fbpx

เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยศีลธรรมของผู้กดขี่ : รัฐสวัสดิการเป็นไปได้ชาติหน้าแต่อุ้มหุ้นทำได้ในเย็นนี้?

 

“มันเป็นความผิดอะไรนักหนา กับการที่เราต้องช่วยเจ้าสัวก่อน เจ้าสัวแข็งแรงเขาก็มาช่วยประเทศ”

 

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวต่อรัฐสภาในคราวแถลงนโยบายและถูกฝ่ายค้านวิจารณ์เรื่องนโยบายเมกะโปรเจกต์หลายโครงการที่ดูเหมือนจะเอื้อให้แก่กลุ่มทุน จากนั้นราวครึ่งปีถัดมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเขายืนยันเช่นเดิมว่า “รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการดึงกลุ่มทุนเข้ามามีส่วนร่วม โดยไม่ต้องกู้เงินต่างประเทศ ออกพันธบัตร แต่สามารถดึงกลุ่มทุนขนาดใหญ่มาช่วยพัฒนาประเทศได้” เช่นเดียวกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จากพรรคประชาธิปัตย์ได้ระบุว่า “งบประมาณสำหรับการดำเนินนโยบายค่าเลี้ยงดูเด็กแบบถ้วนหน้าไม่สามารถทำได้ต้องรอปีงบประมาณ 2564” ส่งผลให้ปัจจุบันเงินเลี้ยงดูเด็ก 600 บาทต่อเดือนยังจำกัดเฉพาะกลุ่มเด็กครอบครัวรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 100,000 บาท/ปี เท่านั้น

นอกจากนี้ พ.ร.บ. บำนาญแห่งชาติที่นำเสนอโดยภาคประชาชนเพื่อปรับบำนาญพื้นฐาน เป็น 3,000 บาท/เดือน เท่าเส้นความยากจน และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่ถูกนำเสนอโดยอดีตพรรคอนาคตใหม่โดยมี 1 มาตราที่เพิ่มวันลาคลอดเป็น 180 วัน ทั้งสอง พ.ร.บ. นี้เข้าข่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงินถูกทิ้งไว้บนโต๊ะนายกรัฐมนตรีร่วมเดือน ไม่ได้ถูกส่งต่อมาให้รัฐสภาพิจารณา กฎหมายและงบประมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนจะเต็มไปด้วย “ข้อถกเถียง” เต็มไปด้วย “ความเป็นไปไม่ได้” แต่ในวิกฤติตลาดหลักทรัพย์ที่ผ่านมารัฐบาลดูเหมือนว่าจะมีแนวคิดที่สนับสนุน “กองทุนพยุงหุ้น” หรือการใช้งบประมาณหรือมาตรการต่างๆเพื่อช่วยความเสียหายจากการลงทุน ดูเหมือนจะตัดสินใจได้อย่างง่ายดาย มีเหตุมีผล เข้าใจได้ ราวกับ “มูลค่าหุ้น” เป็นเรื่องของทุกคน และ “สวัสดิการ” เป็นเรื่องของคนบางกลุ่มไม่ใช่ของทุกคน บทความนี้ขออธิบาย สามประเด็นขยายความปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐทุนนิยมอย่างไร ผลกระทบที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ควรเป็น

 

วิธีคิดของรัฐทุนนิยมเสรีนิยมใหม่

ไม่ใช่ครั้งแรกในไทย ไม่ใช่ครั้งแรกของโลก และไม่ได้กำลังเกิดขึ้นแค่ที่ไทยแต่มันเกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ธนาคารกลางสหรัฐเตรียมอัดฉีด 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (45 ล้านล้านบาท) เพื่อพยุงตลาดหุ้น เช่นเดียวกันกับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เตรียมวงเงินกู้มากกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.5 ล้านล้านบาทไทย) หากต้องมีการห้ามการเข้าออกของเที่ยวบินจากยุโรปและเอเชีย ขณะเดียวกัน ส.ส. พรรคเดโมแครต เคธี พอร์เตอร์ ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกามีปัญหาอย่างหนักในการครอบคคลุมการติดเชื้อ Covid-19 ด้วยที่มีค่าตรวจที่สูงถึงราว 12,000 บาทแต่ดูเหมือนว่าความพยายามในการอธิบายนี้จะไม่สามารถโน้มน้าวการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างวิธีการคิดของรัฐทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ที่มองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้จากซีกอุปทาน-หรือภาคธุรกิจและการลงทุน ในลักษณะที่เรียกกันว่า เศรษฐศาสตร์แบบไหลริน (Trickle down economy) ซึ่งเชื่อว่าหากกลุ่มทุนสามารถเติบโตและสร้างกำไรได้ก็จะทำให้ความมั่งค่งไหลรินลงมาโดยที่รัฐไม่ต้องทำอะไรมากกว่าการ ลดภาษีให้กลุ่มทุน จัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ “การแปรรูป” ให้สวัสดิการหรือการใช้ชีวิตพื้นฐานของประชาชนถูกควบคุมโดยกลไกตลาดมากที่สุดเพื่อให้กลุ่มทุนสามารถแข่งขันได้อย่างเสรีไม่ว่าจะเป็น การศึกษา การรักษาพยาบาล

รัฐบาลที่อยู่ข้างกลุ่มทุนมักมีคำอธิบายว่า “การกระทำในลักษณะนี้คือการช่วยประเทศโดยที่รัฐไม่ต้องแบกรับภาระเลย สร้างงานสร้างเงิน ทำให้เศรษฐกิจโต และทุกคนก็สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ ผู้คนรับผิดชอบต่อความรวยและความจนด้วยตนเอง” ผลทางตรงคือ รัฐใส่ใจเรื่องสวัสดิการของประชาชนน้อยลง ทุกอย่างกลายเป็นการรับผิดชอบตัวเอง ขณะเดียวกันมาตรการภาษีที่เอื้อกลุ่มทุนเช่นการลดหย่อนผ่านเงื่อนไขพิเศษ หรือการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ดังเช่นมาตรการอุ้มหุ้นที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือการลดหย่อนภาษีแบบที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำต่างๆ แต่รายงานวิจัยทั้งในไทยและทั่วโลกพบว่ามาตรการการลดหย่อนภาษีและการปล่อยเงินกู้มีแนวโน้มในการสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเพราะคนได้ประโยชน์ส่วนมากคือคนรวย และการที่พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากรัฐที่มากขึ้นยิ่งทำให้โอกาสการผูกขาดและตักตวงทรัพยากรของเขามากขึ้นด้วยเช่นกัน

กลับมาที่กรณีไทย การมองว่าผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสวัสดิการไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนเมื่อเทียบกับนโยบายการ “อุ้ม” กลุ่มทุน ก็เป็นภาพสะท้อนฐานความคิดแบบเสรีนิยมใหม่เอื้อกลุ่มทุนตามที่ได้อธิบายข้างต้นแล้วยังมีการผสมผสานลักษณะอนุรักษ์นิยมแบบไทยๆ ในการโยนภาระการรับผิดชอบในชีวิตและครอบครัวให้ปัจเจกชนรับผิดชอบเอง ดังเช่น การถกเถียงเรื่องเงินเลี้ยงดูเด็กที่เดิมเป็นระบบสงเคราะห์หากปรับเป็นระบบถ้วนหน้าที่ให้ทุกคนโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์สิทธิ จะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก 8,000-10,000 ล้านบาท/ปี หรือหากปรับบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าให้ประชาชนได้เงินบำนาญที่เพียงพอต่อการครองชีพพื้นฐานคือ 3,000 บาท/เดือน จะใช้เงินเพิ่มขึ้นประมาณ 200,000 ล้านบาท/ปี การขยายสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้คุณภาพดีเท่าสวัสดิการข้าราชการเพื่อนำสู่การรวมกองทุน ใช้งบประมาณ 150,000 ล้านบาท/ปี เช่นเดียวกันกับการขยายสิทธิประกันสังคมของแรงงานนอกระบบ เพื่อให้มีหลักประกันบำนาญส่วนเพิ่มใช้งบประมาณ 150,000 ล้านบาท/ปี ข้อเสนอเหล่านี้เป็นข้อเสนอที่มีการเรียกร้องถกเถียงไม่น้อยกว่า 40 ปี มีการเสียชีวิตของผู้นำแรงงาน ภาคประชาชน มีการยึดอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตย อุ้มหายผู้เรียกร้อง แต่ข้อเสนอเรื่องเหล่านี้กลับถูกทำให้เป็นสิ่งยากเย็นแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการเยียวยาให้ผู้ประกอบการมูลค่าไม่ต่ำกว่าสองแสนล้านบาท ไม่นับรวมมาตรการทางภาษีต่างๆ และกองทุนการอุ้มหุ้นที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้แทบจะทันที ขณะที่ในสภาพเศรษฐกิจและโรคระบาดนี้ กองทุนเงินทดแทนของรัฐยังไม่มีความชัดเจนว่าการกักตัวอยู่บ้านหรือการเจ็บป่วยจาก Covid-19 เข้าข่ายการเจ็บป่วยจากการทำงานที่ต้องได้รับเงินตามกฎหมายหรือไม่ หรือการที่แรงงานนอกระบบต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ก็ไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามารับผิดชอบรายได้ของผู้ใช้แรงงานที่หายไป ผลประโยชน์ของผคนส่วนมากกลับกลายเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เท่าผลประโยชน์ของคนมั่งคั่งที่สุดไม่กี่กลุ่มที่ เหมารวมกับคนทั้งสังคมว่า “ผลประโยชน์ของตลาดหุ้น และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ คือผลประโยชน์ของประเทศ” เป็นเรื่องย้อนแย้งราวกับว่าการกดขี่สามารถถือเป็นบุญคุณได้

โดยสรุปแล้วรัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด ถ้าอยากให้สังคมเดินไปกับรัฐบาลในภาวะวิกฤติทงเศรษฐกิจ โรคระบาด และความศรัทธาทางการเมือง ต้องแก้ไขสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน ที่มักมีข้ออ้างว่าถ้าเศรษฐกิจแย่ต้องดูแลนายทุนก่อนประชาชน ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากเช่นกันที่พิสูจน์ว่า ความมั่นคงในชีวิตของประชาชน ความมั่นใจจากการดูแลด้านสวัสดิการ และความจริงจากระบอบประชาธิปไตย คือสิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงมากกว่า คำเท็จของระบอบเผด็จการ และนโยบายเอื้อกลุ่มทุนหนุนกลไกตลาด แต่ผูกขาดทรัพยากรอย่างที่เป็นอยู่

 

ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

——–

เอกสารอ่านเพิ่มเติม