กยศ.โลกคู่ขนานของสวัสดิการการศึกษา เมื่อคนจนต้องประจานตนเพื่อรับสิทธิ-เป็นหนี้

นับจากปี 2540 มหาวิทยาลัยมีการปรับตัวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ถูกควบคุมด้วยตรรกะของกลไกตลาด หลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาประกอบด้วยสองเงื่อนไขคือ “ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด” และ “สามารถเลี้ยงตัวเองได้”

และด้วยสองเงื่อนไขข้างต้นได้ทำให้การศึกษาพัฒนาสู่การเป็นสินค้าอย่างสมบูรณ์แบบ

การศึกษาที่เคยถูกทำให้เราเชื่อว่า หากพยายามอย่างเพียงพอก็สามารถเข้าถึงได้ กลับกลายเป็นเรื่องหลอกลวง ค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาสูงขึ้น มหาวิทยาลัยรัฐเปิดโครงการพิเศษที่ค่าเทอมแพงลิบ

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองจำนวนมากก็ยอมที่จะเสียดอกเบี้ยสินเชื่อเอนกประสงค์ต่างๆ เพื่อหวังว่าลูกๆ หลานๆ จะสามารถมีโอกาสที่ดีในอนาคตผ่านบันไดการศึกษานี้

การศึกษากลายเป็นการลงทุนสมบูรณ์แบบ “ของแพงต้องดี” กลายเป็นสามัญสำนึก แม้รัฐบาลดูจะสนับสนุนด้านการวิจัยสูงขึ้น แต่หน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อรอบรับสิทธิการเข้าถึงของประชาชนทุกคนกลับหายไปโดยแทนที่ด้วย “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” หรือ “กยศ.” ที่ให้ปัจเจกชนรับความเสี่ยงสำหรับการศึกษาอย่างเต็มที่

เพื่อขยายโอกาส แต่กลับถูกทำให้เป็นการสงเคราะห์อนาถา?

เมื่อกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาถูกทำให้เป็น นโยบายสงเคราะห์อนาถา (นโยบายที่ต้องทดสอบคุณสมบัติผู้รับ) นำไปสู่ งบการจัดการที่สูง ความเสี่ยงในการทุจริต ความเสี่ยงในการที่จะขาดทุน วิธีการคิดเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อไม่ให้เงินสวัสดิการสูงเกินไป กลับทำให้งบประมาณการจัดสวัสดิการเพื่อสิทธิของนักศึกษาทุกชนชั้นมีจำกัด งบประมาณถูกกำหนดเป็นกองทุนที่ต้องหมุนเวียนมาใช้คืน

เรื่องน่าเศร้าคือสภาพความเป็นจริงในสังคมไทยนั้น ค่าแรงไม่เพิ่ม ค่าเรียนแพงขึ้น แต่งบประมาณเหล่านี้เท่าเดิม (แถมยังต้องกู้) โดยสิ่งสำคัญยิ่งกว่าเรื่องงบประมาณที่ใส่ลงไปและความสามารถในการใช้คืนที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักพยายามกำหนดเป็นเงื่อนไขตั้งต้น พวกเขามองข้ามความจำเป็น ต้นทุนทางสังคม และความเปราะบางของผู้คนโดยรวมในเรื่องเหล่านี้

นโยบาย กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (รวมถึง กรอ.) เป็นเรื่องที่มีความแปลก เกี่ยวกับหลักการคุณสมบัติในการปล่อยกู้  เพราะเป็นนโยบายสินเชื่อทางการเงินที่ “ใช้ความจนเป็นเครดิต” ในการกู้ยืม อีกทั้งยังมีกระบวนการทดสอบตีตรา (ความจน) มากมาย

ทั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่ากองทุนจะเติบโตและยั่งยืน แต่สุดท้ายก็ต้องเติมเงินเข้ากองทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละปี เพราะเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้จำนวนมาก และหากการจัดการยังคงเน้นเป็นกองทุนสงเคราะห์อนาถาต่อไปเห็นทีคงเข้าล็อก คำว่า “เจ๊งไม่เป็นท่า”

คำถามต่อมา คือ ทำอย่างไรจึงจะยั่งยืน? ส่วนตัวมองว่า ควรจะเปลี่ยนหลักการและแนวทางจัดการจากองทุนสงเคราะห์เป็นกองทุนสวัสดิการ (ให้กู้แบบถ้วนหน้า)  จะทำให้กองทุนขนาดใหญ่ขึ้นและทำให้การใช้คืนมีการเฉลี่ยในอัตราที่ดีขึ้น

ระบบสงเคราะห์ที่ใช้ความจนเวทนานิยมมาเป็นเครดิต ไม่แปลกที่จะไม่ได้คืน

หนี้สะสมเงินกู้ กยศ. กรอ. ปี 2559 จำนวน 119,470 ล้านบาท ชำระ 65,243 ล้านบาท คิดเป็น 54.61 % ค้างชำระ วิธีแก้ปัญหาของผู้บริหารกองทุน คือ เพิ่มเงื่อนไขในการทดสอบคุณสมบัติความจน ลดจำนวนเงิน จาก 31,324 ล้านบาท ในปี 2550 มาปี 2559 เหลือ 13,000 ล้านบาท

ในระยะเวลา 10 ปี งบกองทุนหายไปประมาณ 41% และยังมีแนวโน้มที่จะนำมาซึ่งความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้มากขึ้น เพราะรัฐบาลเน้นคัดกรองผู้กู้จากเครดิตความจน ศักยภาพในการใช้หนี้ก็ย่อมน้อยตามไปด้วย

สิ่งที่จะเสนอ ไม่ใช่ให้ใช้หลักแบบสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพื่อให้เกิดผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่กำลังจะเสนอ ให้เปลี่ยนกองทุนสงเคราะห์ที่คัดแต่ผู้มีเครดิตความจนเข้ามากู้ เป็น “กองทุนสวัสดิการการศึกษาให้กู้แบบถ้วนหน้า” เพิ่มผู้กู้จากหลากหลายระดับรายได้มากขึ้น โดยให้มีนโยบายจูงใจต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้กู้รายใหม่ที่มีเครดิตหลากหลายเข้าสู่ระบบ

เพราะเมื่อผู้กู้ในระบบมีเครดิตที่หลากหลายระดับมากขึ้น ความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ก็จะถูกกระจายและลดลง ขนาดกองทุนก็จะใหญ่ขึ้นตามวงเงินกู้ที่เพิ่ม และนอกจากนั้น ควรยกเลิกเงื่อนไขการบังคับทำความดีจิตอาสาต่างๆ เพื่อให้ได้สิทธิด้วย เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการและไม่จูงใจผู้กู้รายใหม่เข้าสู่ระบบ

ทำให้การศึกษาหลังภาคบังคับฟรีได้หรือไม่?               

ระบบสงเคราะห์ผ่านการกู้ยืมเป็นระบบที่ผลิตซ้ำความไร้ศักดิ์ศรีของมนุษย์ กล่าวคือ ต้อง “จน” ถึงจะ กู้ ได้ และเมื่อกู้ ก็ต้องเรียนในสาขาที่ “ตลาด” บอกให้เรียน นั่นหมายความว่าอิสระในชีวิตของคนไม่เท่ากัน ลูกหลานคนรวยนอกจากไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินแล้ว พวกเขายังสามารถเลือกเรียนสาขาที่ตัวเองมีความถนัด มุ่งหวังที่การสร้างสรรค์ในอนาคต แต่คนจนกลับถูกวางเงื่อนไขสารพัดที่ลดทอนโอกาสในการแสวงหาความรู้อย่างเสรี

การกู้ยืมเพื่อการศึกษาควรเป็นส่วนเสริมเพื่อให้พวกเขาเป็นอิสระมากขึ้น ไม่ใช่การสร้างพันธนาการ  ข้อเสนอการกำหนดเพดานของการแสวงกำไรในอุดมศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องผลักดัน ค่าครองชีพแบบที่ไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์นับเป็นสิ่งที่จะท้าทาย

การไม่พิสูจน์ความจนที่ทำลายศักดิ์ศรี ย่อมเป็นไปได้ และทำให้สวัสดิการอุดมศึกษาที่เข้าถึงได้ทุกชนชั้นกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ