวิตเรา

ดังนั้น การไม่เชื่อฟัง คือ พื้นที่ของเสรีภาพในการเสี่ยง

การไม่เชื่อฟัง คือ การกลับไปค้นพบอีกครั้งซึ่งเสรีภาพในความเสี่ยง

เรามีเสรีภาพ แต่เราใช้เสรีภาพไปเพื่อการเชื่อฟัง แต่หากเราไม่เชื่อฟัง เท่ากับเราเอาเสรีภาพไปอยู่ในความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงที่ว่า คือ การเสี่ยงเพื่อนำมาซึ่งการปลดปล่อย

มนุษย์กลายเป็นผู้ยอมจำนนได้ส่วนหนึ่งมาจากการยินยอมของตนเอง ดังที่ Etienne de la Boétie เขียนไว้ใน “ว่าด้วยความเป็นทาสโดยใจสมัคร” ตั้งแต่ปี 1576 ว่า

“ธรรมชาติของมนุษย์ คือ ความเป็นอิสระและความต้องการเป็นอิสระแต่มนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างง่ายดายเมื่อการศึกษาทำให้เขาเปลี่ยน ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเขาเคยชิน สิ่งเดียวที่ยังคงอยู่ในลักษณะตามธรรมชาติของพวกเขา คือมนุษย์ปรารถนาอะไรที่ง่ายและไม่เปลี่ยนแปลง

เหตุผลประการแรกของความเป็นทาสโดยใจสมัคร คือ ความเคยชินนั่นแหละ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับม้าที่กล้าหาญที่สุด เริ่มแรก มันกัดเหล็กปากม้า แต่ไม่นาน มันกลับเล่นสนุกสนานกับเหล็กนั้น เริ่มแรกมันไม่ยอมให้ใครเอาอานมาใส่หลัง แต่ตอนนี้ มันกลับวิ่งเข้าไปให้ใส่บังเหียนด้วยความภาคภูมิใจและโอ้อวดในชุดเกราะ”

ดังนั้น เราต้องใช้เสรีภาพเพื่อต่อต้านขัดขืน ไม่ยอมจำนน เพื่อยืนยันถึงการดำรงอยู่ของตนเอง เมื่อเราตั้งคำถาม เมื่อเราต่อต้าน เมื่อเราขัดขืน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการยืนยันว่าเรามีชีวิตจริงๆ เราไม่ใช่หุ่นยนต์หรือสัตว์

สารัตถะของชีวิต คือ การยืนยันว่า “ไม่” เมื่อไรก็ตามที่เรากล้าปฏิเสธด้วยคำว่า “ไม่” กับสิ่งไม่เป็นธรรมที่ดำรงอยู่ นั่นหมายความว่า การต่อต้านขัดขืนกับอำนาจได้เริ่มต้นขึ้น

หากมนุษย์ยืนยันว่า “ใช่” กันหมด โลกคงไม่ก้าวหน้ามาถึงขนาดนี้

หาก Rosa Parks ยืนยันว่า “ใช่” นี่เป็นที่นั่งของคนขาว และยอมลุกออกจากที่นั่งนั้น การแบ่งแยกสีผิวก็คงยังดำรงอยู่ต่อไป

หากประชาชนในยุโรปยืนยันว่า “ใช่” กับเผด็จการนาซี-ฟาสซิสต์ เผด็จการเบ็ดเสร็จก็ครอบงำยุโรปได้สำเร็จ

หากขบวนการสตรีนิยมในหลายประเทศ ยืนยันว่า “ใช่” พวกเธอไม่มีอำนาจตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ได้ ป่านนี้ การทำแท้งก็ยังคงต้องรับโทษอาญา

เพราะ พวกเขาเหล่านี้กล้ายืนยันว่า “ไม่” กับสิ่งที่เป็นอยู่ ปฏิเสธความอยุติธรรมที่อยู่เบื้องหน้า เราจึงได้พบเห็นความก้าวหน้าของสังคม

 Alain Badiou เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง La vraie vie หรือ ชีวิตที่จริงแท้ ซึ่งเป็นหนังสือที่สื่อสารไปถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ ว่า ศัตรูภายในใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในการไปสู่ชีวิตที่จริงแท้ มีสองข้อ

ข้อแรก แรงปรารถนาของชีวิตแบบฉับพลันทันทีทันใด

ข้อสอง แรงปรารถนาอยากประสบความสำเร็จ

ศัตรูภายในสองข้อนี้ ขัดกันเอง

ด้านหนึ่ง คือ การทำลายความปรารถนาแบบฉับพลันทันที กิเลสอาจทำให้เยาวชนตัดสินใจเลือกทางเดินผิด หลงผิด จนทำลายตนเอง

อีกด้านหนึ่ง คือ การสร้างความปรารถนาอยากสำเร็จในชีวิต ทำให้เยาวชนไม่คิดอะไร นอกจากจะทำแต่สิ่งที่จะไปถึงฝัน ไม่คิดถึงสังคม ไม่คิดถึงผู้อื่น เห็นแก่ตัว ยอมจำนนกับระบบ เพื่อต้องการความสำเร็จในชีวิต

ด้านหนึ่ง ผลักดันให้เราเป็น ไอ้ขี้แพ้

อีกด้านหนึ่ง ผลักดันให้เราเป็น ทาส

ศัตรูทั้งสองนี้ ต่างก็ทำลายชีวิตของเยาวชนคนรุ่นใหม่ สิ่งหนึ่ง ทำลายทันที อีกสิ่งหนึ่ง การสร้างเพื่อไปสู่การทำลาย

ผมเห็นว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ ต้องใช้เสรีภาพ เพื่อไม่ยอมจำนน ต้องไม่เป็นทั้งไอ้ขี้แพ้ ต้องไม่เป็นทั้งทาสของระบบ แต่ต้องพัฒนาความรู้ ค้นหาชีวิตที่จริงแท้ เพื่อนำไปสู่การปลดปล่อยตนเองและสังคม เพื่อเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เมื่อนั้น ชีวิตจึงเป็นชีวิต มิใช่หุ่นยนต์หรือกลไกของรัฐ

ผมใช้เวลามาพอสมควรแล้ว ขออนุญาตสรุปปิดท้ายว่า เสรีภาพในการแสดงออก คือ แก่นแกนของความเป็นมนุษย์

วัฒนธรรม คือเครื่องมือในการทำงานทางความคิดและเปลี่ยนแปลงทางความคิด

วัฒนธรรมสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ มนุษย์ต้องมีเสรีภาพมนุษย์จะมีเสรีภาพได้อย่างแท้จริง ต้องมีวัฒนธรรมที่สนับสนุนการปลดปล่อย

ไร้เสรีภาพ ไม่มีวันนำไปสู่ เสรีภาพ

จงปฏิเสธอำนาจที่ปฏิเสธเสรีภาพเพื่อปลดปล่อยเราสู่เสรี