ตอบคำถามไทย 2 เท่า เอาให้ชัด วัดความต่าง หลักการเบื้องหลัง

เอาให้ชัด

คุณอยากเห็นประเทศไทยแบบไหน ?

พรรคอนาคตใหม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย จึงระดมสมองเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันและได้ข้อสรุปว่าเราอยากเห็น สังคมไทยที่เท่าเทียมกัน และประเทศไทยที่เท่าทันโลก

ความเท่าเทียมด้านสิทธิและโอกาสเป็นเงื่อนไขหลักที่จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตที่มีคุณค่าและเปี่ยมความหมาย แต่ชีวิตคนไทยทุกวันนี้ ตั้งแต่เกิด เข้าโรงเรียน หางานทำ สร้างครอบครัว ทำธุรกิจการค้า จนถึงยามเจ็บป่วยกลับเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ฐานะครอบครัวและเส้นสายกลายมาเป็นตัวกำหนดสิทธิและโอกาสในสังคม

ในขณะเดียวกัน สถานะของประเทศไทยในเวทีโลกก็ถดถอยลงเรื่อยๆ จากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ จนไม่สามารถยืนหยัดบนเวทีระหว่างประเทศได้อย่างสง่างาม ถูกประเทศอื่นๆ ผลัดกันแซงหน้า เพราะเราไม่สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ และไม่เคยตั้งเป้าการพัฒนาให้ทัดเทียมกับสากล

สังคมไทยไม่เท่าเทียมกัน ส่วนประเทศไทยก็ไม่เท่าทันโลก นี่คือปัญหาใหญ่ที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ทำไมต้องไทย 2 เท่า?

พรรคอนาคตใหม่เรียกวิสัยทัศน์นี้ว่า ไทย 2 เท่า เพื่อสรุปทิศทางที่เราอยากผลักดันและธงที่อยากปักไว้เป็นเป้าหมายร่วมกัน

เท่าเทียมและเท่าทันจำเป็นต้องมาพร้อมกัน เราจะมุ่งแต่ก้าวไปให้ทันโลก โดยไม่สนใจความเท่าเทียมก็คงไม่มีประโยชน์ เช่น หากจะนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามาใช้ แต่ไม่คำนึงถึงว่าเกษตรกรรายเล็กรายน้อยจะเข้าถึงได้หรือไม่ ดอกผลของการพัฒนาก็จะตกอยู่ในกลุ่มคนเพียงหยิบมือเหมือนที่เป็นมา

ในทำนองเดียวกัน เราจะสนใจแต่ความเท่าเทียมโดยไม่เรียนรู้บทเรียนจากโลกภายนอก หรือไม่ตั้งเป้าว่าจะแข่งกับต่างประเทศอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะนโยบายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขจัดความยากจน ระบบสวัสดิการ หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรม ต่างเคยผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วในประเทศต่างๆ เราสามารถนำบทเรียนเหล่านี้มาใช้ให้เหมาะกับประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์หรือผิดพลาดโดยไม่จำเป็น

เราจึงคิดและออกแบบนโยบายโดยยึดหลักเท่าเทียมกันและเท่าทันโลกไปพร้อมๆ กัน

แล้วยังต้องดูจีดีพีอยู่ไหม ?

หลักการไทย 2 เท่า ยังต้องการให้ประเทศไทยหันไปสนใจตัวชี้วัดอื่นๆ ที่ไปไกลกว่าจีดีพี (GDP – ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ที่สังคมไทยยึดเป็นเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจมาหลายทศวรรษ

เราจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจสังคมเพื่อความชัดเจนในการกำหนดเป้าหมาย แต่จะต้องเป็นตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับชีวิตคนไทยในแต่ละกลุ่มแต่ละพื้นที่ เป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้และสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ได้จริง

เช่น ในภาคอุตสาหกรรมเราควรหันมาสนใจมูลค่าเพิ่ม (value added) ที่ตกอยู่ในประเทศ และอาจตั้งเป้าหมายใหม่ว่าเราต้องการให้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลากี่ปี หรือในภาคเกษตรเราก็ควรหันมาสนใจรายได้ต่อหัวหรือหนี้ครัวเรือนมากขึ้น และนำมากำหนดเป็นเป้าหมายของการพัฒนา แทนที่จะยึดติดกับตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว การเลือกตัวชี้วัดใหม่นี้จำเป็นต้องปรึกษาหารือกับคนในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ได้เป้าหมายที่สังคมมีฉันทามติร่วมกัน โดยตัวชี้วัดควรสะท้อนทั้งความเท่าเทียมกันในสังคมไทย และมาตรฐานสากลที่จะช่วยยกระดับประเทศไทยให้เท่าทันโลก

นโยบายในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ?

ไทย 2 เท่า คือวิสัยทัศน์ของพรรคอนาคตใหม่ คือทิศทางของประเทศไทยที่เราอยากผลักดัน

ในระยะเวลาห้าเดือนต่อจากนี้ พรรคอนาคตใหม่จะทยอยนำเสนอนโยบายหลักทั้งในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรก้าวหน้า ยกระดับการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม การเพิ่มอำนาจท้องถิ่น และการลดความเหลื่อมล้ำ โดยนโยบายทั้งหมดจะร้อยรัดเชื่อมโยงกันภายใต้กรอบคิดเดียวกัน

ขอชัดๆ สั้นๆ อีกสักที?

การคิดนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ยึดหลัก เท่าเทียมกัน + เท่าทันโลก และสนับสนุนการใช้ตัวชี้วัดอื่นที่ไปไกลกว่าจีดีพี

วัดความแตกต่าง

ไทย 2 เท่าแตกต่างจากนโยบายที่มีอยู่แล้วอย่างไร?

นโยบายรัฐบาลต่างๆ ที่เคยมีมามักจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ไม่ตอบโจทย์ทั้งสองขาไปพร้อมกัน หลายนโยบายต้องการสนับสนุนความเท่าเทียมแต่ก็ไม่สนใจความเท่าทันโลก จึงไม่ได้ออกแบบให้มีเป้าหมายในระยะยาวหรือไม่มีมาตรฐานสากลในการประเมินผล

ในขณะที่บางนโยบายก็หยิบยืมแนวคิดหรือเครื่องมือจากต่างประเทศ โดยไม่ได้สนใจว่าคนไทยแต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์ทั่วถึงหรือไม่ จึงยิ่งไปซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคมให้หนักขึ้นกว่าเดิม

การออกแบบนโยบายโดยคำนึงถึงทั้งหลักเท่าเทียมกัน + เท่าทันโลก ไปพร้อมๆ กันจึงเป็นวิธีคิดที่แตกต่างจากนโยบายที่มีอยู่

แล้วเหมือนหรือต่างกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี?

แนวทางการทำนโยบายของพรรคอนาคตใหม่แตกต่างจาก ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ทั้งในด้านกระบวนการจัดทำ ลำดับความสำคัญ และบทบาทของระบบราชการ

กระบวนการจัดทำ ถึงแม้ยุทธศาสตร์ชาติฯ จะอ้างว่ามีการ “รับฟังความคิดเห็น” แต่ก็เป็นไปอย่างจำกัด เช่น ไม่มีการรับฟังในร่างสุดท้าย ทั้งยังดำเนินงานภายใต้รัฐบาลคสช. ที่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่เริ่มต้นการทำนโยบายจากการรับฟังประชาชนในพื้นที่ และนำเสนอนโยบายผ่านกลไกประชาธิปไตย ที่ประชาชนสามารถแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยผ่านการเลือกตั้งและช่องทางสาธารณะอื่นๆ

ลำดับความสำคัญ ถึงแม้ยุทธศาสตร์ชาติฯ จะครอบคลุมนโยบายหลายด้าน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงของกองทัพ” เป็นลำดับแรก ต่างจากพรรคอนาคตใหม่ที่ยึดความมั่นคงของประชาชนเป็นหลัก และมุ่งเสริมสร้างความเท่าเทียมด้านสิทธิและโอกาสของคนในสังคม

บทบาทของระบบราชการ กลไกราชการซึ่งต้องรับผิดชอบจัดการนโยบายต่างๆ ประสบปัญหาทั้งในด้านประสิทธิภาพและความโปร่งใส แต่ยุทธศาสตร์ชาติฯ ไม่ได้มุ่งเน้นการปฏิรูประบบราชการเพื่อประชาชนแต่อย่างใด ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่เห็นว่าระบบราชการที่มีอยู่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา จึงสนับสนุนการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมๆ กับการเพิ่มอำนาจประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ผ่านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

หลักการเบื้องหลัง

มีหลักการทางวิชาการรองรับหรือไม่?

การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของไทยที่ผ่านมามีลักษณะ โตไม่ทันเพื่อน และ ยิ่งโตยิ่งเหลื่อมล้ำ แม้เศรษฐกิจไทยจะเคยเติบโตสูงในบางช่วง แต่โดยรวมแล้วก็ยังไปไกลไม่เท่าประเทศที่เริ่มพัฒนามาพร้อมๆ กันอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย เพราะการเติบโตที่ผ่านมาของไทยตั้งอยู่บนเป้าหมายการเป็น “ฐานการลงทุน” ให้กับกิจการต่างชาติ เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำให้ตัวเลขส่งออกและจีดีพีสูงขึ้นภายในเวลาสั้นๆ แต่ไม่เคยสนใจการพัฒนาเทคโนโลยีและทักษะความสามารถของเราเองอย่างจริงจัง จนงานวิชาการหลายชิ้นเรียกการพัฒนาของไทยว่าเป็น Technologyless Industrialization หรือ “การพัฒนาอุตสาหกรรมโดยไร้เทคโนโลยี” ซึ่งทำให้ในระยะยาว ไทยไม่สามารถไล่กวดทันกับประเทศอื่นได้

นอกจากนี้ ไทยยังยิ่งโตยิ่งเหลื่อมล้ำ เพราะเลือกแนวทางการพัฒนาที่ไม่เคยคำนึงถึงการกระจายรายได้ เช่น ไม่เคยมีการปฏิรูปที่ดินจริงจัง ไม่เคยมีระบบสวัสดิการก้าวหน้า แทนที่ยิ่งเติบโตจะยิ่งเท่าเทียมเหมือนในหลายประเทศ กลับกลายเป็นยิ่งเติบโต ช่องว่างระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ทั้งในด้านรายได้ ทรัพย์สิน หรือที่ดิน ยิ่งห่างกันออกไป แม้แต่ชนชั้นกลางในประเทศไทยก็อาจมีคุณภาพชีวิตไม่ต่างจากแรงงานรับจ้างหาเช้ากินค่ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีความเหลื่อมล้ำระดับสูงในเชิงพื้นที่ จนกรุงเทพฯ กลายเป็นประเทศไทย เนื่องจากงบประมาณของทั้งประเทศกระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลถึงร้อยละ 72 แม้ว่าจะมีประชากรเพียงร้อยละ 17 และสร้างผลผลิตเพียงร้อยละ 26 เท่านั้น ในด้าน เงินอุดหนุนต่อหัว ด้านการศึกษาและสาธารณสุข คนกรุงเทพฯ ก็ได้รับเงินสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ไม่น้อยกว่า  4 เท่าตัว 

พรรคอนาคตใหม่เห็นตรงกับงานศึกษาจำนวนมากว่า ความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน เราไม่อาจใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบที่เคยเป็นมาแล้วหวังให้ผลลัพธ์ดีขึ้นได้ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียม และทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับดอกผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ

“เท่าเทียมกัน” จะขัดกับ “เท่าทันโลก” หรือเปล่า?

หากเราถอดบทเรียนจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ เราจะเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกันส่งผลต่อสังคมคนละแบบ ใครเป็นหัวหอกการพัฒนา จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้กับไต้หวัน ซึ่งเติบโตจากประเทศยากจนมาเป็นประเทศร่ำรวยในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ เกาหลีใต้ ใช้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ซัมซุง ฮุนได เป็นหัวหอกในการพัฒนา ผ่านการอุดหนุนช่วยเหลือจากรัฐ จึงเป็นการเติบโตที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่ ไต้หวัน เลือกสนับสนุนกิจการขนาดเล็กอย่าง SMEs ให้เป็นหัวหอกเศรษฐกิจ การพัฒนาจึงรักษาระดับความเท่าเทียมกันในสังคมได้ดีกว่าเกาหลีใต้

อย่างไรก็ดี การส่งเสริม SMEs ของไต้หวันก็ไปคนละทิศทางกับของไทย เพราะมียุทธศาสตร์ชัดเจนว่าต้องการให้กิจการเหล่านี้ก้าวขึ้นเป็น Global SMEs ที่สามารถรับช่วงการผลิตชิ้นส่วนจากบริษัทระดับโลก โดยไม่จำเป็นต้องมีแบรนด์เป็นของตัวเอง แต่มีเน้นการพัฒนาทักษะและนวัตกรรมเชิงกระบวนการผลิต

ไต้หวันจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ความเท่าเทียมกันและความเท่าทันโลกสามารถมาพร้อมกันได้หากรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น