บทเรียนจาก PMT: ระบบคิดทางการเมืองในสังคมไทยและสังคมโลก

ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมการอบรม Political Management Training (PMT) for Young Progressive ซึ่งเป็นโครงการฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการการเมืองสำหรับเยาวชน-คนรุ่นใหม่ฝ่ายก้าวหน้า ที่ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย จัดขึ้นโดยองค์กรสังคมประชาธิปไตยเอเชีย (Soc-Dem Asia) มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES) และมูลนิธิโอลอฟ พาล์ม ดังนั้นจึงอยากแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดจากประสบการณ์การเข้าร่วมกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 40 คน ทุกคนล้วนเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ หรือผู้ที่สนใจทำงานการเมือง อายุราวๆ 17-30 ปี จากประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก            

ย้อนกลับไปการอบรม PMT ครั้งที่ 1 ที่ประเทศอินโดนีเซียเราได้ถกกันถึงระบบคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยม (Liberal)ตัวแทนจากพรรคเฟรติลิน (Fretilin)อธิบายว่าประเทศติมอร์ตะวันออก หรือติมอร์ เลสเตมีอนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา 

แต่ความหมายของเสรีภาพนั้นแตกต่างกัน อนุสาวรีย์เป็นตัวแทนของอิสรภาพในปี พ.ศ. 2542 จากการปกครองภายใต้รัฐบาลทหารของประเทศอินโดนีเซีย ที่ทำให้ประชาชนชาวติมอร์ตะวันออกต้องอยู่ร่วมกับปัญหาความรุนแรงและการถูกคุกคามมาอย่างยาวนาน

ส่วนในการอบรม PMT ครั้งที่ 2 ตัวแทนจากพรรคแรงงานออสเตรเลีย (ALP : Australian Labor Party) ได้อธิบายว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศออสเตรเลีย กลุ่มเสรีนิยม คือกลุ่มคนที่มีระบบคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative) พวกเขายึดหลักคิดว่าอิสระและเสรีภาพ เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จและความก้าวหน้าในชีวิต ในขณะที่ ALP ที่มีระบบคิดแบบทางการเมืองแบบสังคมประชาธิปไตย (Social Democracy) คือ กลุ่มคนที่มีความคิดและความเชื่อทางสังคมที่ก้าวหน้า (Progressive)

เสียงสะท้อนนี้แสดงให้เห็นว่า ในประเทศที่มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งเป็นรากฐานการปกครองของสังคมอย่างประเทศออสเตรเลีย กลุ่มคนที่มีระบบคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันสามารถต่อรองและประนีประนอมกันผ่านระบบรัฐสภาแต่ประเทศที่ยังไม่มีประชาธิปไตยเป็นรากฐานประชาชนยังคงต้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพและอิสรภาพ

ระบบคิดแบบ “เสรีนิยม” ได้กลายเป็น “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ในขณะที่ฝ่ายหัวก้าวหน้า อย่างพรรคแรงงานของออสเตรเลีย ขับเคลื่อนทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนสังคมให้มีความยุติธรรมและเสมอภาคสำหรับทุกคน ด้วยความปรารถนาที่จะลดการแสวงหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมให้มากที่สุด และจัดทรัพยากรของรัฐให้คุ้มครองและโอบอุ้มดูแลความต้องการขั้นพื้นฐานที่ดีสำหรับทุกคน

หลังจากได้ฟังมุมมองจากนักการเมืองรุ่นใหม่ในประเทศอื่นแล้ว เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย หากจะแบ่งระบบคิดทางการเมืองในประเทศไทยออกเป็นขั้วอย่างหยาบ “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” เชื่อในการรักษาอำนาจในการบริหารจัดการประเทศแบบเบ็ดเสร็จ ไว้กับชนชั้นนำ ส่วน “ฝ่ายก้าวหน้า” ยังคงต้องเรียกร้องให้ประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตัวแทนเข้าสู่รัฐสภาเพื่อไปบริหารจัดการอำนาจรัฐ

ปัจจุบันเราจึงสามารถทำความเข้าใจพรรคการเมืองได้จากการแบ่งจุดยืนของพรรคอย่างหยาบๆ เช่น เอาหรือไม่เอารัฐทหาร เพียงเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาพรรคการเมืองในประเทศไทยไม่ได้ และไม่สามารถแข่งขันกันด้วย นโยบายและอุดมการณ์ ของกลุ่มตนผ่านกลไกต่างๆ ของระบอบประชาธิปไตย เช่น การทำงานการเมืองในรัฐสภา การเสนอประชามติ และการเลือกตั้งที่ประชาชนได้ตัดสินใจอย่างแท้จริง

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการรัฐประหาร 12 ครั้ง หรือทุกๆ 7 ปี ผู้คนที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตยยังคงต้องต่อสู้ และรอคอยวันที่ประชาชนจะได้มีเสรีภาพและอำนาจในการตัดสินใจอย่างแท้จริง 

ดังนั้น “ประชาธิปไตย” ในบริบทนี้อาจหมายถึงการเป็นอิสระจากอำนาจเผด็จการ ประชาชนสามารถเลือกตัวแทนเข้าสู่รัฐสภา เพื่อทำงานโดยยึดถือความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ

ในขณะที่เราคงยังไม่หลุดพ้นจากการปกครองที่ผูกขาดโดยชนชั้นนำและกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเก่า อยู่ภายใต้การควบคุมและคุกคามโดยรัฐบาลทหาร การเมืองในสังคมโลกกำลังทำอะไรกันอยู่?

จากประสบการณ์ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในสนามการเมือง ในฐานะประชาชนที่ต้องการสนับสนุนความก้าวหน้าทางสังคม ผมมักจะประสบกับความรู้สึกราวกับว่ากำลังอยู่ในโลกคู่ขนานของความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยกับความเป็นประชาธิปไตยสากล

บริบทและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันระหว่างสังคมไทยและสังคมโลก ทำให้คนต่างกลุ่มที่ผมมีโอกาสได้พบเจอ มีมุมมอง และความปรารถนาต่อความเป็นประชาธิปไตยแตกต่างกัน ในขณะที่กลุ่มหนึ่งต่อสู้เพื่อจะชนะเผด็จการ และสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย อีกกลุ่มต่อสู้เพื่อสังคมที่เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของความแตกต่างหลากหลาย สังคมที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานในชีวิต และสนับสนุนโอกาสทางสังคมที่เสมอภาคสำหรับทุกคน

สังคมโลกกำลังแลกเปลี่ยนและร่วมกันหาแนวทางการรับมือกับปัญหาที่สำคัญแห่งยุคสมัย สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมการเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ อาทิ การอพยพย้ายถิ่นฐาน ความยุติธรรมทางภาษี ภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง สตรีนิยมและความหลากหลายทางเพศวิถีและเพศสภาพ  ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องการเมืองที่สามารถอภิปราย เพื่อหาแนวทางการสนับสนุน หรือปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้ในรัฐสภาอย่างเปิดเผย

 สำหรับคนอีกจำนวนมาก ประเด็นเหล่านี้สำคัญต่อโอกาสและวิถีชีวิตของพวกเขา ณ ตอนนี้ ถึงแม้อาจจะเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวและไม่ได้อยู่ในการเมืองกระแสหลัก แต่พวกเขาต้องการจะร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเด็นเหล่านี้ ตั้งแต่ ณ ตอนนี้ไปพร้อมกับการทวงคืนประชาธิปไตย