fbpx

ปดิพัทธ์ : ทำไทยเป็นบ่อขยะโลก ตักตวงผลประโยชน์บนความเดือดร้อนประชาชน

 

ปดิพัทธ์ สันติภาดา

 

ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากอดีตพรรคอนาคตใหม่อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่บริหารประเทศด้วยนโยบายที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ มีพฤติกรรมส่อทุจริตในหน้าที่ แทรกแซงการทำงานของราชการ เอื้อให้เกิดการตักตวงผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แก้ไขบิดเบือนกฎหมายอย่างไร้ยางอาย และเป็นภาระ และเป็นอนาคตที่เลวร้ายของคนไทย

 

 

“เรื่องที่คุณอนุพงษ์มีส่วนทำให้ประเทศนี้เสียหายมีอยู่หลายประการด้วยกัน แต่วันนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง คือการบริหารประเทศของท่านนั้น นำพาประเทศไทยของเรากลายเป็นบ่อขยะของโลก นำความหายนะมาสู่คนไทยและมันอยู่บนความร่ำรวยของกลุ่มทุนเพียงแค่กลุ่มเดียว ในปี 2562 – 2563 นี้ประเทศไทยของเราประสบกับปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เราไม่เคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาขยะ มีการนำเข้าขยะจำนวนมหาศาลจากต่างประเทศ ในปีที่สูงสุดมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 7 พันเปอเซนต์ มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาล โดยเราอยู่กับปัญหาหมอกควันพิษมาแล้ว 4 เดือน แต่แทบจะไม่มีมาตรการอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันจากรัฐบาลเลย”

ปดิพัทธ์กล่าว

 

 

ปดิพัทธ์ อธิบายว่า ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึง 2563 ความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขหรือว่าด้านสิ่งแวดล้อม ความเสียหายที่เกิดจากมลพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าขยะนั้นสูงขึ้นทุกปี อีกทั้งค่า PM10, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, และสารก่อมะเร็งทั้งหมดในปีนี้สร้างความเสียหายกว่า 6 พันล้านบาท นี่เป็นตัวเลขที่ยังไม่รวมประชาชนที่ต้องเจ็บป่วย ยังไม่รวมค่าหน้ากากอนามัยที่พวกเราต้องซื้อทุกวัน พี่น้องประชาชนอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมประเทศไทยถึงต้องเจอมลพิษเยอะขนาดนี้ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล และเกิดขึ้นตั้งแต่ที่เริ่มการยึดอำนาจโดยคณะรัฐประหารเรียบร้อยแล้ว ในวันที่เราไม่มีสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีการผ่านกฎหมายหลายฉบับ ที่ส่งผลให้สภาพแวดล้อมของเรานั้นเปลี่ยนแปลง

 

 

ในปี 2558 มีการออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฉบับที่ 7 ให้ยกเว้นให้โรงงานพลังงานความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิง ไม่ต้องจัดทำ EIA และให้เปลี่ยนไปใช้ Code of Practice หรือว่า COP แทน ซึ่งรัฐบาลอ้างมาตลอดว่าเป็นมาตรฐานที่เพียงพอที่จะช่วยให้เราสามารถดำเนินโรงไฟฟ้าขยะได้ แต่นักวิชาการทุกคนรู้ดีว่า COP นั้นเป็นเพียงข้อปฏิบัติในมุมของโรงงานเท่านั้น แต่ COP ได้ตัดกระบวนการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และมาตรการความรับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมสำคัญออกไปหมด ไม่มีนักวิชาการ ไม่มีภาคประชาชนเข้ามาร่วมด้วย ไม่มีการกำหนดให้ทำการติดตามตรวจสอบการวัดสารปรอท สารหนู แคดเมียม จากปล่องระบายอากาศของโรงงานด้วย

 

 

ปี 2559 มีการออกคำสั่ง คสช.เป็นชุด แต่ชุดที่น่าจับตาดูคือคำสั่งคสช.ฉบับที่ 4/2559 ยกเว้นผังเมืองรวม ให้กับโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงกำจัดขยะ ถึงแม้ผลจากคำสั่งนี้จะมีคำสั่งเพียงแค่ 1 ปี แต่ 1 ปีนี้เป็นปีที่สำคัญมากเพราะมีการจับจองใบอนุญาต มีการกว้านซื้อที่ดิน มีการเข้าไปทำโดยที่ประชาชนไม่รู้เลยว่ากำลังมีการก่อสร้างอะไรที่หลังบ้านของเขาปี 2560 มีการออก พ.ร.บ.รักษาความสะอาด ชื่อดีมาก แต่ได้รวบอำนาจให้กับมหาดไทยสามารถออกข้อกำหนดจัดเก็บขยะได้ และอนุญาตเอกชนให้เข้ามาดำเนินการในโรงไฟฟ้าขยะได้ ออกกำหนดได้หมด ทั้งค่าจัดการขยะมูลฝอย ค่าเก็บขน โดยที่ไม่เข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เท่านี้ยังไม่พอ ที่ผ่านมาว่าเลวร้ายแล้วแต่ปี 2562 มีการแก้ พ.ร.บ.โรงงาน จากเดิมที่โรงงานถูกนิยามไว้ว่าจะต้องเป็นโรงงานที่ดำเนินการด้วยเครื่องจักรขนาด 5 แรงม้าขึ้นไป และคนงาน 7 คน ถูกเปลี่ยนใหม่ กลายเป็น 50 แรงม้า คนงาน 50 คน ทันทีที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 6 หมื่นแห่งไม่ถือเป็นโรงงานทันที

 

 

“ผลที่เกิดขึ้นคือภายใต้ประกาศคำสั่งเหล่านี้ของ คสช. พี่น้องประชาชนทุกคนสามารถมีโรงงานอุตสาหกรรมขยะ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า โรงคัดแยก โรงรีไซเคิล ไปอยู่ที่หลังบ้านท่านได้ นี่คือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศในตอนนี้ และผมคิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรีด้วยขายฝันพวกเรา ว่าประเทศไทยของเราจะก้าวเข้าสู่ประเทศที่เป็น Zero-waste ประเทศไทยของเราจะมีการบริหารจัดการขยะที่ทันสมัยขึ้น แต่ในขณะที่ออกกฎหมายเหล่านี้ แทนที่จะเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นคนจัดการขยะมูลฝอย มหาดไทยกลับรวบอำนาจในการจัดการขยะมูลฝอยไว้เอง ในเมื่อมหาดไทยอยากจะลองดู ตามแผนแม่บทบริหารจัดการขยะปี 2559-2564 3 ปีที่ผ่านมาแผนนี้รับงบประมาณกว่า 1.78 แสนล้านบาทตลอดทั้งแผน แบ่งเป็นเอกชนครึ่งหนึ่งรัฐบาลครึ่งหนึ่ง แผนนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงอย่างไรบ้าง”

ปดิพัทธ์ชี้

 

 

Waste Management Hierarchy ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุด จากการรายงานของกรมควบคุมมลพิษ สถานที่กำจัดขยะทั้งหมดในประเทศนี้ 2,789 แห่ง กำจัดไม่ถูกต้อง 2,171 แห่ง ทั้งที่มีแผนและรับงบประมาณเรียบร้อยแล้ว แต่มีเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่สามารถกำจัดขยะได้ถูกต้อง ทำให้แผนนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เรามีโอกาสได้ไปสัมผัสกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สภาพของคนที่อยู่ในพื้นที่ขัดแย้งนั้นน่าเห็นใจขนาดไหน พวกเขารู้ว่าต่อไปนี้จะมีการขนขยะเข้าในพื้นที่ของเขาวันละ 300-600 ตันต่อวัน และพวกเขาอยู่ใกล้กับกองขยะที่เทกองอยู่เรียบร้อยแล้ว หลายคนถูกบริษัทเอกชนฟ้อง หลายคนต้องต่อสู้กับผู้นำท้องถิ่น หลายคนต้องต่อสู้กับนักการเมืองท้องถิ่น นี่คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศจากนโยบายของมหาดไทย

 

 

 

ความล้มเหลวอีกแบบหนึ่ง ที่ ต.ควนรัง จ.สงขลา เป็นโรงไฟฟ้าต้นแบบของประเทศไทย ที่นี่จะเป็นที่ที่เป็นต้นแบบ 1 ใน 53 จังหวัดที่มีการร่วมทุนกับเอกชนโดยมติของทางมหาดไทย ให้มีการตั้งที่นี่เกิดขึ้น แต่ต้นแบบที่นี่ เป็นต้นแบบของความล้มเหลวที่กำลังจะเกิดขึ้นจนครบ 53 แห่ง โรงไฟฟ้านี้ที่สร้างขึ้นมามี มูลค่าโครงการประมาณ 8 ร้อยล้านบาท เป็นตัวเลขสำคัญ เพราะว่าเป็นตัวเลขต่ำกว่า 1 พันล้านที่ไม่ต้องใช้การประมูล ใช้คณะกรรมการกลั่นกรองระดับจังหวัดแล้วก็ขอมติไปทางมหาดไทยได้ แต่ตั้งแต่บริษัทนี้ตั้งขึ้นมา ถูกปิดไปแล้วสองครั้ง และครั้งที่เป็นข่าวที่น่าสะเทือนใจที่สุด ก็คือมีการตรวจสอบสารไดอ็อกซินสูงกว่ามาตรฐานถึง 50 เท่า ยังไม่รวมสารพิษในเถ้าเบาและเถ้าหนักที่เกิดจากการเผาขยะที่เทกองเอาไว้ด้วย

 

 

 

สี่เรื่องใหญ่นี้ ความล้มเหลวตั้งแต่แผนจนไปถึงภาคปฏิบัติ โครงการที่มีความขัดแย้งขนาดนี้ โครงการที่แผนผิดขนาดนี้ ไม่มีการกลับมาทบทวนใหม่ โครงการที่ดำเนินไปแล้วต้นแบบก็ยังผิดพลาด แต่ทำไมอนุพงษ์ยังเดินหน้าเร่งเครื่องให้มีโรงไฟฟ้าขยะอย่างเต็มที่ แก้กฎหมายสารพัด อำนวยความสะดวกเอกชน ทุนใหญ่ ทั้งทุนไทและต่างชาติ ให้มาทำกิจการนี้ในบ้านเรา คำตอบอยู่ตรงนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของขยะ เรื่องนี้ไม่ใช่การกำจัดขยะ แต่เป็นเรื่องของมหาดไทยกระโดดเข้าไปในขุมทรัพย์ของพลังงาน คสช. ยึดอำนาจเดือนพฤษภาคมปี 2557 มีการออกประกาศคำสั่ง คสช.ในยุคนั้นมากมาย ตั้งแต่คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 54/2557 แต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ นี่เป็นงานแรกๆ ที่ทำในการปฏิรูปประเทศ คือข้ออ้างของการปฏิรูปพลังงาน จากนั้นออกประกาศคำสั่งอีกฉบับหนึ่ง 95/2557 ปลดกรรมการกองกำกับกิจการพลังงาน ทั้งเลขาธิการและกรรมการทั้งชุด แล้วแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปอีกรอบ และมีการปลดอีกรอบหนึ่งในปี 2561 คำสั่งที่ 14/2561 สองเรื่องนี้ืทำให้ คสช.สามารถเข้าไปควบคุมทิศทางของนโยบายด้านพลังงานได้ทั้งหมด

 

 

“ในส่วนของมหาดไทย มีการออกประกาศคำสั่งกระทรวงมหาดไทยปี 2560 ให้ อปท.สามารถพิจารณาคัดเลือกเอกชนได้โดยไม่ต้องใช้วิธีประมูล ต่อมาออก พ.ร.บ.รักษาความสะอาดปี 2560 ให้ถือว่าเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมาย โดยไม่ต้องเข้ากับ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ความสำคัญคือ อปท.ที่อยู่ในกำกับของมหาดไทยสามารถคัดเลือกเอกชนได้โดยไม่จำเป็นต้องประมูลราคา และไม่เข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน จากนั้นกระทรวงมหาดไทยออกประกาศอีก ประกาศที่สำคัญคือ 1140/2558 แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ กรรมการ 11 คน มีคนที่รู้เรื่องไฟฟ้าคนเดียว อีก 11 คนเป็นคนของมหาดไทยทั้งสิ้นและอำนาจหน้าที่ของกรรมการชุดนี้ก็คือกำหนดกรอบและแนวทางกลั่นกรองโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ และเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทุกท่านเห็นโครงสร้างนี้แล้วเป็นอย่างไร ในนามของ คสช. อนุพงษ์เข้าไปจัดการบอร์ดพลังงาน ในนามของมหาดไทย อนุพงษ์เข้าไปจัดการโครงสร้างการได้มาซึ่งเอกชนที่จะทำโรงไฟฟ้าขยะ”

ปดิพัทธ์กล่าว

 

 

 

โรงไฟฟ้าขยะเป็นธุรกิจที่รัฐบาลประเคนผลตอบแทนให้อย่างงดงาม ถ้าเราเป็นโรงไฟฟ้าขยะชุมชน รายรับแรกของเราจะได้จากสัญญาสัมปทานในค่ากำจัดขยะ ล็อคสัญญาเลย 20 ปี มูลค่าการกำจัดขยะเริ่มต้นตั้งแต่ 300 บาทจนไปสูงสุดที่ 900 บาท เป็นสัมปทานระยะยาว ล็อครายได้ที่คุณจะได้รับอย่างแน่นอน นี่คือมหากาพย์ลด – แลก – แจก – แถม สัญญากำจัดขยะตลอดสัญญา 300-900 บาทต่อเดือน สนับสนุน FiT คือค่าไฟในการรับซื้อที่ เฉพาะของโรงไฟฟ้าขยะไม่ต่ำกว่า 5.08 บาท ในรายของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเป็นโรงไฟฟ้าที่เกิดเยอะที่สุดภายใต้นโยบายแบบนี้ และเป็นโรงไฟฟ้าที่ก่อมลพิษเยอะที่สุด ตัดต้นทุนให้ ลดต้นทุนให้ ไม่ต้องทำบทวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องถูกบังคับให้ลงทุนในการบำบัดมลพิษ ซึ่งเป็นส่วนที่แพงที่สุดของโรงไฟฟ้าขยะ ลดภาษีที่ดินให้อีก 50% เป็นสัญญาระยะยาว คือ Built, Operate and Transfer ครบสัญญาโอนโรงไฟฟ้าให้ อปท.ทันที แต่ก่อมลพิษตั้งแต่ปีแรก และโอนซากของมลพิษเหล่านี้ให้กับอปท.และเอาเงินกำไรทั้งหมดออกไปจากพื้นที่ อาจมีจะออกนอกประเทศบางกรณี และที่สำคัญ ไม่ต้องใช้เงินในการประมูล

 

 

“ผลตอบแทนที่ลด – แลก – แจก – แถม มหาศาลขนาดนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รูปแบบของการแจกแบบนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นค่า adder ที่เติมให้กับค่าไฟ อันนี้อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟเราราคาสูงขึ้นทุกปี โรงไฟฟ้าตั้งแต่ลำดับที่ 1-7 สัดส่วนของเปอเซนต์กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 74% ในขณะที่ธุรกิจทั่วไปกำไรอยู่ที่ 8-10% นี่เป็นเหตุผลที่เรามีเศรษฐีระดับหมื่นล้านหน้าใหม่เกิดขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมา เพราะนโยบายที่ลด-แลก-แจก-แถม และเป็นธุรกิจที่ได้รับอภิสิทธิ์ทั้งหมดไป แต่ในสัดส่วนของโรงไฟฟ้า ผู้ประกอบการที่สามารถทำโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ จำนวนทั้งหมด 2,176 เม็กกะวัตต์ 30% ที่ทำได้ 644 เม็กกะวัตต์มีเพียง 53 บริษัทที่ทำได้ และคิดเป็นเพียงแค่ 7 กลุ่มบริษัทรายใหญ่เท่านั้นเอง”

ปดิพัทธ์ชี้

 

รูปแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าขยะ แต่ความหายนะมากกว่าหลายเท่า เพราะมลพิษที่เกิดขึ้นจากการปล่อยให้เกิดโรงไฟฟ้าขยะขนาดเล็ก จะเป็นมลพิษของประเทศไทยชนิดที่เราไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศจีนในระยะที่ผ่านมา สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นก็คิอปัญหาขยะในประเทศไทยไม่ได้รับการแก้ไขด้วย ตัวเลขของขยะมูลฝอยในประเทศไทยยังสูงขึ้นทุกปี โรงไฟฟ้าขยะมากขึ้น โรงเผาขยะมากขึ้น แต่ทำไมขยะในประเทศไทยยังมากขึ้นด้วย

 

 

เพราะสิ่งที่นายทุนเหล่านี้ เพราะสิ่งที่มหาดไทยทำแบบนี้ แรงจูงใจไม่ใช่การกำจัดขยะ แต่แรงจูงใจคือผลตอบแทนมหาศาลของไฟฟ้าที่มีการลด – แลก – แจก – แถม ประเคนกันโดยที่ไม่เห็นหัวของประชาชนเลย และสิ่งที่น่าตกใจตอนนี้ ผลกระทบของหมอกควันพิษ ไม่ว่าจะเป็นที่เราเรียกว่า PM2.5 หรือว่า smog เกิดขึ้นแล้วทั่วประเทศตอนนี้ มีผลกระทบและส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไปแล้วมากกว่า 500 ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่โรงไฟฟ้าเหล่านี้จะต้องรับผิดชอบภาระทางสิ่งแวดล้อมเอง แทนที่รัฐบาลจะมีมาตรการในการป้องกันและเยียวยาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเองในฐานะที่ตัวเองได้ปล่อยให้มีโรงไฟฟ้าขยะเกิดขึ้น แต่กลับผลักภาระความรับผิดชอบมาให้กับพวกเราทั้งหมด คิดเป็นตัวเลขง่ายๆแบบนี้ ผลกระทบ 12% ของ GDP ในปีที่ผ่านมา ค่าเสียโอกาสทั้งการรักษาและการป้องกันเบื้องต้นสูงถึง 700-800 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำไมประชาชนต้องจ่ายเรื่องพวกนี้?

 

 

 

 

“สุดท้ายราคาที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่อให้เกิดโรงไฟฟ้าขึ้นมีอะไรบ้าง นี่คือสิ่งที่พวกเราประสบ ชีวิตเป็นอยู่ตอนนี้ใช่หรือไม่ ทำไมลูกผมต้องจ่ายราคาบนความร่ำรวยของคนอื่น ในการที่พวกเขาไม่มีโอกาสได้เล่นกีฬากลางแจ้ง ทำไมพ่อแม่ผมต้องจ่ายราคานี้โดยการที่ไม่สามารถไปเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะได้? ทำไมประชาชนต้องจ่ายด้วยชีวิต ด้วยความหวาดกลัวจากการมีโรงไฟฟ้าขยะอยู่ข้างบ้านในขณะที่พวกท่านหอบเงินเป็นฟ่อนเสวยสุขอยู่แค่กลุ่มเดียว? นี่เป็นสิ่งที่ผมต้องการถามคุณอนุพงษ์ และนี่เป็นเหตุผลที่ผมไม่ไว้วางใจคุณอนุพงษ์ เผ่าจินดา”

ปดิพัทธ์กล่าวสรุป

 

 


 

รับชมการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ที่นี่

(ขอขอบคุณภาพและเสียงจาก CH7 News)

 

ดาวน์โหลดไฟล์ประกอบการนำเสนอ

(ปดิพัทธิ์) อภิปรายไม่ไว้วางใจ