คำแถลง “ก้าวย่างของอนาคตใหม่” – พรรณิการ์ วานิช

วันที่ 1 ตุลาคม 2561

ยินดีต้อนรับสื่อมวลชนทุกท่าน และสวัสดีชาวอนาคตใหม่ที่รับชมผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์จากทั่วประเทศไทย และทุกมุมโลก

เชื่อว่าในบรรดาผู้ที่อยู่กับเราตอนนี้ มีไม่น้อยที่ได้ติดตามอนาคตใหม่มาตั้งแต่ก้าวแรก ตั้งแต่วันที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศเข้ามาทำงานการเมืองเป็นครั้งแรกกับบีบีซีไทย ต่อด้วยการประกาศเข้าสู่สนามการเมืองของปิยบุตร แสงกนกกุล นักกฎหมายจากธรรมศาสตร์ การประกาศครั้งนั้นสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองครั้งใหม่ ก่อกำเนิดความคาดหวังในสังคมไทยขึ้นว่า หลังจากกว่า 10 ปีของวังวนแห่งความขัดแย้งทางการเมืองซ้ำซาก จะมีพลังใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แต่ในวันนั้น ไม่มีใครคิดว่าพรรคใหม่ที่ก่อร่างสร้างโดยคนไร้ประสบการณ์การเมืองไม่กี่คน ไม่มีแม้แต่ชื่อพรรค จะประสบความสำเร็จในสนามการเมืองไทย

ถูกแล้ว ที่คนเพียงไม่กี่คน ไม่สามารถฝ่าสนามการเมืองที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ แต่ถ้าคนในประเทศนับหมื่น นับแสน หรือนับล้าน กล้าลุกขึ้นแสดงพลังพร้อมๆ กัน พลังนั้นย่อมมหาศาล

หมุดหมายแรก พลังนั้นแสดงออกเป็นครั้งแรกผ่าน #ช่วยธนาธรตั้งชื่อพรรค แฮชแท็กที่เริ่มขึ้นจากคนธรรมดาทั่วไป แล้วใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย มีการระดมสมองมากมายเพื่อเสนอชื่อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพรรคใหม่ คนใหม่ เพื่ออนาคตใหม่ การเมืองใหม่ของประเทศไทย

และนี่ก็คือข้อพิสูจน์ว่า อนาคตใหม่ ก่อกำเนิดขึ้นมาโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ย่างก้าวแรก

หมุดหมายที่ 2 หลังจากการจดจองชื่อพรรค แม้จะยังไม่ได้มีสถานะเป็นพรรคการเมือง แต่อนาคตใหม่ก็เริ่มการทำงานการเมือง ซึ่งสำหรับเรา การทำงานการเมืองไม่ใช่การหาหัวคะแนน ไม่ใช่การหาส.ส.เก่าที่มีเสียงในมือหลักหมื่นหรือหลักแสน แต่คือการทำเรื่องพื้นฐานที่สุดของการเมือง คือการเข้าใจปัญหาและความคิด ความเห็นของคนไทยเกี่ยวกับปัญหานั้นๆ เราเริ่มต้นทำทาวน์ฮอล จัดเวทีพูดคุยกับประชาชนในจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ กลาง อีสาน และภาคใต้ และทุกความเห็น ทุกเสียงสะท้อนจากประชาชน ก็ได้กลายเป็นฐานข้อมูลสำหรับการออกแบบนโยบายของเรา

ในทุกเวทีที่เราไปจัด ไปเปิดให้คนในท้องถิ่นได้เปล่งเสียงบอกปัญหาและความต้องการของพวกเขา  เราพบว่าท่ามกลางการเมืองแห่งความกลัวและความหวาดระแวง ท่ามกลางการปกครองของรัฐบาลทหาร ท่ามกลางการจับตามองจากตำรวจทหารในพื้นที่ สิ่งที่ประชาชนโหยหาอย่างยิ่ง ก็คือพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ตั้งใจฟังประชาชน มากกว่าพูดให้ประชาชนฟังแต่เพียงอย่างเดียว

จนถึงวันนี้ ทีมอนาคตใหม่ เดินทางไปแล้วเกือบ 70 จังหวัดทั่วประเทศไทย และเรายืนยันว่าจะไปให้ครบทุกจังหวัด เพื่อรับฟังทุกเสียงเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้พรรคของเราตอบสนองต่อความทุกข์ยาก และความหวังของประชาชนมากที่สุด

สำหรับพรรคที่ตั้งใจเปลี่ยนประเทศไทย นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ

และสำหรับพรรคที่ต้องการส่งผู้สมัครลงครบทั้ง 350 เขตเลือกตั้ง การไปให้ครบ 77 จังหวัด เท่ากับเป็นการประกาศปักธงลงบนพื้นที่นั้น เพื่อยืนยันว่าทุกที่คือฐานเสียงอนาคตใหม่ ทุกจังหวัดมีความเป็นไปได้ เพราะไม่ว่าที่ไหน ย่อมมีคนที่ต้องการอนาคตใหม่ที่ดีกว่า ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ อนาคตใหม่มีทีมทำงานแล้วใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ มีอาสาสมัครเกือบ 10,000 คน ตั้งแต่ยังไม่มีสถานะพรรคการเมือง และพร้อมลงสู้ศึกเลือกตั้งในทุกเขต

เวทีที่จัดในแต่ละจังหวัด ยังทำให้เราได้เข้าใจว่าประเทศนี้ไม่ได้อับจนความคิดสร้างสรรค์ อับจนทรัพยากร อับจนบุคลากรที่มีความสามารถ แต่กลับอับจนอำนาจที่จะใช้แก้ไขปัญหา เพราะการเมืองไม่เคยเปิดให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง และยิ่งตอกย้ำให้เรามั่นใจในทางเดินที่เราปูไว้ ว่าอนาคตใหม่จะต้องเป็นพรรคที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพื่อคืนการเมืองให้เป็นเรื่องของคนทุกคน

หมุดหมายที่ 3 วันที่ 27 พฤษภาคม เป็นอีกวันที่อนาคตใหม่พิสูจน์ว่าภารกิจคืนการเมืองสู่สังคมไทย ทำการเมืองให้เป็นเรื่องสนุก และประชาชนมีส่วนร่วมได้ง่าย ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ หากตั้งใจทำ การประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ มีสมาชิกก่อตั้งเกือบ 700 คนเข้าร่วมจากทุกจังหวัดในประเทศไทย และมีคนอีกเกือบ 3,000 คนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในงาน มารับฟังสุนทรพจน์แรกของหัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร นี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีนับจากรัฐประหาร ที่คนไทยได้รู้สึกว่าการเมืองคือเรื่องที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้อยากสนุกสนานและสร้างสรรค์

แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ การเมืองใหม่ไม่สามารถจะอยู่แต่ในประเทศได้ เพราะยุคดิจิทัล โลกล้อมไทย จนเราผู้จมปลักกับความขัดแย้งทางการเมืองกำลังล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านไปทุกที อนาคตใหม่เดินทางไปในหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐฯ และแคนาดา ได้ไปบรรยายถึงสถานการณ์การเมืองไทยในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย และเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศกับรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงผูกมิตรกับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และพบกับผู้นำในกลุ่มประเทศโลกเสรี

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้เป็นผู้นำพรรคการเมืองคนเดียวในเอเชีย ที่ขึ้นพูดในเวที Global Progress Summit ที่นครมอนทรีออล และได้รับเชิญให้เข้าพบกับจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา รวมถึงได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในเวที Concordia Summit ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเวทีคู่ขนานกับการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

บนเวทีเหล่านี้ เราได้ประกาศว่าจะต่อสู้เพื่อนำประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ประเทศไทย และไทยจะกลับมาเป็นประทีปแห่งประชาธิปไตย เป็นต้นแบบความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคอีกครั้ง

เป็นประเทศไทยที่เท่าทันโลก

หมุดหมายที่ 4 วันนี้ อนาคตใหม่เดินทางมาถึงหมุดหมายที่สำคัญอีกครั้ง จุดที่เราถือกำเนิดในฐานะพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ เป็นก้าวแรกครั้งใหม่ ก้าวใหญ่ที่จะนำไปสู่การรับสมัครสมาชิก ระดมทุน การประกาศนโยบาย และรณรงค์หาเสียง ก้าวสู่การเมืองที่สร้างสรรค์ การเมืองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

ก้าวย่างที่ผ่านมาของอนาคตใหม่ คือก้าวที่เหนื่อยยาก ทำงานแข่งกับเวลา ด้วยบรรยากาศการเมืองที่ไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยข้อจำกัดของกฎหมาย แต่เราเชื่อมั่นว่านี่คือก้าวที่มั่นคงและถูกต้อง การเริ่มต้นที่ยากลำบากแต่มุ่งหน้าสู่จุดหมายที่ถูกต้องนี้ จะทำให้เรายืนหยัดทำงานการเมืองได้ในระยะยาว เป็นพรรคมวลชน เป็นสถาบันหลักของประเทศ เป็นเสาเข็มตอกหลักปักฐานประชาธิปไตย เพื่ออนาคตใหม่ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

หากย้อนกลับไป 7 เดือนที่แล้ว ยากจะมีใครเชื่อว่าอนาคตใหม่เดินทางมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่พรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองหน้าใหม่ การทำงานการเมืองแบบใหม่ ได้รับการยอมรับในฐานะพรรคทางหลักที่ได้รับความนิยมติด 1 ใน 4 ของประเทศ ชื่อของธนาธร ติดอันดับ 1 ใน 3 ผู้ที่คนไทยอยากเห็นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

7 เดือนที่ผ่านมา เรามาได้ไกลเท่านี้ อีก 5 เดือนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง เราจะมุ่งมั่นทำงานอย่างแข็งขันต่อไป แต่อนาคตใหม่จะไปได้ไกลถึงไหน

ขึ้นอยู่กับพวกคุณ ประชาชน