fbpx

อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา โดย พรรณิการ์ วานิช #1MDB

เรียน ประชาชนที่เคารพ

เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจจากวันพรุ่งนี้ไปจนถึง 27 กุมภาพันธ์ คงจะได้เสนอข้อเท็จจริงหลายกรณีที่ทำให้เชื่อได้อย่างเต็มใจว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สมควรได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป แต่กรณีทั้งหมดเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่สิ่งที่ดิฉันจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้ และไม่อาจคาดคิดมาก่อนเลยว่า รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สมรู้ร่วมคิดปกปิดผู้กระทำผิดในคดีอาชญากรรมการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
นั่นก็คือคดี 1MDB

หลักฐาน ข้อมูลที่ดิฉันจะกล่าวต่อจากนี้ไป เป็นเหตุทำให้ควรเชื่อได้ว่ารัฐบาลพลเอกกประยุทธ์ จันทร์โอชากระทำการ

1. ปกปิดข้อเท็จจริงกรณีอาชญากรรมการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากการรับรู้ของประชาชน ทั้งคนมาเลเซีย คนไทย และประชาคมโลก
2. บิดผันกระบวนการยุติธรรม เอาคนบริสุทธิ์เขาคุก และปล่อยให้อาชญากรข้ามชาติลอยนวล
3. ให้ที่พักพิง หลบซ่อนตัวแก่ผู้ต้องหาที่มีหมายแดงจากอินเตอร์โพล หรือตำรวจสากล ที่เป็นที่ต้องการตัวในหลายประเทศ
4. บ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีกับชาติพันธมิตรของไทย

ทั้งหมดนี้คือการใช้อำนาจในทางมิชอบ เอาจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศของไทยไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นการกระทำที่น่าละอาย อย่าว่าแต่น่าละอายในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่เกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน แต่ยังน่าละอายในฐานะคนที่ประกาศว่าตนเอง “รักชาติ” ด้วย

ก่อนที่ดิฉันจะชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกท่านทราบ ว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดี 1MDB ได้อย่างไร ขอกล่าวถึงคดี 1MDB โดยคร่าวก่อน มิฉะนั้นท่านจะไม่ตระหนักถึงความหนักหนาสาหัสของการที่พลเอกประยุทธ์ สมรู้ร่วมคิดปกปิดความผิดของบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีอื้อฉาวนี้

คดี 1MDB เป็นเรื่องอื้อฉาวทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก นาจิบ ราซัค นายกฯ มาเลเซีย ก่อตั้งกองทุนแห่งรัฐ หรือ Sovereign Wealth Fund นี้ขึ้น เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว ทั้งด้านการท่องเที่ยว พลังงาน อุตสาหกรรม และหวังให้กัวลาลัมเปอร์เป็นศูนย์กลางด้านการเงินของภูมิภาค แต่กองทุนกลับประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง จนมีหนี้สะสมกว่า 3.7 แสนล้านบาทภายใน 6 ปี

ในปี 2558 แคลร์ บราวน์ แห่งซาราวัก รีพอร์ท และแบรดลี โฮป กับทอม ไรท์ สองนักข่าวสายการเงินแห่ง WSJ ตีแผ่ข้อมูลว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ที่มีไว้สำหรับช่วยเหลือประชาชนมาเลเซียในกองทุนเพื่อการพัฒนาของรัฐ 1 มาเลเซีย ดีเวลอปเมนต์ เบอร์ฮัด หรือ 1MDB หายเข้าสู่ระบบการเงินโลกอย่างมีเงื่อนงำ อัยการสหรัฐฯ และมาเลเซีย ระบุว่า เงินดังกล่าวไหลเข้าสู่กระเป๋าของผู้ทรงอิทธิพลเพียงไม่กี่คน ซึ่งพวกเขานำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์หรู เครื่องบินส่วนตัว และงานศิลปะของจิตรกรเอกของโลกอย่าง แวน โกะห์ และโมเนต์ รวมทั้งนำไปลงทุนสร้างหนังดังของฮอลลีวูด Wolf of Wallstreet

การยักยอกเงินจากกองทุน 1MDB มีเครือข่ายโยงใยเกี่ยวพันทั่วโลก ทำให้มีถึง 10 ประเทศเดินหน้าสอบสวนเรื่องนี้ ตั้งแต่ออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ลักเซมเบิร์ก ซีเชลส์ สหรัฐฯ อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีหลายคนถูกออกหมายแดง หรือ Red Notice โดยอินเตอร์โพล
ประเทศที่จริงจังในการสอบสวนเรื่องนี้ที่สุด คือสหรัฐฯ มีคดีความเรื่องนี้อยู่กว่า 10 คดี อันเนื่องมาจากเงินจำนวนมากถูกนำมาฟอกในสหรัฐฯ โดยปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีการยักยอกทรัพย์สินมูลค่ากว่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ หรือ 140,000 ล้านบาทไปจากกองทุน 1MDB โดยเงิน 681 ล้านดอลลาร์ หรือ 2 หมื่นล้านบาท ถูกนำเข้าบัญชี “เจ้าหน้าที่รัฐมาเลเซียหมายเลข 1” โดยตรง ซึ่งภายหลังมาเลเซียเปิดเผยว่าบุคคลนั้นก็คือนาจิบ โดยเงิน 20,000 ล้านที่ว่านี้ ในตอนแรกนจิบอ้างว่าเป็นเงินที่ได้รับบริจาคจากสมาชิกราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย แต่กำลังมีการสอบสวนว่าเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินบริจาคโดยเสน่หา แต่คือภาษีประชาชนมาเลเซียที่ถูกยักยอกไป

ท่ามกลางความซับซ้อนของเครือข่ายฟอกเงิน 1MDB ที่เอาเงินจากกองทุนไปลงทุนโดยไม่คำนึงถึงกำไร หวังเพียงหาช่องไซฟอนเข้ากระเป๋าพรรคพวก ความซับซ้อนนี้ก็เรียบง่ายตรงที่ นี่คือการปล้นเงินภาษีของคนมาเลเซียครั้งใหญ่ที่สุด และความพยายามในการปกปิดเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปิดปากสื่อ ปลดอัยการสูงสุดมาเลเซียที่สอบสวนคดีนี้ ปิดปากพยานผู้รู้เห็นด้วยคดีความและการข่มขู่ ได้ทำให้พรรคอัมโนที่ไม่เคยแพ้การเลือกตั้งมาตลอด 50 กว่าปี ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป และนาจิบถูกดำเนินคดีถึง 42 คดี

อาจกล่าวได้ว่าความล่มสลายของระบอบนาจิบและอัมโน ไม่ได้เกิดจากการทุจริตยักยอกเงินเสียทีเดียว แต่เกิดจากความพยายามใช้อำนาจในทางมิชอบ ทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดความผิดนี้ และที่น่าอับอายสำหรับเราคนไทย ก็คือรัฐบาลไทยได้มีส่วนสำคัญในการช่วยนาจิบปกปิดเรื่องอื้อฉาวระดับโลกนี้ด้วย

แล้วทำไมไทยจึงต้องเข้าไปพัวพันเรื่องนี้? ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับคดีนี้เลย ถ้าไม่เกิดรัฐประหาร

พลเอกประยุทธ์ โค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วยกำลังทหาร ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในเวลานั้น รัฐบาลทหารขาดความชอบธรรมอย่างหนักทั้งในและนอกประเทศ การบังคับควบคุมในประเทศยังพอทำได้ด้วยมาตรา 44 และการควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ แต่การขอความยอมรับจากนานาอารยประเทศ ไม่อาจได้มาโดยการบังคับ เราจึงได้เห็นนโยบายต่างประเทศแบบหงอ เอาอกเอาใจคนอื่นไปทั่ว เพียงเพื่อขอความยอมรับจากประเทศอื่น

ในเวลานั้นเอง นาจิบ ราซัค ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก ความผิดปกติในกองทุน 1MDB เริ่มมีผู้ระแคะระคาย และเสี่ยงต่อการถูกเปิดโปง นาจิบเองก็กำลังต้องการเพื่อนผู้ช่วยเหลือในยามยาก และนั่นก็ทำให้เขาตัดสินใจเป็นผู้นำคนแรกในโลกที่ให้การรับรองรัฐบาลทหารของไทย และส่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเยือนรัฐบาลไทยในวันที่ 4 มิถุนายน 2557 เพียง 2 สัปดาห์หลังรัฐประหาร นาจิบเป็นนักการเมืองที่ฉลาด เขารู้ว่าในเวลาที่ตัวเองกำลังเสี่ยงเจอเรื่องอื้อฉาว การผูกมิตรกับเพื่อนผู้นำจะเป็นประโยชน์ในอนาคต

การรับรองรัฐบาลทหารในครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ดิฉันขอเรียกว่า “พันธมิตรมืด” ระหว่างพลเอกประยุทธ์
และนาจิบ

ผ่านไปไม่กี่เดือน พันธมิตรที่นาจิบสร้างไว้ก็ได้เวลาใช้ประโยชน์ ซาเวียร์ ฆุสโต ชายชาวสวิสเชื้อสายสเปน หนึ่งในผู้บริหารของเปโตรซาอุดี บริษัทที่เป็นเครือข่ายฟอกเงินของแก๊ง 1MDB ลาออกจากบริษัทพร้อมนำข้อมูลอีเมล 230,000 ฉบับ รวม 90 กิกกะไบต์ เปิดต่อสาธารณะ ผ่านแคลร์ บราวน์ แห่งซาราวัค รีพอร์ท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 และในเดือนมิถุนายน วอลสตรีท เจอร์นัล ก็ตีพิมพ์เรื่องนี้จนกลายเป็นข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลก

ดิฉันได้พูดคุยกับแคลร์ บราวน์ และซาเวียร์ ฆุสโต ด้วยตนเอง พวกเขายืนยันว่าถูกคุกคามอย่างหนักจากนาจิบ แม้แคลร์จะมีศักดิ์เป็นถึงน้องสะใภ้ของกอร์ดอน บราวน์ อดีตนายกฯอังกฤษ เธอก็ยังถูกสะกดรอยตาม ถูกพยายามแฮ็กอีเมล ถูกดิสเครดิตว่าเป็นคนสติไม่สมประกอบ และทั้งแคลร์และซาเวียร์ ถูกป้ายสีว่าเป็นพวกที่สมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายค้าน แคลร์บอกว่าเธอตัดสินใจเดินทางกลับอังกฤษ เพราะรู้ตัวว่าไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ในมาเลเซีย หรือประเทศใดในอาเซียน ส่วนซาเวียร์ยังอยู่ในประเทศไทย เขาคิดจะลงหลักปักฐานที่เกาะสมุยพร้อมลอรา ภรรยา และซานเดอร์ ลูกที่เพิ่งคลอด

แต่ซาเวียร์ประมาทเกินไป เขาประมาทนาจิบ ผู้พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้เรื่อง 1MDB ไม่ถูกเปิดโปงไปมากกว่านี้ และเขาประมาทพันธมิตรมืดระหว่างนาจิบและประยุทธ์ สิ่งที่นาจิบต้องการมากที่สุดในขณะนั้น เพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง ก็คือปิดปากซาเวียร์ เอาข้อมูล 90 กิกกะไบต์กลับคืนมาอยู่ในมือ และทำลายความน่าเชื่อถือของทุกคนที่เปิดโปงเขา

โชคเข้าข้างนาจิบเหลือเกิน ที่ซาเวียร์อยู่ในเมืองไทย ที่ซึ่งมหามิตรของเขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดปกครองอยู่

บ่ายวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ตำรวจนับสิบบุกจับซาเวียร์ที่บ้านบนเกาะสมุย เขามาทราบภายหลังว่าตนเองถูกตั้งข้อหา “พยายามกรรโชกทรัพย์” จากตำรวจไทย ข้อมูลที่ทางสตช.แถลง ณ เวลานั้น คือบอกว่าได้รับการประสานจากบริษัทปิโตรซาอุดี ให้ดำเนินการจับกุมอดีตผู้ช่วยผู้บริหารของบริษัทที่โดนเลิกจ้างไป แล้วพยายามข่มขู่รีดเอาทรัพย์จากนายแพทริก มาฮอนี ผู้จัดการบริษัท เป็นเงินประมาณ 83 ล้านบาท มิฉะนั้นจะเปิดเผยข้อมูลความลับของบริษัท ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 เป็นที่น่าสังเกตว่า การจับกุมครั้งนี้ ตำรวจแถลงข่าวใหญ่โตมาก แต่แล้วกลับเงียบหาย มีการกำชับว่าบุคคลที่มีสิทธิ์ให้ข่าวเรื่องนี้ มีเพียงพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. และพล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร. ในขณะนั้น

ที่ผิดปกติยิ่งกว่า ก็คือ ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ต.อ. อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบฯ แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ทางการอังกฤษได้ส่งตำรวจมาร่วมสอบสวนคดีนี้ และไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการสอบสวนซาเวียร์ และในวันที่ 9 กรกฎาคม พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสตช.ในขณะนั้น ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ซาเวียร์ถูกควบคุมตัวเป็นกรณีพิเศษ เพราะมีความพยายามจะให้ผู้ต้องหาไม่ให้ความร่วมมือบอกข้อมูลกับตำรวจ จึงมีคำสั่งไม่ให้ใครเข้าเยี่ยมซาเวียร์โดยไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย

ขีดเส้นใต้ 3 เรื่องนี้ ตำรวจไทยบอกว่าอังกฤษส่งตำรวจมาสอบสวนซาเวียร์ ตำรวจไทยบอกว่าพร้อมให้ความร่วมมือนานาชาติที่จะสอบสวนซาเวียร์ และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมซาเวียร์โดยไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย

แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ทั้งหมดกลายเป็นปาหี่ระดับชาติ เป็นเรื่องต้มตุ๋นครั้งใหญ่ที่กระบวนการยุติธรรมไทยรวมหัวกับเครือข่าย 1MDB ยัดคนบริสุทธิ์เข้าคุก

1. ตำรวจไทยบอกว่าอังกฤษส่งตำรวจมาร่วมสอบสวน ในความเป็นจริง พอล ฟินนิแกน บุคคลที่อ้างว่าเป็นตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ด กลับเป็นตำรวจปลอม เขาเป็นอดีตตำรวจที่ปิโตรซาอุดีจ้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินคดีซาเวียร์ที่ไทย โดยหลักฐานสำคัญคืออีเมลจากแอทกินส์ ทอมป์สัน สำนักทนายความที่ปิโตรซาอุดีว่าจ้าง อีเมลนี้ส่งไปถึงสำนักข่าวเดอะ การ์เดียน ของอังกฤษ เพื่อชี้แจงแก้ต่างให้ปิโตรซาอุดี หลังจากการ์เดียนตีพิมพ์ข่าวคดีทุจริต 1MDB ในอีเมลนั้น ระบุชัดว่าปิโตรซาอุดี ว่าจ้าง “ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ผู้เป็นอดีตตำรวจ” เพื่อดูแลประสานงานกับทางการไทยในการดำเนินคดีซาเวียร์

เป็นไปได้หรือที่ตำรวจไทยไม่รู้ว่า ฟินนิแกนไม่ใช่ตำรวจ ไม่ได้ถูกส่งมาโดยรัฐบาลอังกฤษแต่เป็นคู่คดีของซาเวียร์ ฟินนิแกนคนนี้ยังเข้านอกออกในเรือนจำ พร้อมตำรวจกองปราบ บางครั้งก็เข้าไปคนเดียว โดยไม่เคยมีชื่อในบันทึกผู้เข้าเยี่ยม โดยมีหลักฐานเป็นคลิปเสียงที่พ.ต.อ.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก เจ้าของคดี พูดโทรศัพท์กับลอรา ภรรยาซาเวียร์ ยอมรับว่ารู้จักและคุ้นเคยกันดีกับฟินนิแกน

ฟินนิแกนคนนี้เป็นบุคคลสำคัญ ที่ทำงานให้แพทริก มาฮอนี ผู้จัดการปิโตรซาอุดี เจรจากับตำรวจไทย ให้ซาเวียร์รับสารภาพว่าเขาพยายามดิสเครดิตนาจิบ และเขากับแคลร์ บราวน์ สมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายค้านของมาเลเซียกุเรื่องการทุจริต 1MDB ขึ้นมาทั้งหมด และในขณะเดียวกันก็หลอกเอาฮาร์ดดิสก์ข้อมูลที่ซาเวียร์นำออกมาจากบริษัท คืนจากลอรา ซึ่งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยอ้างว่าเขาช่วยติดสินบนเจ้าหน้าที่ไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้ซาเวียร์ในคุกได้

2. ตำรวจไทยบอกว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับนานาชาติสอบสวนคดีนี้ แต่FBI ซึ่งกำลังสอบสวนคดี 1MDB อยู่อย่างเข้มข้น กลับถูกปฏิเสธการเข้าพบซาเวียร์ในเรือนจำถึง 3 ครั้ง จนสุดท้ายต้องไปติดต่อกับลอรา ภรรยาของซาเวียร์ที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้ลอราเขียนจดหมายถึงซาเวียร์ ลักลอบนำข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต 1MDB ออกมาจากเรือนจำ โดยลอราบอกว่าเธอทำงานกับ FBI นานถึง 6 เดือน ในการลักลอบนำข้อมูลจากซาเวียร์ออกมาจากเรือนจำ

3. แม้โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองจะยืนยันว่าไม่มีใครเข้าเยี่ยมซาเวียร์ได้โดยไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย แต่จากบันทึกบทสนทนาของลอรากับฟินนิแกน และลอรากับแพทริก มาฮอนี ที่ได้จากโทรศัพท์ของลอรา และเป็นหลักฐานที่ลอราใช้ฟ้องปิโตรซาอุดีในศาลสวิตเซอร์แลนด์ ยืนยันว่ามาฮอนี เจรจากับ “ปิงปอง” ได้ เพื่อให้ลอราและลูกได้เข้าเยี่ยมซาเวียร์แบบพิเศษ ในห้องทำงานของเลขาผู้บังคับการเรือนจำ
ปิงปองปรากฏในบทสนทนาของลอราและฟินนิแกนหลายครั้ง เขาคนนี้เป็นใคร จึงสามารถเจรจาเรื่องนี้ และอีกหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับคดีของซาเวียร์ได้ อีเมลที่ซาเวียร์ส่งให้กับทนายของเขา ในปี 2016 ยืนยันว่านายตำรวจที่มีรหัสลับว่า “ปิงปอง” ก็คือพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ นั่นเอง

 

 

ความผิดปกติทั้งหมดนี้เกิดจากแค่การรับเงินทองในเรือนจำ การติดสินบนตำรวจหรือ? การที่พอล ฟินนิแกน สกอตแลนด์ยาร์ดปลอม เข้านอกออกในเรือนจำได้เป็นว่าเล่น การที่ซาเวียร์ต้องเข้าไปเจอสภาพคุกไทย ไม่ได้พบใครนอกจากคนของเปโตรซาอุดีตลอด 1 เดือน จนยอมสารภาพเรื่องเท็จ การที่แพทริก มาฮอนี ผู้จัดการเปโตรซาอุดีกล้าพูดกับภรรยาของซาเวียร์ว่าเขา “เป็นเจ้าของคุก” และ “ควบคุม” รายชื่อคนเข้าเยี่ยมซาเวียร์ได้ การไม่ยอมส่งตัวซาเวียร์กลับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งที่เรามีสัญญาส่งตัวนักโทษกับเขา การที่ซาเวียร์โดนเนรเทศ 100 ปีทั้งที่โดนแค่ข้อหาพยายามกรรโชกทรัพย์ เป็นผลพวงของการทุจริตในวงราชการ หรือมันคือคำสั่งจากเบื้องบน ผลพวงของ “พันธมิตรมืด” ที่ต้องการช่วยนาจิบ เก็บซาเวียร์ไว้ในที่ปลอดภัยที่สุด นั่นก็คือคุกไทย ปล่อยให้คนของปิโตรซาอุดีเข้าไปเกลี้ยกล่อมจนซาเวียร์ยอมรับสารภาพ เอานักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์เขาถึงในเรือนนอน เพื่อเผยแพร่การสารภาพที่ว่านาจิบถูกใส่ร้าย คำสารภาพที่ปรากฏในภายหลังว่าไม่เป็นจริง ทั้งจากการสอบสวนของมาเลเซียและอีกหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ที่ไม่เคยได้รับความร่วมมือจากตำรวจไทยในการขอข้อมูลจากซาเวียร์

ความผิดปกติในคดีของซาเวียร์ไม่ได้มีเท่านี้ หลังจากเขาสารภาพ และถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี ในเดือนธันวาคม 2558 รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์พยายามเจรจาขอโอนตัวซาเวียร์กลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์ ในเดือนมกราคม 2559 ดิดิแยร์ บัวคัลเทอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ขอเจรจานำตัวซาเวียร์กลับมาตุภูมิ ปลายเดือนสิงหาคม ซาเวียร์ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทยว่า การส่งตัวเขากลับบ้านจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน การเจรจาบรรลุผลเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือเพียงรออนุมัติอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ในวันที่ 31 สิงหาคม ดีลนี้กลับถูกยกเลิก โดยในตอนแรก ทางสวิตเซอร์แลนด์คาดว่าเป็นเพียงการเลื่อนส่งตัว เนื่องจากนาจิบ ราซัค กำลังจะเดินทางเยือนไทย ในวันที่ 8-9 กันยายน รัฐบาลไทยจึงไม่อยากฉีกหน้านาจิบ

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า การส่งตัวไม่ได้ถูกเลื่อน แต่ถูกยกเลิกไปอย่างถาวร จนในเดือนกันยายน บัวคัลเทอร์ได้พบดอน ปรมัตถ์วินัย ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นิวยอร์ก เขาได้เจรจาขอซาเวียร์กลับมาตุภูมิอีกครั้ง แต่ก็ล้มเหลว กระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นชี้แจงว่า แม้ไทยกับสวิตเซอร์แลนด์จะมีสัญญาโอนตัวนักโทษข้ามแดน แต่ตามระเบียบของกระทรวง จะโอนนักโทษที่เหลือโทษจำคุกมากกว่า 1 ปีเท่านั้น กรณีซาเวียร์ เหลือโทษเพียง 9 เดือน จึงไม่เข้าข่าย

คำถามก็คือ สวิตเซอร์แลนด์ดำเนินการขอโอนตัวมาตั้งแต่มกราคม ถ้าไทยต้องการโอนตัวซาเวียร์กลับจริงก็ย่อมทำได้ แต่รอจนถึงเดือนกันยายน จึงปฏิเสธโดยอ้างกฎระเบียบ

และคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ สัญญาโอนตัวที่ทำกันไว้แล้วกับสวิตเซอร์แลนด์ เหตุใดจึงถูกยกเลิกไปในช่วงเวลาเดียวกับที่นาจิบเดินทางมาเยือนไทย

สุดท้าย ซาเวียร์ถูกปล่อยตัวในวันที่ 20 ธันวาคม 2559 พร้อมโดนเนรเทศจากประเทศไทย 100 ปี ในกรณีปกติ การเนรเทศจะกำหนด 5-15 ปี หรือถ้าคดีร้ายแรงเช่นคดียาเสพติด โทษสูงถึงจำคุกตลอดชีวิต พฤติการณ์กระทำผิดอุกอาจร้ายแรง ก็อาจโดน 50 ปี ตามดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่กรณีซาเวียร์ ซึ่งโดนข้อหา “พยายามกรรโชกทรัพย์” โทษจำคุก 6 ปี และในขณะนั้นการณ์ปรากฎชัดเจนแล้วว่าเรื่องการทุจริต 1MDB มีมูลจริง กลับโดนเนรเทศ 100 ปี หมายความว่าเขาจะไม่มีโอกาสกลับมาเหยียบแผ่นดินไทย ที่ที่เขาพบรักกับภรรยา ที่ที่ลูกชายของเขาถือกำเนิด และที่ที่เขาหวังว่าจะลงหลักปักฐานเป็นเรือนตาย ตลอดชีวิต

มาถึงตรงนี้ จึงต้องย้ำอีกครั้งว่าความผิดปกติทั้งหมดในคดีซาเวียร์ ตั้งแต่วันที่เขาถูกจับจนถึงวันที่ออกจากเรือนจำและถูกเนรเทศ 100 ปี ชี้ชัดว่าเขาถูกพันธมิตรมืดจับเข้าคุก เพื่อพยายามยับยั้งข่าวอื้อฉาวของ 1MDB เป็นไปไม่ได้เลยที่เรื่องที่เกิดกับซาเวียร์ จะเกิดจากการติดสินบนเจ้าหน้าที่โดยปิโตรซาอุดีเท่านั้น เพราะเรื่องเกี่ยวโยงกับตำรวจ เรือนจำ ไปจนถึงกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เรื่องใหญ่ที่ข้ามหลายหน่วยงานขนาดนี้ ไม่ได้ทำได้โดยข้าราชการประจำ ทั้งหมดนี้ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บิดผันกระบวนการยุติธรรม จับคนบริสุทธิ์เข้าคุกเพื่อปิดปาก ปิดกั้น FBI ไม่ให้เข้าถึงแหล่งข่าว ไม่สนใจหลักกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องการโอนตัวนักโทษ ไม่สนใจความสัมพันธ์กับประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งหมดนี้เป็นไปเพียงเพื่อตอบสนอง “พันธมิตรมืด” ช่วยนาจิบปกปิดความผิดในคดี 1MDB

มาถึงตรงนี้ ต้องทบทวนกันนิดว่า แล้วทำไมพันธมิตรมืดจึงยอมปล่อยตัวซาเวียร์ออกจากคุก ไม่กลัวถูกเปิดโปงซ้ำหรือ? คำตอบก็คือ เรื่องได้บานปลายเกินกว่าตัวซาเวียร์ไปแล้ว ในปลายปี 2559 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ เริ่มต้นการสอบสวนอย่างจริงจัง และมีการออกหมายจับบุคคลสำคัญที่ช่วยนาจิบบริหารเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก นั่นก็คือ โลเตี๊ยกโจ หรือโจ โล นักธุรกิจเชื้อสายจีนจากปีนัง และนี่ก็คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่ไทยเข้าไปพัวพันสมรู้ร่วมคิด พันธมิตรมืดระหว่างประยุทธ์และนาจิบ ไม่เพียงจับคนบริสุทธิ์เข้าคุกเพื่อปิดปาก แต่ยังปล่อยให้อาชญากรระดับโลกลอยนวลอีกด้วย

โจ โล เป็นนักธุรกิจใหญ่ที่มีเครือข่ายทั่วโลก เขาใช้เครือข่ายนี้ในการนำเงินจาก 1MDB ไปฟอกในประเทศต่างๆ ตั้งแต่ซีเชลส์ สวิตเซอร์แลนด์ เอาเงินไปซื้อแมนชั่นหรูในลอนดอนและนิวยอร์ก สร้างหนัง Wolf of Wall Street ปาร์ตี้กับบุคคลระดับโลกอย่างปารีส ฮิลตัน และลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ แต่สรวงสวรรค์สำหรับโจ โล ที่แท้จริง คือประเทศไทย โจ โลใช้วิธีการเดียวในการสร้างเครือข่ายในทุกประเทศ นั่นก็คือการเข้าหา “พี่ใหญ่” เพื่อให้ได้รับการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ โดยไม่ต้องสนกฎหมายบ้านเมือง และประเทศไหนจะทำแบบนี้ได้สะดวกดายเท่าไทยในยุคที่รัฐบาลทหารปกครองประเทศเบ็ดเสร็จ มีพี่ใหญ่ไม่กี่คน ที่คุมได้ทั้งประเทศ

การอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจใหญ่ คงไม่ใช่เรื่องกระไรนักสำหรับทางการไทย โดยเฉพาะเมื่อเขาเป็นคนสนิทชิดเชื้อของนายกฯ มาเลเซียด้วย แต่ถ้านักธุรกิจใหญ่คนนั้นมีหมายอินเตอร์โพลติดตัวล่ะ?

ในวันที่ 7 ตุลาคม 2559 รัฐบาลสิงคโปร์ขอให้อินเตอร์โพล หรือตำรวจสากล องค์กรความร่วมมือระหว่างตำรวจเพื่อการป้องปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ ออกหมายแดง หรือ “Red Notice” โจ โล เพื่อติดตามตัวเขามาดำเนินคดีในสิงคโปร์ ข้อหามีส่วนรู้เห็นในอาชญากรรมการเงิน ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ 1MDB แต่ในขณะนั้นรัฐบาลนาจิบยังเรืองอำนาจ สิงคโปร์เกรงใจมาเลเซียเพื่อนบ้าน จึงไม่ได้เผยแพร่หมายดังกล่าวต่อสาธารณะ เพียงแต่ได้แจ้งให้ทางการทุกประเทศในเครือข่ายอินเตอร์โพลติดตามตัวโจ โล รวมถึงประเทศไทย

หมายแดงคืออะไร มันไม่ใช่หมายจับ Red Notice คือเอกสารแจ้งอย่างเป็นทางการว่าบุคคลในหมายมีคดีในประเทศที่เป็นเครือข่ายอินเตอร์โพล และเป็นที่ต้องการตัว ชาติที่เป็นภาคีอินเตอร์โพล มีพันธกิจที่จะต้องให้ความร่วมมือติดตาม แจ้งเบาะแสให้กับประเทศผู้ขอหมาย และประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การจับกุมมาดำเนินคดี แต่ปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว รวมถึงมีการตีพิมพ์ลงในหนังสือขายดีที่ตีแผ่กรณี 1MDB Billion Dollar Whale ซึ่งเขียนโดยสองนักข่าวผู้เปิดโปงคดี 1MDB ตั้งแต่แรก ว่าไทยและจีน เป็นเพียง 2 ประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ เพิกเฉยต่อหมายแดงที่ติดตามตัวโจ โล

หลักฐานก็คือ ประวัติการเดินทางผ่านแดนไทยของโจ โล ที่เข้าออกเมืองไทยถึง 5 ครั้ง นับตั้งแต่วันที่มีหมาย ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2561 โดยที่ทางการไทยไม่เคยแจ้งไปยังสิงคโปร์ ประเทศผู้ขอหมายแดง พลเอกประยุทธ์เลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อพันธมิตรมืด มากกว่ารักษากฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยได้เข้าเป็นภาคี เลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์กับนาจิบ มากกว่านายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์

จริงอยู่ ท่านอาจมองว่า ไทยจะเลือกได้อย่างไรในกรณีแบบนี้ ถ้าส่งตัวโจ โล ให้สิงคโปร์ ก็บาดหมางกับนาจิบ ถ้าเพิกเฉยกับหมายแดง ก็บาดหมางใจกับลีเซียนลุง อันที่จริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเลือกก็ได้ ไทยสามารถปฏิเสธไม่ให้โจ โล เข้าเมือง ก็จะเป็นการรักษาน้ำใจกับทั้งสองประเทศเพื่อนบ้าน เลือกเอาตัวออกจากความขัดแย้งครั้งนี้ แต่ไทยก็ไม่ได้ทำ เพราะพันธมิตรมืด มีสัญญาใจต่อกันที่แน่นหนา พลเอกประยุทธ์ดูเหมือนจะต้องการรักษาสัมพันธภาพส่วนตัวกับนาจิบ หรืออาจจะมีผลประโยชน์อื่นที่เราไม่อาจทราบได้ จึงเลือกเพิกเฉยต่อหมายแดง และปล่อยให้โจ โล อาชญากรการเงินระดับโลก ใช้ไทยเป็นแหล่งกบดานได้อย่างสบายใจ

หลักฐานสำคัญอีกประการที่พิสูจน์ว่าโจ โล มั่นใจที่จะใช้ไทยเป็นแหล่งกบดาน เป็นเพราะเขาเชื่อมั่นในความคุ้มครองของพันธมิตรมืด ก็คือการที่เขาตัดสินใจออกจากไทยในวันที่ 13 พฤษภาคม 2561 และไม่ได้กลับมาอีกเลย อย่างน้อยก็ไม่ได้กลับมาในพาสปอร์ตเดิม

วันที่มีนัยอย่างไร 10 พฤษภาคม เป็นวันประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย พรรคร่วมฝ่ายค้าน ปากาตัน ฮาราปัน ชนะเลือกตั้ง โค่นรัฐบาลนาจิบลงได้ เป็นครั้งแรกที่พรรคอัมโนพ่ายแพ้การเลือกตั้ง นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ แน่นอนว่าเป็นเพราะคดี 1MDB มหาธีร์ นายกฯ คนใหม่ของมาเลเซียประกาศทันทีว่าภารกิจหลักของรัฐบาลคือการสะสางคดีนี้ เอาเงินของประชาชนมาเลเซียที่ถูกปล้นไปโดยนาจิบ กลับคืนมาให้ได้

คืนวันที่ 10 พฤษภาคม โจ โล อยู่ในประเทศไทย ที่ภูเก็ต เตรียมเฉลิมฉลองชัยชนะในการเลือกตั้งให้กับนาจิบ แต่เมื่อเหตุการณ์พลิกผัน โจ โล ก็เริ่มรู้ตัวว่าพันธมิตรมืดที่คุ้มครองเขา เสื่อมสภาพลงแล้ว เพราะนาจิบ คู่สัญญา มีอันเป็นไป พลัดตกจากบัลลังก์ การบุกค้นอพาร์ทเมนต์ของนาจิบ ยึดของกลางเป็นเงินสดเกือบ 900 ล้านบาท และกระเป๋าแบรนด์เนมอีกกว่า 400 ใบ ในวันที่ 12 พฤษภาคม ทำให้โจ โลตัดสินใจ เดินทางออกจากไทยด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว พร้อมคนสนิทอีก 5 คน

แม้โจ โล จะไปแล้ว แต่เครือข่ายของเขายังคงใช้ไทยเป็นแหล่งกบดานและจุดนัดพบ ตันเคงฉี คนถือเงินของโจ โล และจัสมิน ลู ทนายความของเขา ยังคงเดินทางเข้าออกเมืองไทย แม้หลังมีหมายแดงอีกชุด ประกาศจับโจ โล และพวก รวมถึงตันเคงฉี และจัสมิน ในเดือนธันวาคม 2561 มีรายงานว่าตันเคงฉี กบดานอยู่ในบ้านพักหรูแถบเขาใหญ่ จนกระทั่งออกเดินทางไปจากไทยในปลายปี 2562 ที่ผ่านมานี่เอง ทั้งที่จากบันทึกตม. ตันเคงฉี เดินทางออกจากไทยครั้งสุดท้ายในปี 2561

ส่วนจัสมิน ลู มีเรื่องน่าสนใจยิ่งกว่า แม้เธอจะเพิ่งโดนหมายแดงในเดือนธันวาคม 2561 และชื่อของลูถูกขึ้นบัญชี watch list ไว้ โดยรองผบ.ตร. ท่านหนึ่ง หากตม.พบว่าลูเดินทางเข้าหรือออกนอกประเทศ ให้แจ้งรองผบ.ตร.ท่านนี้ทันที แต่แล้ว ลูก็เดินทางออกนอกประเทศไทยไปในวันที่ 7 กันยายน 2561 ไม่กี่วันก่อนทางการมาเลเซียจะยกเลิกพาสปอร์ตของเธอ เจ้าหน้าที่ตม.แจ้งว่า โทรหารองผบ.ตร.แล้ว แต่ติดต่อไม่ได้ จึงปล่อยให้ลูออกนอกประเทศไป

ที่น่าสงสัยยิ่งไปกว่านั้น บันทึกการเข้าออกเมืองของจัสมิน ลู ที่เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ยังปรากฏรายการเดินทางเข้าออกของเธอ ถึง 36 รายการ โดยบันทึกว่าการเดินทางออกครั้งสุดท้ายคือ 7 กันยายน 2561 แต่เมื่อเข้าไปเช็คในฐานข้อมูลตม.อีกครั้ง กลับปรากฏว่ามีการลบข้อมูล ไม่มีทั้งบันทึกว่าชื่อของลู อยู่ในวอช ลิสต์ และข้อมูลการเดินทางเหลือเพียง 14 รายการ หายไป 22 รายการ โดยฐานข้อมูลปัจจุบันระบุว่าลูเดินทางออกจากไทยครั้งสุดท้าย ในวันที่ 29 ธันวาคม 2559
ตันเคงฉี และจัสมิน ลู ได้รับความช่วยเหลือจากนายพ. บุคคลที่วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่ากำลังถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สอบสวนความเกี่ยวพันกับ โจ โล ตำรวจไทยมีหลักฐาน รายละเอียดชัดเจนว่านายพ. อำนวยความสะดวกให้โจ โล และคนสนิททั้ง 2 คน ระหว่างอยู่เมืองไทย มีการใช้บัตรเครดิตของนายพ. จ่ายค่าที่พักให้โจ โล นายพ. คนนี้ ไม่ใช่คนแปลกหน้าของตำรวจ บริษัทของเขาได้ทำสัญญารับงานโครงการสารสนเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมากกว่า 1 สัญญา แต่ตำรวจกลับไม่สอบสวนเรื่องนี้ ไม่มีการเปิดการสอบสวนเครือข่ายฟอกเงิน 1MDB เหมือนที่อีก 10 ประเทศทำ

นี่เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ว่า เครือข่ายที่ให้ความช่วยเหลือขบวนการ 1MDB ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ไม่ใช่แม้แต่ข้าราชการระดับสูง มีการช่วยเหลือในหลายขั้นตอน หลายกระบวนการ หลายหน่วยงาน ใครกันที่จะถึงขั้นเพิกเฉยต่อวอชลิสต์ของบุคคลระดับรองผบ.ตร.ได้ และอย่าลืมว่า ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของพันธมิตรมืด การจับซาเวียร์เข้าคุก การปล่อยให้โจ โลและพวกลอยนวล เหตุการณ์ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2558-2562 เปลี่ยนผบ.ตร. เปลี่ยนรัฐมนตรี เปลี่ยนผู้บังคับการเรือนจำ และเปลี่ยนผบ.ตม.มาหลายคน แต่ความช่วยเหลือยังหนักแน่น มั่นคง เป็นมิตรแท้ต่อกัน เพราะถึงอะไรจะเปลี่ยนไป แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือบุคคลที่ชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่

ดิฉันขอสรุปตรงนี้ว่า จากพยานหลักฐาน ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ทำให้เชื่อได้ว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ทำตัวเป็นรัฐมาเฟีย เก็บค่าต๋งคุ้มครองโจร
ปกปิดข้อเท็จจริงของคดีปล้นเงินคนมาเลเซียครั้งใหญ่ คดีอาชญากรรมการเงินที่ 10 ประเทศทั่วโลกกำลังเร่งสอบสวน
ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมของต่างประเทศที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
บิดผันกระบวนการยุติธรรมในประเทศ เอาคนบริสุทธิ์เข้าคุกเพื่อปิดปาก แต่กลับปล่อยให้คนที่มีหมายแดงจากอินเตอร์โพล ลอยนวลใช้ไทยเป็นที่กบดานนานหลายปี

บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ด้วยการขัดขวางการสอบสวนของ FBI
บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ด้วยการไม่ยอมส่งตัวซาเวียร์ ฆุสโต กลับมาตุภูมิ
บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ ด้วยการเพิกถอนต่อหมายแดงอินเตอร์โพลที่ขอโดยสิงคโปร์

ทั้งหมดนี้ ชวนสงสัยว่าเป็นไปเพื่ออะไร? อาจเพื่อสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับนาจิบและเครือข่าย ส่วนการรับผลประโยชน์อื่น เงินภาษีของชาวมาเลเซียแสนกว่าล้านที่นาจิบปล้นมา จะมาเข้ากระเป๋าพลเอกประยุทธ์และเครือข่ายหรือไม่อย่างไร รอการเปิดผลการสอบสวนของ FBI และคำตัดสินของศาลสวิตเซอร์แลนด์ในคดีที่ครอบครัวฆุสโตยื่นฟ้องปิโตรซาอุดี ก็จะรู้เอง

แต่ที่รอไม่ได้ ณ ขณะนี้ ก็คือการให้พลเอกประยุทธ์ดำเนินนโยบายขายชื่อเสียงประเทศชาติแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว ดิฉันขอให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนตัดสินใจ ว่าเราจะเอาคนที่เอาคนบริสุทธิ์เข้าคุก ให้ที่พักพิงอาชญากรระดับโลก ขัดขวางการนำเงินภาษีของพี่น้องมาเลเซียที่ถูกปล้นไปกลับคืนเจ้าของ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อย่างไร ดิฉันไม่ไว้วางใจให้ท่านบริหารประเทศนี้

1MDB ล้มรัฐบาลนาจิบมาแล้ว ด้วยความใหญ่โตของจำนวนเงินที่ถูกปล้นไปจากประชาชน ด้วยความใช้อำนาจอย่างหน้ามืดของผู้นำประเทศที่ต้องการปกปิดความผิดของตัวเอง ความมืดมิดในยุคของนาจิบ จุดประกายให้ประชาชนมาเลเซียร่วมกันต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศ ปากาตัน ฮารัปปัน พันธมิตรแห่งความหวัง ถือกำเนิดขึ้นและโค่นล้มระบอบนาจิบ ราซัคได้ในที่สุด

ดิฉันหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทย อำนาจมืดที่ปกคลุมประเทศไทยอยู่นานหลายปี กดหัวคนไทยไว้จนเราอาจคิดว่าไม่มีทางเงยหน้าลืมตาต่อสู้กับมันได้

แต่มันไม่จริงค่ะ ตราบใดที่เราสู้ เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมในสังคม ความจริงอยู่ข้างเรา อนาคตอยู่ข้างเรา
เพราะอำนาจสูงสุดเป็นของเรา ประชาชน

#อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา โดย พรรณิการ์ วานิช
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ที่ทำการอนาคตใหม่ ฝั่งธนบุรี


 


รายชื่อผู้เข้าเยี่ยม ซาเวียร์ ฆุสโตในเรือนจำ


บันทึกการสนทนาทาง Whatsapp ระหว่าง ลอรา ฆุสโตและ พอล ฟินนิแกน


หมายแดงตำรวจสากล ตันเคงฉี


บทสนทนาระหว่าง ลอรา ฆุสโต และ พ.ต.อ.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก