Hackathon รัฐสวัสดิการ-สร้างอนาคตใหม่ ที่มนุษย์เท่าเทียมอย่างมีศักดิ์ศรีและสร้างสรรค์

ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ท้าทายคน 1 %

“คนรวยไม่มีสวัสดิการ? ผู้ท้องอิ่มเท่านั้นหรือที่จะสู้เพื่อประชาธิปไตย?” “ชนชั้นกลางต้องต่อต้านรัฐสวัสดิการ” “ประเทศไทยไม่พร้อมกับรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร” “รัฐสวัสดิการจะทำให้คนขี้เกียจ”

เหล่านี้คือตัวอย่างของหลากหลายมายาคติสำคัญ ที่ขัดขวางต่อการสร้างรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

รัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า เป็นแนวคิดสำคัญที่ “อนาคตใหม่” เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเพื่อสร้างความเป็นประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน ทำให้ประชาธิปไตยมีความหมาย ผ่านการสร้างความมั่นคงในชีวิต คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และทำให้การเลื่อนลำดับชั้นทางสังคมเป็นไปได้

คำถามสำคัญ คือ รัฐสวัสดิการ ต่างจากระบบสังคมสงเคราะห์ หรือคำกว้างๆ อย่างสวัสดิการสังคมอย่างไร ?

ระบบสวัสดิการในโลกทุนนิยมสามารถแบ่งได้สามประเภท คือ 1.ระบบรับผิดชอบตัวเองผ่านกลไกตลาด รัฐช่วยเหลือเฉพาะผู้ยากจนผ่านการพิสูจน์ 2.ระบบประกันสังคมที่ให้เฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบการจ้างงานเท่านั้น 3.ระบบถ้วนหน้าครบวงจรที่มุ่งให้ทุกคนตามความต้องการพื้นฐานโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์

จากประสบการณ์ของต่างประเทศ ระบบแบบแรกรัฐมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดแต่สร้างความเหลื่อมล้ำมากสุด ระบบที่สองค่าใช้จ่ายน้อยลงมาเพราะดึงภาคเอกชนและรัฐให้จ่ายร่วมกันแต่ก็ทำให้คนมีอิสระในการใช้ชีวิตต่ำ สร้างค่านิยมอนุรักษ์นิยมผ่านระบบครอบครัว ผู้หญิงขาดอิสระในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ส่วนระบบที่สามมีค่าใช้จ่ายที่สูง โดยรัฐเฉลี่ยจากคนที่มีมากกว่าในสังคมผ่านระบบภาษีอัตราก้าวหน้าแล้วจ่ายคืนให้ทุกคนในความต้องการพื้นฐาน เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตร การศึกษาที่ไม่มีค่าใช้จ่าย การรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม และระบบบำนาญประชาชน เป็นต้น

การพัฒนาแนวทางระบบที่สามนับเป็นสิ่งที่ท้าทายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของคน 1% แต่ในขณะเดียวกันก็ดึงให้ทุกคนอยู่ภายใต้ระบบการดูแลพื้นฐานแบบเดียวกัน

เหตุนี้ จึงเกิดกิจกรรม Hackathon เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากการรวบรวมข้อมูลในทางตัวเลขแล้วยังมีข้อมูลปัญหา กฎหมายต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์สำคัญ คือ การฉายความเป็นไปได้ใหม่ๆในประเทศไทย

 “เงิน-อำนาจ-สายสัมพันธ์” สร้างสวัสดิการที่ดีในสังคมไทย

เกือบ 50 ชีวิตในกิจกรรมวันนั้น โดยเริ่มต้น ผมได้ฉายภาพปัญหาสำคัญในสังคมไทยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบตรงกัน ว่า ปัจจุบันเรามีแรงงานนอกระบบมากกว่า 20 ล้านคน พวกเขาทำงานเฉลี่ยกว่า 50 ชั่วโมง ครึ่งหนึ่งรายได้ต่ำกว่า 8,000 บาท/เดือน หรือค่าจ้างที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจทำให้ไม่มีความมั่นคงในชีวิต

และยิ่งกว่านั้น คน “เกือบจน” จำนวนมากในสังคมไทยที่มีหนี้เพิ่มมากขึ้น จากการไร้อำนาจต่อรองในที่ทำงาน

ระบบสวัสดิการในประเทศไทยยิ่งทำให้เกิดความไร้ศักดิ์ศรีขึ้นมา เรามีสวัสดิการข้าราชการรูปแบบหนึ่งที่เบิกค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องพิเศษ ให้คนทั้งครอบครัว ค่าเล่าเรียนลูก วันลาที่มากกว่ากฎหมายแรงงาน เรามีประกันสังคมสามระบบที่ช้อนกัน ขณะที่ระบบถ้วนหน้าหนึ่งเดียวที่เรามีคือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากำลังถูกสั่นคลอน

การได้สวัสดิการที่ดีในประเทศไทยจึงเกี่ยวข้อโดยตรงกับเรื่อง “เงิน-อำนาจ-สายสัมพันธ์” ผู้ไร้สิ่งนี้ก็จะถูกกองไว้กับความไร้ศักดิ์ศรี

ความไร้ศักดิ์ศรีส่งผลให้เราไร้เสรีภาพ เราไม่สามารถสร้างงานที่สร้างสรรค์ได้ เริ่มธุรกิจที่หลากหลายไม่ได้ เราต้องยอมรับการทำงานที่เราไม่ได้เลือกเพียงเพราะมันดีกว่าไม่มีงานทำ คนรุ่นใหม่เลือกเรียนสาขาที่จะมีงานทำมากกว่าสาขาที่ตอบสนองต่อจินตนาการของเรา ส่งผลให้สังคมไทยมุ่งสู่สังคมแห่งการอับจนทางปัญญาเมื่อทุกอย่างถูกควบคุมด้วยมูลค่าในกลไกตลาด

จากข้อมูลของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า คนไทยที่เกิดในครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในครึ่งล่างของสังคม มีโอกาสเพียง ร้อยละ 15 ที่จะมีชีวิตใน 25% บนของประเทศ ในทางกลับกันคนที่เกิดใน 25% บนของประเทศก็มีโอกาสเพียงร้อยละ 19 ที่จะมีชีวิตในครึ่งล่างของประเทศนี้

ตัวเลขนี้ยิ่งจะเห็นการแบ่งขั้วเมื่อย่อยไปถึงคน 10 %, คน 5%, และคน 1 % บน พวกเขาแทบจะจองสถานะโดยชาติกำเนิดให้ลูกหลานได้เลย เช่นเดียวกับคนที่อยู่ด้านล่างของสังคมพวกเขาแทบจะถูกกักขังด้วยชาติกำเนิด

นี่คือปัญหาของสังคมไทย ที่การปฏิบัติการค้นข้อมูลของเรา พยายามจะฉายข้อมูลพวกนี้ให้เป็นระบบมากขึ้น เราได้แบ่งกลุ่มออกเป็นสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ฉายภาพปัญหาให้ชัดเจน กลุ่มที่ประเมินว่ารัฐสวัสดิการจะเปลี่ยนชีวิตคนอย่างไร และกลุ่มที่สาม คือการค้นหากรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง

เราอยู่แบบไหน – ถ้ามีรัฐสวัสดิการจะเป็นแบบไหน?

ปัญหาที่เราเผชิญอยู่กับเรื่องราวในชีวิตจริง? นี่คือคำถามที่กลุ่มแรกได้รับ ซึ่งข้อมูลที่สรุปกลับมาไม่ใช่ตัวเลขอย่างเดียว หากแต่มีเรื่องราวที่เราต้องให้ความสำคัญ

ข้อมูลปัญหาจากชีวิตจริงจาก อาสาสมัครของสหภาพแรงงาน ปัญหาที่พบส่วนมากไม่ใช่ความยากจนแบบที่เราจินตนาการในละครหลังข่าว เราได้พบว่า ผู้ใช้แรงงานมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนใช้ มีเงินเดือนรวม OT แล้วกว่า 20,000 บาท สามารถพาลูกกินอาหารในห้างสรรพสินค้าได้ แต่ไม่ใช่แปลว่าชีวิตของพวกเขามั่นคง พวกเขาหมดเงินทุกบาท ทุกสตางค์ให้กับชีวิตแลกชีวิต หวังให้ลูกได้เรียนสูงที่สุด ยอมเป็นหนี้สินทุกสินเชื่อที่มีเพื่อค่าใช้จ่ายพื้นฐานในชีวิตประจำวัน

ทุกคนคิดว่าตัวเองสู้ไหว และการเลิกจ้างเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงพอหมดแรง หมดพลังก็ถูกทิ้งแบบไม่ใส่ใจ และไม่มีเงินและแรงพอที่จะเรียกร้องผ่านกฎหมายแรงงาน สวัสดิการในโรงงานไม่เพียงพอ มีให้เมื่อยังทำงานให้ได้เท่านั้น

ในด้านหนึ่งตัวแทนจากสวัสดิการสุขภาพชี้ให้เห็นว่ามีมายาคติที่ว่าเรามีหมอที่เพียงพอแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง เราแค่ก้าวพ้นจากอัตราของประเทศยากจน ขณะที่อัตราส่วนหมอ/ คนไข้ของไทยอยู่ที่ 0.47/1000 คน และด้วยระบบสวัสดิการที่หลากชนชั้นของไทย ครึ่งหนึ่งของหมออยู่ในกรุงเทพฯ และอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก คนกรุงเทพฯ จึงอาจเข้าแถวยาวกว่าคนต่างจังหวัดเมื่อใช้สิทธิถ้วนหน้า แม้หมอที่ต้องการให้การรักษาที่ดีที่สุด และคนไข้ต้องการรักษาที่ดีที่สุด แต่ด้วยงบประมาณและระเบียบต่างๆ ไม่สามารถพัฒนาให้ระบบดีขึ้นได้มากกว่านี้

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศนี้เป็นรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า?

เชื่อได้เลยว่าเราจะให้ค่าอะไรหลายอย่างที่ต่างไป ครอบครัว ความสัมพันธ์ ความคิดนิยามที่เกี่ยวกับงานย่อมต่างไป ความป่วยไข้ ความแก่ชรา ความรัก การเรียน หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆอย่าง “กระดาษวาดเขียน”

ครูศิลปะท่านหนึ่งให้ความเห็นว่าถ้าเรามีเวลาว่างพอที่จะใส่ใจกับอะไรอย่างลึกซึ้ง เมื่อความเป็นอัจฉริยะไม่ถูกผูกขาดกับกับมูลค่าตลาดแรงงาน เราทุกคนก็จะเป็นอัจฉริยะได้ เราจะได้กระดาษวาดเขียนที่ดีที่สุดแก่เด็กที่สนใจศิลปะที่สุด มันจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา ความอัจฉริยะและใส่ใจไม่อยู่ตลอดไปเช่นกันมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของชีวิต ห้องคิงส์ ห้องเด็กอัจฉริยะคงไร้ความหมายเมื่อทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง และได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ คุณค่าของทุกอาชีพคงใกล้เคียงกัน ด้วยค่าจ้างที่ไม่แตกต่างกันนัก

การใช้จ่ายคงเป็นอิสระมากขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ ค่ากินอยู่ การดูหนัง ละคร ท่องเที่ยว งานอดิเรกของแต่ละคนจะกลายเป็นเรื่องปกติสามัญ ไม่ใช่สำหรับคนรวยเท่านั้น

เส้นความยากจน 2,500 บาท/เดือน ถ้าเรามุ่งจัดสวัสดิการเพียงแค่เท่านี้เพียงพอหรือไม่ เปลี่ยนชีวิตคนได้หรือไม่ อาสาสมัครท่านหนึ่งให้ความเห็นว่ามันจะเปลี่ยนวิธีคิดของคนในสังคมว่าสวัสดิการทั้งหมดคือของคนในสังคม เราจะทำอย่างไรให้มันดีพอที่ทำให้คนรวย คนจน ชนชั้นกลางรู้สึกว่ามันดีพอที่จะใช้และแบ่งปันร่วมกัน

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ คือ การเป็นสังคมผู้สูงอายุในอีกราวสิบปีข้างหน้า ผู้สูงอายุส่วนมากในปัจจุบันอยู่ด้วยเงินของลูกหลาน การสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุย่อมเป็นภาพสะท้อนว่าสังคมนี้ใส่ใจเรามากน้อยแค่ไหน เมื่อเราทำงานไม่ได้ การมีบำนาญที่เพียงพอ จะสามารถแก้ปัญหาการพึ่งพิงคนรุ่นใหม่ในตลาดแรงงาน สามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น สามารถต่อยอด เงินเก็บต่างๆ ได้ สามารถเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และโดยรวมจะทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้น

กรณีศึกษา ไทย-สหรัฐอเมริกา ใครว่าไม่มี “สวัสดิการคนรวย”

สำหรับกรณีศึกษานั้น เราเห็นภาพกว้างจากความเป็นไปได้ในตัวแบบต่างๆ ผมขอสรุปผ่านงานเขียนของ Robert Reich อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกายุค 1990 เจ้าของงานเขียนและสารคดี “พิทักษ์ระบบทุนนิยม (แต่)สำหรับคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนส่วนน้อย” ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรัฐสวัสดิการที่จำเป็นต้องขยายต่อไปเพิ่มเติม

ไทยกับสหรัฐเมริกามีความคล้ายกันในเรื่องวิธีคิดเรื่องการเลื่อนชนชั้น ความเข้าใจผิด และความจริงที่เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ห่างไกลจาก American Dream มากที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD สาเหตุสำคัญที่เกิดขึ้นในสหรัฐใกล้เคียงกับไทยมากนั่นคือ “สวัสดิการคนรวย”

ทั้งไทยและสหรัฐอเมริกามักถูกเข้าใจว่าเรามีแต่ “สวัสดิการคนจน” ซึ่งคนรวย กลุ่มทุนขนาดใหญ่มักค่อนขอดว่า ตนไม่ได้ใช้สวัสดิการเหล่านี้เลย คนจนเป็นภาระของประเทศ ถ้าช่วยเหลือก็พึงช่วยผ่าน “เวทนานิยม”

Reich ชี้ว่าไม่ใช่ ! เพราะสหรัฐอเมริกานั้นมี “สวัสดิการคนรวย” ผ่านการลดหย่อนภาษี การเลี่ยงภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มากกว่างบประมาณสวัสดิการทั้งหมดของประเทศเสียอีก

สำหรับประเทศไทย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ก็ชี้ให้เห็นว่า ประมาณการการลดหย่อนภาษีมีอยู่ 6 แสนล้านบาท กว่า 4.2 แสนล้านบาท ตกไปอยู่ใน 30% บนของผู้ยื่นภาษี หรือ ประมาณ 3 ล้านคนที่รวยที่สุดในระบบภาษีได้ประโยชน์จากเงิน 4.2 แสนล้านบาท (ซึ่งมากกว่า เบี้ยผู้สูงอายุ สิทธิบัตรทองรวมกันต่อปีเสียอีก-ผู้เขียน)

ในไทยมีความคล้ายกัน ด้วยความกลัวต่อการคุกคามอำนาจทางการเมืองของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจการเมือง ระบบถ้วนหน้าจึงถูกทำให้เป็นเพียงระบบการสงเคราะห์ พวกเขาอ้างว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้สวัสดิการและหาทางเลี่ยงภาษี ส่งผลให้งบประมาณสวัสดิการต่ำเตี้ย และหมดไปกับการพิสูจน์ความจน

กลุ่มที่เราต้องสังเกตไม่ใช่คนจนแต่คือคนเกือบจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนกลุ่มนี้จะไม่เข้าระบบ Mean Test (พิสูจน์ความจนใดๆ) ผู้ใช้แรงงานเงินเดือน หมื่นกว่า คนขายกาแฟรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาท พวกเขาไม่ได้สวัสดิการใดๆ แต่พวกเขาชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะค่าใช้จ่ายคงที่ในชีวิต และเมื่อเกิดอุบัติเหตุในชีวิตพวกเขาก็จะทบเป็นหนี้ไม่จบสิ้น

พนักงานออฟฟิศวัยสามสิบกว่า เงินเดือน ห้าหมื่น เหมือนว่าพวกเขาปลอดภัยแต่ไม่ใช่เลย บางคนมี 4-5 ชีวิตที่ต้องดูแลทั้งโดยตรงโดยอ้อม ถ้าเขาหยุดทำงาน แม่ไม่มีเงินใช้ น้องที่กำลังสร้างตัวต้องมาดูแลแม่ เริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นหนี้ ภรรยาเขาต้องทำงานล่วงเวลามากขึ้น เงินส่งถึงพ่อตาแม่ยายน้อยลง แต่เขาจะไม่ได้อะไรกับระบบสวัสดิการเพราะระบบอนาถาให้เฉพาะผู้ยากไร้ เขาสู้ไหวก็สู้ไป ให้ร่างไร้พลัง ไร้สมองไร้ความสร้างสรรค์เปลี่ยนงานไม่ได้ เริ่มทำธุรกิจไม่ได้ หรือกระทั่งพักผ่อนไม่ได้

นี่คือข้อเสียของระบบ พิสูจน์ความจน

แต่หากเป็นระบบถ้วนหน้า คน 5 คนภายใต้การดูแลของพนักงานออฟฟิศเงินเดือนห้าหมื่นก็จะมีอิสระมากขึ้น เขาเองก็สามารถมีชีวิตของตัวเองได้ ที่ระบบพิสูจน์ความจนไม่เคยให้เขา เขาจะรู้สึกว่าชีวิตเป็นของเขาโดยไม่ต้องตายเสียก่อน ตามแบบฉบับระบบพิสูจน์ความจนชอบอธิบาย

ระบบสวัสดิการจะอ่อนแอ เมื่อมันไม่ได้รองรับ รับใช้ทุกคนในสังคม เมื่อคนรวยสามารถไต่ขึ้นไปได้อย่างไม่มีกำหนด พวกเขาจะมองสวัสดิการเหมือน “การปล้น” ไม่รู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมกัน เกิดการขยายตัว ระบบชั้นวรรณะในสวัสดิการไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนเด็กอัจฉริยะ สวัสดิการข้าราชการ โรงพยาบาลพรีเมี่ยม ฯลฯ สิ่งที่เหลือสำหรับคนที่ไต่ไปไม่ถึง ระบบอนาถา ผ้าป่าโรงเรียน การบริจาคเพื่อผู้ยากไร้ ฯลฯ

น่าสนใจที่ว่า ระบบถ้วนหน้านี้เกิดขึ้นจริง อย่างที่อาสาสมัครจากจังหวัดชัยภูมิให้ความเห็นว่า เรื่องสวีเดนเคยฟังแต่เรื่องราวคนในหมู่บ้านที่แต่งงานกับคนสวีเดน แต่พอได้ค้นหาจึงเห็นถึงความอัศจรรย์ของชีวิตพวกเขา ที่เกิดมารัฐบาลรับรองทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย แม้ประเทศที่ขนาดทางเศรษฐกิจใกล้เคียงไทยอย่าง ไต้หวัน หรือ มาเลเซีย ก็เดินหน้าสู่ระบบถ้วนหน้า พยายามทิ้งระบบสงเคราะห์ให้เป็นอดีตแห่งความด้อยพัฒนา

การ Hackathon ไม่ได้เก็บข้อมูลสถิติทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่ทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ทางปรัชญา ทางกฎหมาย ทางการเมือง

พรบ.คุ้มครองแรงงาน-แรงงานสัมพันธ์ ไม่ได้มาตอนเศรษฐกิจเฟื่องฟู พ.ร.บ.ประกันสังคมเกิดขึ้นโดยไม่มีใครเชื่อว่านายจ้างจะต้องเสียเงินเป็นล้านบาท/เดือนเพื่อดูแลคนงาน โครงการอย่างสามสิบบาทรักษาทุกโรคเกิดในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจไม่กี่ปี หรือแม้แต่การปรับค่าจ้าง 300 บาท/วัน ก็เกิดในช่วงเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีนัก

มันคือเรื่องตัวเลข 20% ขณะที่อีก 80% คือเรื่อง ภววิทยาของความเป็นไปได้

หลายท่านอาจมองว่ารัฐสวัสดิการและประชาธิปไตยเป็นเพียงอุดมคติของคนท้องอิ่มเท่านั้น แต่จากข้อมูลก็พิสูจน์ให้เห็นเช่นกันว่า หลายครั้งหรือแทบทุกครั้ง โลกที่ดีกว่าเกิดจากการต่อสู้และตั้งคำถามของคนธรรมดาสามัญ

และ รัฐสวัสดิการคือภาพสะท้อนความใฝ่ฝันที่ไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่คือการเปลี่ยนผู้ทุกข์ยากและผู้ล้นเหลือให้อยู่ใระบบที่ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

_______________

เอกสารเพิ่มเติม