fbpx

“เสรีภาพปักหลักอยู่กับที่ เลือกตั้งหลังเผด็จการ 5 ปี ไร้ความหมาย?” – ติดตาม Freedom in the World 2020

 

เมื่อสองวันที่ผ่านมา (4 มี.ค. 2563) องค์กร Freedom House ซึ่งทำการวิจัยเพื่อส่งเสริมและจับตาดูพัฒนาการของเสรีภาพกับประชาธิปไตยทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงานประจำปี Freedom in the World 2020 ภายใต้หัวข้อ “การต่อสู้ที่ไร้ผู้นำเบิกทางเพื่อประชาธิปไตย (A Leaderless Struggle for Democracy)”

ในรายงานดังกล่าว มีการย้ำอย่างชัดเจนว่า “ประชาธิปไตยและแนวคิดพหุนิยมกำลังตกเป็นเป้าโจมตี” ผู้นำเผด็จการอำนาจนิยมกำลังกวาดล้างและปิดปากเสียงความไม่พอใจภายในประเทศตนเองอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มว่าจะแพร่กระจายไปสู่ทุกซอกมุมของโลก ในขณะที่ผู้นำโลกเสรีที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนมากกลับเริ่มจำกัดความสนใจไปที่ผลประโยชน์ของชาติมากกว่าการส่งเสริมเสรีภาพ ความถดถอยของเสรีภาพและหลักการประชาธิปไตยทั่วโลกถือเป็นข่าวร้ายที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องถึง 14 ปีและไม่มีทีท่าจะยุติในเร็ววัน

 

 

ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกาและอินเดีย สองประเทศยักษ์ใหญ่แห่งโลกประชาธิปไตยกำลังเอนไปในทิศทางการลดทอนคุณค่าทางประชาธิปไตยเสียเอง ปัญหาหลักๆ ที่ฉุดรั้งการเติบโตของประชาธิปไตยที่ปรากฏพบเห็นกันโดยทั่วไปในรอบปีที่ผ่านมา ได้แก่

การจำกัดหรือละเมิดสิทธิกลุ่มคนชายขอบ – ในอินเดีย นายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี นำประเทศไปในทิศทางที่เป็นชาตินิยมมากขึ้น และดูท่าจะเป็นชาตินิยมที่ส่งเสริมศาสนาพราหมณ์ฮินดูเป็นหลักโดยกีดกันกลุ่มชาวมุสลิมทั่วประเทศไปพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่าทำให้ความชัดเจนเรื่องพหุนิยมและสิทธิปัจเจกที่อินเดียเคยมีจางลงจนแทบจะไม่ต่างจากการปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณเฉกเช่นการจับชาวอุยกูร์ไปเข้าค่ายอบรมในจีน

การรักษาผลประโยชน์แห่งชาติมากกว่าคุณค่าทางสิทธิมนุษยชน – สหรัฐอเมริกาที่นำโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีที่อ่อนโอนและผ่อนปรนลงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศที่อยู่ในกลุ่มไร้เสรีภาพ เช่น รัสเซีย, เกาหลีเหนือ, จีน และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ในปี 2562 ทรัมป์ได้ใช้สิทธิ Veto คว่ำเสียงในสภาที่พยายามจะผลักดันการลดการส่งออกอาวุธและสนับสนุนกำลังพลแก่ซาอุดิอาระเบีย แม้จะมีการตอบโต้ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลของทรัมป์มักจะมองข้ามการกระทำเหล่านี้ไปเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศที่ไร้เสรีภาพแบบรัสเซีย เกาหลีเหนือ จีน ฯลฯ

 

ภาพจาก https://freedomhouse.org/report/freedom-world/2020/leaderless-struggle-democracy

 

ทั้งนี้ ใช่ว่ากระแสโต้กลับต่อการเติบโตของพลังอำนาจนิยมจะไม่มีเลย ในหลายแห่งทั่วโลก เกิดการประท้วงโดยประชาชนที่ไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อการใช้อำนาจละเมิดหรือจำกัดเสียงได้อีก อย่างไรก็ตาม ขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านี้มักจะเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ นั่นคือโครงข่ายผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกในสังคมซึ่งก็สามารถทนต่อแรงกดดันได้มากพอสมควรและยังพร้อมที่จะใช้วิธีการรุนแรงตอบโต้เพื่อรักษาอำนาจไว้ด้วย จนเรียกได้ว่าการประท้วงที่เกิดขึ้นตลอดปีก่อนนั้นล้มเหลวในการห้ามปราม “ขาลง” ของเสรีภาพทั่วโลก และจะอ่อนแรงลงไปอีกเรื่อยๆ จากการกดดันโดยรัฐอำนาจนิยมหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่มีรากฐานประชาธิปไตยมั่นคง

 

ภาพจาก https://freedomhouse.org/report/freedom-world/2020/leaderless-struggle-democracy

 

ย้อนกลับมาดูรายงานคะแนนของประเทศไทย เราได้รับคะแนนสิทธิทางการเมือง (Political Rights) 6 เต็ม 40 และเสรีภาพของพลเมือง (Civil Liberties) 26 เต็ม 60 รวมกันได้ 32 คะแนน จัดอยู่ในกลุ่ม “มีเสรีภาพบางส่วน (Partly free)” สูงขึ้นจากปีที่แล้ว 2 คะแนน ถือว่าหลุดจากสถานะไร้เสรีภาพที่เป็นชนักติดหลังประเทศมาตั้งแต่การยึดอำนาจโดย คสช. และเป็นการยกระดับจากการเคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ดัชนีความเป็นประชาธิปไตยลดฮวบในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา

 

 

คะแนนความมีเสรีภาพปี 2020 (32) และปีก่อนหน้า 2019 (30)

 

อย่างไรก็ตาม นัยยะสำคัญที่พลเมืองไทยควรตั้งคำถามต่อไปจากสถิติดังกล่าวคือ ตลอด 5 ปี เริ่มตั้งแต่การรัฐประหาร ประเทศไทยถูกปกครองแบบอำนาจนิยม คสช. ไม่เคยเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งโดยประชาชนเลย แต่เมื่อที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในที่สุดในปี 2562 คะแนนความมีเสรีภาพของเรากลับแทบไม่ขยับเขยื้อนขึ้นแต่อย่างใด และหากลองย้อนดูคะแนนของประเทศตั้งแต่ปี 2560 และ 2561 จะพบว่า คะแนนก็ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ที่ 32 และ 31 ตามลำดับเช่นกัน

 

คะแนนความมีเสรีภาพปี 2018 (31) และปีก่อนหน้า 2017 (32)

 

รูปการณ์เช่นนี้ อดทำให้ฉุกคิดไม่ได้เลยว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือและไร้ประสิทธิภาพในการยกระดับการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผ่านกระบวนการประชาธิปไตยหรือไม่? การสืบทอดอำนาจที่วางไว้โดย คสช. ประสบความสำเร็จจริงจนแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในเชิงการเมืองเลยหรือไม่? หรือการใช้อำนาจปิดปากประชาชนและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยรัฐบาลมีส่วนทำให้ความน่าเชื่อถือต่อประชาธิปไตยในไทยขาดความคืบหน้า?

ทั้งนี้รายงานแยกเฉพาะสำหรับสถานการณ์ในแต่ละประเทศ (รวมถึงประเทศไทย) ยังไม่เสร็จสิ้น เราจึงขอให้ทุกท่านติดตามอัพเดทข่าวสารบนเว็บไซต์ Freedomhouse.org อย่างใกล้ชิดเพื่อทราบถึงเมืองไทยในสายตาโลก