บันทึกของอาจารย์มหาวิทยาลัย: “ผ่านไปสิบกว่าปีผมยังใช้เงินเดือนละ 3,000 เหมือนเดิม”

ภาพจากการเดินทางของทีมพรรคอนาคตใหม่ ที่จังหวัดพัทลุง

วันที่ 5 ตุลาคม 2561

ก่อนกลับจากบ้านแม่ ผมไปที่ห้องนอนเก่า ที่กลายเป็นห้องเก็บของ รูปเก่าๆ ในกรอบวางเรียงไว้ คิดถึงพ่อขึ้นมา จริงๆ แล้วความทรงจำผมกับพ่อคือเมื่อพ่อเป็นข้าราชการบำนาญ  เงินบำนาญที่พ่อได้ตอนเกษียณเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อนเท่ากับข้าราชการระดับกลางอายุสามสิบกว่าๆ

การเลี้ยงลูกสามคนด้วยเงินเท่านี้เป็นภาระที่หนักมาก แต่เพราะสวัสดิการต่างๆ ที่ยังคงอยู่ทำให้เราพออยู่ได้ ถึงแม้ว่าพ่อจะเป็นคนประหยัดไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวเตร่และรับผิดชอบต่อครอบครัว วางแผนการเงินดี แต่เงินเก็บครอบครัวก็น่าจะหมดไปตั้งแต่พ่อเกษียณได้ไม่กี่ปี จริงๆ เราอยู่กันด้วยเงินบำนาญของพ่อนี่แหละ

แม้รายได้จะน้อยแต่การมีสวัสดิการผ่านสิทธิข้าราชการบำนาญ อย่างน้อยก็ทำให้บ้านเราไม่ต้องล้มละลายจากการรักษาพยาบาล

อย่างน้อยเราไม่เริ่มด้วยชีวิตที่มีหนี้

แม้ไม่ร่ำรวย แต่มันก็พอให้เราตามความฝันได้ พอมีทางเลือกกับชีวิตได้

ประมาณปีพ.ศ. 2550-2551 ฐานะที่บ้านเราแย่ลงโดยไม่มีอุบัติเหตุอะไร ก็แค่รายได้เท่าเดิม และค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

ผมได้เงินเดือนหลังจบ ป.ตรี 8,000 บาท แบ่งเป็นค่าขนมน้องสาว 3,000 บาท ออมเองไว้ 2,000 เหลือใช้เอง 3,000 เวลาผ่านไปสิบกว่าปีผมยังใช้เงินเดือนละ 3,000 เหมือนเดิม ผู้ใช้แรงงานหลายสิบล้านคนก็คงเหมือนผม

เมื่อเรียนปริญญาตรีทุกเปิดเทอมน้องสาวผมต้องสัมภาษณ์ขอรับทุนสำหรับผู้มีรายได้น้อย ต้องประจานความจนถ่ายรูปบ้านมุมที่จนที่สุด ผ่านการสัมภาษณ์เพื่อยืนยันว่ามีความจำเป็นอย่างแท้จริง เป็นระบบที่ทำลายศักดิ์ศรีมนุษย์มาก

พวกคนรวยก็อวดโอ่ผ่านบุญวาสนาที่ช่วยคนรายได้น้อย พวกเสรีนิยมก็เยาะหยามว่าเป็นธรรมดาของโลก

ภาพจากการเดินทางของทีมพรรคอนาคตใหม่
ที่ เกาะศรีบอยา จังหวัดกระบี่

พ่อตายจากโลกนี้ไปด้วยความพยายามอย่างมากให้เราได้อยู่ในโลกที่เราเป็นเจ้าของได้ แต่พ่อทำไม่สำเร็จ เรายังอยู่ในโลกที่ต้องดิ้นรน ไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรนอกจาก แรง และหนี้

ทุกวันนี้ผมรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณระบบทุนนิยมพอๆ กับรู้สึกเป็นบุญคุณต่อธนบัตรที่ทำให้ผมซื้อข้าวได้ คือไม่รู้สึกอะไรกับมันทั้งนั้น ถ้าจะมีอะไรมาแทนมันได้ผมก็จะสรรเสริญผู้พยายามนั้นไม่ว่าจะสำเร็จนานช้าแค่ไหน

เราต้องการเพียงรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจรเท่านั้นที่จะเปลี่ยนระบบไร้ศักดิ์ศรีเหล่านั้น ให้ทุกอย่างกลายเป็นสิทธิพื้นฐาน สิทธิที่ทำให้ทุกคนมีความเป็นคนที่สมบูรณ์

ไม่ทำให้คนต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นหนี้ให้คนเดินตามความฝันของตัวเองได้

มนุษย์ที่มีหัวใจโดยพื้นฐานย่อมไม่ปรารถนาส่งต่อความเลวร้ายของยุคสมัยให้คนรุ่นถัดไป แล้วปลอบใจตัวเองว่าเราเปลี่ยนโลกไม่ได้ ?

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร 1 คน เริ่มต้นที่ 55,000 บาท/ปี แต่รายได้เฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 12,000 บาท/เดือน และค่าครองชีพตามมาตรฐานชีวิตที่ดีคือ 8,700 บาท/เดือน ดังนั้นหมายความว่าเด็กคนไทยเกินครึ่งจะเกิดมาพร้อมกับหนี้
  • Rowntree (ราว์นทรี) นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษทำการวิจัยในปีค.ศ. 1900 ว่าสังคมที่ไม่มีสวัสดิการแบบถ้วนหน้าชีวิตผู้คนจะมีลักษณะเหมือนเส้น W ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ เกิดมาพร้อมกับความยากจน เริ่มครอบครัวพร้อมกับความยากจน และแก่ชราพร้อมกับความยากจน ลักษณะนี้ยังคงเป็นจริงแม้เวลาผ่านมามากวาหนึ่งร้อยปี
  • ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เริ่มใช้ในปีพ.ศ. 2544 มีผลสัมฤทธิ์สำคัญคือการป้องกันการล้มละลายจากการรักษาพยาบาลที่ค่าใช้จ่ายสูง อย่างไรก็ตามปัจจุบันภาระด้านการรักษาพยาบาลในระดับครัวเรือนสูงขึ้นด้วยเวลาที่จำกัด ทำให้การใช้จ่ายกับโรงพยาบาลเอกชนสูงขึ้น เช่นเดียวกับที่งบประมาณและจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังไม่สอดรับกับความต้องการของผู้คน
  • ระบบสังคมสงเคราะห์ (Mean Test) เป็นระบบที่มองสวัสดิการเป็นเรื่องระหว่างคนรวยที่ใจดี ให้คนจนที่น่าสงสารผ่านงบประมาณที่จำกัด ต้องมีกระบวนการพิสูจน์ความจำเป็น ระบบนี้สร้างเงื่อนไขสิ้นเปลืองผ่านการตรวจสอบลดทอนศักดิ์ศรี และไม่มองว่าสวัสดิการควรเป็นสิทธิพื้นฐานสำหรับทุกคน