fbpx

ธีรัจชัย : ไร้จริยธรรม มีเอี่ยวค้ายา ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี!

 

ธีรัจชัย พันธุมาศ

 

กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พรรคที่ประชาชน 6.3 ล้านเสียงเลือกเข้ามาแต่ถูกยุบพรรคไปก่อนวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจสัปดาห์ก่อน

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากขาดคุณธรรมและไร้จริยธรรม ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โกหก โดยทุจริตปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ในการสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี ชื้แจงข้อความอันเป็นเท็จในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปกปิดความผิด บิดเบือน ข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย เพื่อรักษาตำแหน่งทางการเมือง ทำตัวเหมือน ตัวละครพิน๊อคคอโอ้ ที่ทำผิดซ้ำซากและพยายามปกปิดความผิดของตัวเองไปเรื่อยๆจน เรื่องบานปลาย

 

 

สิ่งที่ท่านปกปิดบิดเบือนความจริง เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจระดับโลกนั่นก็คือ ท่านเคยเป็นผู้ต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดให้จําคุกว่ากระทําความผิดกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิด ฐานเป็นผู้นําเข้า หรือผู้ค้า ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในการเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและการสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ผมจะมาเปิดเผยความจริงให้ท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ และพี่น้องประชาชนให้ทราบ

คดียาเสพติดเป็นคดีอาชญากรรมร้ายแรงระดับโลกที่นานาชาติได้มีอนุสัญญา อย่างน้อย ๆ 3 ฉบับ ที่ไทยได้ลงนามกับนานาอารยะประเทศว่า เราให้ความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติด ดังนั้นความผิดด้านยาเสพติดเป็นความผิดที่ทั่วโลกถือว่าเป็นอาชญากรรมที่ไม่สามารถให้อภัยได้ การจะนำบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ให้มีอำนาจในการใช้งบประมาณ มีอำนาจในการบริหารสั่งการระดับประเทศ เป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน เป็นที่น่าอับอายและเป็นที่น่ารังเกียจ ของทุกประเทศทั่วโลก

เคยมีเหตุการณ์เกี่ยวกับ การเข้าสู่ตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งของประเทศไทยในสมัยรัฐบาลหลังการยึดอำนาจปี พ.ศ. 2535  นั่นคือหัวหน้าพรรคพรรคหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามนั้นก็คือ พรรคสามัคคีธรรม ที่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ทั้งที่มีเสียงข้างมาก ก็เพราะว่าถูกท้วงติงจากสื่อมวลชนสิงคโปร์ บอกว่าท่านไม่สามารถเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้ เนื่องจากติดแบล็คลิสต์ และต่อมาโฆษกของสหรัฐอเมริกาได้ยืนยันว่าไม่สามารถออกวีซ่าได้ เพราะสงสัยว่ามีความเกี่ยวพันกับยาเสพติด ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้ นี่ขนาดสงสัยนะครับ แต่ท่านธรรมนัสหนักกว่ามาก เพราะต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด

นับแต่ท่านธรรมนัสเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 สิ่งที่ปรากฏในสังคมไทยและทั่วโลก คือการวิพากษ์ วิจารณ์ประวัติท่านธรรมนัส ว่าเคยคำพิพากษาศาลให้จำคุกเกี่ยวกับคดียาเสพติด ที่ประเทศออสเตรเลีย วิจารย์ว่าประเทศไทยให้บุคคลแบบนี้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนไทย ในโลกโซเซียล หรือสื่อมวลชนต่างประเทศ หนังสือพิมพ์เดอะซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ (SMH) สำนักข่าว บีบีซี ไทย ได้รายงานข่าว เปิดโปงเรื่องราวของท่านธรรมนัสอย่างละเอียดยิบ และท่านธรรมนัส ก็ได้โต้ตอบปฏิเสธอย่างแข็งขันอย่างน้อย 4 ครั้ง คือวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 แถลงต่อสื่อมวลชน วันที่ 11 กันยายน 2562 ตอบกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 4 ตุลาคม 2562 ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าว บีบีซี  และวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ท่านชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อประธานคณะกรรมาธิการ ปปช. สภาผู้แทนราษฎร

 

 

ผมจะอธิบายทีละขั้น ว่าประเด็นสำคัญทีอย่างไร สิ่งที่สื่อมวลชนเสนอออกมาเป็นอย่างไร ท่านธรรมนัสปฏิเสธอย่างไร และความจริงเป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังจากข้อมูล หลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏแก่สาธารณชนมาก่อน ผมจะพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์เพื่อไปสู่บทสรุปว่าท่านธรรมนัส มีคุณสมบัติต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตามดูทีละขั้นนะครับ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 บัญญัติเกี่ยวกับลักษณะ บุคคลต้องห้ามในการสมัคร ส.ส. และการเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดังนี้

 

 

– มาตรา 98 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (10) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อ กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิด ฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า บทบัญญัตินี้มีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาคือการห้ามสมัคร ส.ส.

  1. ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่ได้ระบุว่า เป็นคำพิพากษาของศาลไทยหรือศาลต่างประเทศ
  2. กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดหมายถึงกฎหมายทุกฉบับ ที่เกี่ยวกับยาเสพติด
  3. ฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า หมายถึงการกระทำขอผู้กระทำที่ศาลตัดสิน
  4. ไม่มีกำหนดระยะเวลาคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นผ่านมากี่ปีแล้ว

 

 

– มาตรา 160 รัฐมนตรีต้อง (6) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (7) ไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ

 

บทบัญญัตินี้มีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาคือ

  1. ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (6) ต้องห้ามทั้งการสมัคร สส. และการเป็นรัฐมนตรี
  2. มาตรา 160 (7) ไม่ระบุว่าต้องคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น จะเป็นเป็นศาลต่างประเทศก็ได้
  • ไม่ระบุระยะเวลา ว่าพ้นโทษมากี่ปีแล้ว จะกี่ปีก็ยังต้องห้าม
  • ไม่ระบุว่าจะต้องเป็นคดีเฉพาะยาเสพติด แต่เป็นคดีประเภทใดก็ได้ ถ้าไม่ใช่คดีประมาท และความผิดลหุโทษ ถ้าเคยต้องคําพิพากษาให้จําคุก ถือว่าต้องห้าม
  • คดีถึงที่สุดแล้วหรือคดียังไม่ถึงที่สุดก็ต้องห้าม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

 

ก่อนที่จะพิสูจน์ความจริง เนื่องจากท่านธรรมนัส พรหมเผ่า เคยเปลี่ยนชื่อนามสกุลหลายครั้ง ถ้าปรากฏหลักฐานชื่อ 1.มนัส โบพรหม 2.ยุทธภูมิ โบพรหม 3.ยุทธภูมิ พรหมเผ่า 4.พชร พรหมเผ่า และ 5.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันนะครับ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวใน www.bbc.com Thailand เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 ระบุว่า สำนวนข้อเท็จจริงทางคดีระบุว่ามนัส ถูกจับเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2536 ที่โรงแรมพาลาจใกล้ชายหาดบอนได พร้อมผู้กระทำความผิดร่วมอีก 3 คน ซึ่งเป็นคนไทย 1 คน และคนออสเตรเลีย 2 คน เฮโรอีนของกลางในคดีนี้มีน้ำหนัก 3.2 กิโลกรัม ทางการออสเตรเลียประเมินว่า อาจมีมูลค่าสูงสุดในท้องตลาดในขณะนั้นถึง 4.1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

ด้านบันทึกของศาลระบุว่ามนัส โบพรหม ยอมรับสารภาพเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2536 ฐานมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีนในปริมาณเพื่อการค้าเข้าไปยังออสเตรเลีย ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มี.ค.2537 ลงโทษจำคุก 6 ปี โดยให้เริ่มนับวันรับโทษตั้งแต่วันที่ถูกจับกุม และจะไม่ปล่อยตัวจนกว่าจะรับโทษไปแล้ว 4 ปี จากนั้นประสงค์ให้เนรเทศออกนอกประเทศ ท่านธรรมนัสได้ปฏิเสธ เป็นประเด็นดังนี้

 

ประเด็นที่ 1

ท่านธรรมนัส ตอบกระทู้ถามสดในสภา เมื่อวันที่  11 กันยายน 2562 ว่า “ผมไม่เคยรับสารภาพว่าผมขนยา ค้ายา หรือนำเข้ายาเสพติด หากเป็นข้อเท็จจริง ไปเอามาเลยว่าผมรับสารภาพตรงไหน ผมชี้แจงมาหลายครั้งแล้ว และยังมาถามอีกว่าผมติดคุก 8 เดือนหรืออะไร เขาเรียกว่าการ plea-bargain หรือการลองตัดสิน ผมไม่ได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนไต่สวนพยานอะไรเลย ผมถูกกักขังอยู่ 8 เดือน หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ plea-bargain แล้วเนี่ย ผมก็ถูกส่งตัวไปอยู่ฟาร์ม ประเด็นสำคัญ ที่ท่านธรรมนัสปฎิเสธคือ

  1. ไม่เคยรับสารภาพว่า ขนยา ค้ายา หรือนำเข้ายาเสพติด
  2. ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนไต่สวนพยานอะไรเลย ถูกกักขังอยู่ 8 เดือน โดยการ plea-bargain ถูกไปอยู่ที่ฟาร์ม เท่ากับว่าปฏิเสธว่า ไม่ได้ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 6 ปี ถูกจำคุกขั้นต่ำ 4 ปี จากนั้นประสงค์ให้เนรเทศออกนอกประเทศ ตามที่เป็นข่าว

 

อะไรจริง อะไรเท็จ?

ท่านธรรมนัส ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษร  เรื่องนี้ต่อ ประธาน คณะกรรมาธิการ ปปช. สภาผู้แทนราษฎร คือท่านเสรีพิสุทธิ์ เตย์มีเวชย์ หนังสือลงวันที่ 12 ธันวาคม 2562  ในหน้าที่ 3 บรรทัดที่ 2 ถึงบรรทัดที่ 5  ว่า ท้ายสุดเมื่อเดือน มีนาคม 2537(1994) ศาลแขวงรัฐนิวเซ้าท์เวลล์ ได้พิพากษาจำคุกกระผมเป็นเวลา 6 ปี ต่อมากระผมได้อุทธรณ์ คำพิพากษาปรากฏว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2538(1995) ศาลอุทธรณ์รัฐนิวเซ้าท์เวลล์ได้มีคำพิพากษาให้ลดโทษกระผมลง  4 ปี และหน้าที่ 3 บรรทัดที่  9 ถึงบรรทัดที่ 13 ว่า ในส่วนของการถูกลงโทษ กระผมถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นเวลา 8 เดือนจากนั้นก็เปลี่ยนกักกันและออกไปทำงานที่ทางการมอบหมายจนได้รับอิสรภาพเมื่อเดือนเมษายน 2540 นับเวลาที่กระผมถูกจับกุมตามข่าวหนังสือพิมพ์ของออสเตรเลียเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2536(1993) เป็นเวลา 4 ปีเมื่อพ้นโทษแล้วกระผมได้เดินทางกลับประเทศไทยจากนั้นได้ยื่นขอเปลี่ยนชื่อสกุล จากเดิม เป็น พชร พรหมเผ่า

 

 

สรุปการชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ของท่านธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่ต่างเวลากัน ชี้แจงในสภากับชี้แจงให้คณะกรรมาธิการ ปปช ขัดกันเองดังนี้ครับ

1.เดือนมีนาคม2537(1994) ศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลล์ ได้พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 6 ปี

2.ได้อุทธรณ์ คำพิพากษาปรากฏว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2538(1995) ศาลอุทธรณ์รัฐนิวเซาท์เวลล์ ได้มีคำพิพากษาให้ลดโทษกระผมลง  4 ปี

3.ยอมรับว่า ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นเวลา 8 เดือนจากนั้นก็เปลี่ยนกักกัน

4.ยอมรับว่าได้รับอิสรภาพเมื่อเดือนเมษายน 2540

 

จากคำให้การดังกล่าวจะเห็นว่า ที่ท่านธรรมนัสชี้แจงตอบกระทู้สดในสภา ว่าถูกกักขังอยู่ 8 เดือน โดยการ plea-bargain ไม่เป็นความจริงจริง เพราะท่านมายอมรับเอง ภายหลังว่า เดือนมีนาคม2537 (1994) ศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลล์ ได้พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 6 ปี ได้อุทธรณ์ คำพิพากษาปรากฏว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2538 (1995) ศาลอุทธรณ์รัฐนิวเซาท์เวลล์ได้มีคำพิพากษาให้ลดโทษกระผมลง  4 ปี ยอมรับว่า ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นเวลา 8 เดือนจากนั้นก็เปลี่ยนกักกัน เท่ากับว่าท่านธรรมนัส สารภาพแล้วว่า ถูกศาลที่ประเทศออสเตรเลีย พิพากษา จำคุก 6 ปี ท่านอ้างว่าได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ลดโทษลง เหลือ 4 ปี ถึงตรงนี้พิสูจน์ด้วยคำพูดคำชี้แจงของท่านธรรมนัสเอง ท่านถูกคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 6 ปี และยอมรับว่า ถูกจำคุก อย่างน้อย 8 เดือน ที่เหลือเปลี่ยนเป็นกักกันจนครบ 4 ปี

รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 160 รัฐมนตรีต้อง (7) ไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ แค่คำพูดที่ท่านชี้แจงในสภา และการชี้แจงให้คณะกรรมาธิการ ปปช ท่านก็ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีแล้วครับ มาถึงตรงนี้ท่านธรรมนัสขาดคุณสมบัติในการเข้าดำรงตำแหน่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ด้วยคำพูดและคำชี้แจงของท่านธรรมมัสเองครับท่านจำนน ด้วยหลักฐาน

 

แต่เท่านั้นยังไม่พอ ผมจะทำให้ความจริงปรากฏ เพิ่มไปอีกว่าเป็นอย่างไร ตัวผมเองประธานอนุกรรมการ ปปช. คณะอนุฯ 2 ในคณะกรรมาธิการ ปปช. สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี เรื่องการถูกจำคุกคดียาเสพติด ของท่าน ธรรมนัส พรหมเผ่า เราใช้เวลาการตรวจสอบกว่า 5 เดือน ในหน่วยงานในประเทศ ได้รับความร่วมมือบ้าง ไม่ได้รับความร่วมมือบ้าง โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศ ไม่ได้รับความร่วมมือ เท่าที่ควรในการติดต่อไปยังศาล ที่ประเทศออสเตรเลียและหน่วยงานอื่นๆ บ่ายเบี่ยงมีข้ออ้างมากมาย ไม่ทราบเพราะเป็นการตรวจสอบรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่จึงไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรจะเป็น

แต่โชคดี เมื่อติดต่อโดยตรง ไปยังศาลอุทธรณ์รัฐนิวเซาเวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ทางประธานคณะกรรมาธิการ ปปช. สภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือไปยัง ศาลอุทธรณ์รัฐรัฐนิวเซาเวลส์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ก็ได้รับการตอบรับ และได้ส่งคำพิพากษาหรือคำสั่ง ของศาลอุทธรณ์ New South Wales (NSW) เลขคดี 6044/94 และ 6034/94 ในคดี ของท่านธรรมนัส มายังประธานคณะกรรมาธิการ ปปช. ฉบับสมบูรณ์โดยตรง เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563  ได้มีแปลกับผู้แปลที่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย

 

 

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ รัฐนิเซาท์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย ที่ส่งมาจากกศาลโดยตรง ไม่ใช่เป็นการจดคัดลอกมาจากศาล เหมือนที่ สื่อต่างประเทศ เคยนำเสนอ แต่เป็นข้อมูลใหม่ ที่ศาลส่งมาให้ ประธานคณะกรรมาธิการ ปปช.โดยตรงไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อนครับ ผมได้ขออนุญาตท่านประธานคณะ กรรมาธิการ ปปช. นำข้อมูลต่างๆมาเปิดเผยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งเรียบร้อยแล้วครับ

 

อยากรู้มั้ยครับว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งนี้ได้กล่าวอะไรไว้บ้าง?

คำพิพากษาหรือคำสั่งของ ศาลอุทธรณ์ New South Wales (NSW)เลขคดี 6044/94 และ 6034/94  อ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2538 คดีระหว่างแผ่นดิน กับนายมนัส โบพรหม และระหว่างแผ่นดิน กับนายศรศาสตร์ เทียมทัศน์ เป็นการอุทธรณ์ของนายมนัส โบพรหม และนายศรศาสตร์ เทียมทัศน์ ขอให้ลดโทษจำคุกตามที่ศาลแขวง NSW ได้ตัดสินไว้แล้ว โดยนำมาเปรียบเทียบกับโทษจำคุกของนาย คอนสะแตนติโน Constantino ชาวออสเตรเลีย ผู้กระทำผิดที่โดนจับกุมพร้อมกันและผู้ร้องทั้งสองต้องการขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ภายหลังระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โดยอ้างเหตุผลเดียวเพื่อยื่นอุทธรณ์ คือความไม่เสมอภาค เนื่องจากนาย คอนสะแตนติโน Constantino ได้รับโทษน้อยกว่า โดยศาลอุทธรณ์ ได้วินิจฉัยตัดสินดังนี้

ผู้ร้องซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยสองคน ได้รับสารภาพว่าได้เจตนาเข้าเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีน ผู้ร้องแต่ละคนถูกพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นระยะเวลาหกปี โดยกำหนดโทษเป็นระยะเวลาขั้นต่ำสี่ปีและระยะเวลาห้ามปล่อยตัวอีกสองปี ทั้งนี้ ผู้ร้องทั้งสองได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทางการ และผู้พิพากษาที่ตัดสินได้ชี้ว่าตนได้พิจารณา[ลดโทษจาก]โทษจำคุกรวมแปดปี เพราะการที่ผู้ร้องได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทางการดังกล่าวนั้น ผู้ร่วมกระทำผิดอีกคนหนึ่งชื่อคอนสแตนติโน พลเมืองออสเตรเลียที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรับเฮโรอีนในประเทศออสเตรเลีย ได้รับสารภาพด้วย และถูกพิพากษาลงโทษโดยผู้พิพากษาอีกท่านหนึ่ง เขาถูกพิพากษาลงโทษจำคุกรวมสี่ปี โดยเป็นระยะเวลาห้ามปล่อยตัวสองปีครึ่ง

 

 

ไม่มีการชี้แต่อย่างใดว่าโทษที่กำหนดไว้แก่ผู้ร้องทั้งสองนั้นเป็นโทษที่เกินกว่าเหตุ หรือประกอบด้วยความผิดพลาดในข้อเท็จจริงหรือหลักกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้ร้องทั้งสองต้องการขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ภายหลังระยะเวลายื่นอุทธรณ์ และเหตุผลที่อ้างเพียงเหตุเดียวเพื่อยื่นอุทธรณ์คือความไม่เสมอภาคกันระหว่างโทษที่กำหนดไว้แก่คอนสแตนติโน – วินิจฉัยว่า

1.ผู้พิพากษาที่พิพากษาลงโทษคอนสแตนติโนได้พิพากษาโดยมีความเห็นว่าบทบาทของเขาในการดำเนินการ[เกี่ยวกับเฮโรอีน]ดังกล่าวน้อยกว่าผู้ร้องทั้งสองนี้อย่างมีนัยสำคัญ

2.เมื่อพิจารณาถึงเอกสารหลักฐานทั้งหมด ไม่พบว่าการประเมินข้างต้นไม่ถูกต้อง

3.ในพฤติการณ์ดังกล่าวมิได้มีความไม่เสมอภาคกันในลักษณะที่ต้องมีการแทรกแซงโดยการอุทธรณ์

 

คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าว  ยืนยันชัดเจนว่า

1.นายมนัสโบพรหม  และนายศรศาสตร์ เทียมทัศน์ได้รับสารภาพว่า ได้เจตนานำเข้า และเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีน

2.ทั้งสองคน ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นระยะเวลา 6 ปี โดยกำหนดโทษเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ  4 ปี และระยะเวลาห้ามปล่อยตัวอีก 2 ปี

3.ทั้งสองได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทางการศาลลดโทษจำคุก จากที่ จะต้องถูกจำคุกรวม 8 ปีการลดโทษเป็นการลดโทษโดยศาลแขวง

4.ในคำพิพากษาไม่มีกระบวนการพรีบาเกนนิ่ง และ กักกัน 8 เดือน เลย

 

ดังนั้นที่ท่านธรรมนัดตอบกระทู้สดในสภาว่า

1.ไม่เคยรับสารภาพว่าผมขนยา ค้ายา หรือนำเข้ายาเสพติด ท่านโกหก

2.ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนไต่สวนพยานอะไรเลย ผมถูกกักขังอยู่ 8 เดือน โดยการ plea-bargain เท่ากับว่าปฏิเสธว่า ไม่ได้ ถูกจำคุก 4 ปี ไม่เป็นความจริง ท่านโกหก

3.นอกจากนั้นที่ท่านธรรมนัสชี้แจงเป็นลายลักอักษรต่อประธานคณะกรรมาธิการ ปปช ว่า ได้อุทธรณ์ คำพิพากษาปรากฏว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2538(1995) ศาลอุทธรณ์รัฐนิวเซาท์เวลล์ได้มีคำพิพากษาให้ลดโทษกระผมลง  4 ปี ก็ไม่เป็นความจริง โกหกอีก เพราะการพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นระยะเวลา 6 ปี โดยกำหนดโทษเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ  4 ปี และระยะเวลาห้ามปล่อยตัวอีก 2 ปี เป็นคำพิพากษาของศาลแขวง ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ท่านธรรมนัสโกหกครับ

 

ที่ท่านธรรมนัสตอบกระทู้สดในสภาและชี้แจงเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการ ปปช เป็นการโกหกกลางสภาครับ ท่านทำตัวเหมือน พิน๊อคคิโอ้ เท่านั้นยังไม่พอครับ เรามาดูต่อว่า ท่านธรรมนัส ถูกศาลที่ประเทศออสเตรเลียตัดสินว่าเป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิด ฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า หรือไม่ครับ

 

เรามาดูเนื้อหาในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์รัฐนิวเซาท์เวล ต่อครับ เพื่อเป็นการให้ปูมหลังในการพิจารณา สามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่าผู้ร้องทั้งสองและคอนสแตนติโน และบุคคลเพศชายชื่อคาลาบรีซ ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีนในปริมาณมากจากประเทศไทย โดยผู้ร้องแต่ละคนรับสารภาพว่ามีเจตนาเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีนในปริมาณที่ถือว่าสำหรับเพื่อการค้า

ตามคำพิพากษา ผู้ร้องทั้งสองคือนาย มนัส และ ศรศาสตร์ และคอนสแตนติโน และบุคคลเพศชายชื่อคาลาบรีซ ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีนในปริมาณมากจากประเทศไทย โดยผู้ร้องแต่ละคนรับสารภาพว่ามีเจตนาเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีนในปริมาณที่ถือว่าสำหรับเพื่อการค้า

 

 

รายละเอียดถึงพฤติกรรมในคดีนี้ของธรรมนัส

อ้างอิงจากคดีความผิดต่อแผ่นดินเรื่องดังกล่าวในช่วงต้นปี 2536 คอนสแตนติโนและคาลาบรีซได้เดินทางไปที่ประเทศไทย ที่ซึ่งทั้งสองได้พบกับผู้จัดหาเฮโรอีนรายหนึ่ง โดยผู้จัดหานั้นสังเกตได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้ร้องทั้งสองอย่างใกล้ชิด และได้มีการติดต่อใช้บริการผู้ส่งของซึ่งเป็นบุคคลเพศหญิง และเธอได้นำเฮโรอีนเข้าสู่ประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้ ผู้ร้องทั้งสองต่างคนต่างเดินทางมาที่ประเทศออสเตรเลีย และหลังจากที่ผู้ส่งของเดินทางมาถึงออสเตรเลีย ก็ได้มีการจัดการและดำเนินการร่วมกันและผู้ร้องทั้งสองก็ได้มีส่วนร่วมในการส่งมอบเฮโรอีนดังกล่าวแก่คอนสแตนติโนและคาลาบรีซ หลังจากที่ผู้ร้องได้ส่งมอบเฮโรอีนแก่คอนสแตนติโนและคาลาบรีซเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาถึงและจับกุมบุคคลทั้งสี่ไว้ ในการพิพากษาลงโทษผู้ร้องทั้งสอง ผู้พิพากษาศาลแขวงลงความเห็นว่าในการนำเข้า[เฮโรอีน]ดังกล่าวผู้ร้องทั้งสองถือได้ว่ากระทำการมากกว่าเพียงเป็นผู้ขนส่งเท่านั้น

 

จากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าว ระบุว่า

  1. ในช่วงต้นปี 2536 คอนสแตนติโนและคาลาบรีซได้เดินทางไปที่ประเทศไทย ที่ซึ่งทั้งสองได้พบกับผู้จัดหาเฮโรอีนรายหนึ่ง ผู้จัดหาเฮโรอีนมีความเกี่ยวข้องกับมนัสและศรศาสตร์อย่างใกล้ชิด
  2. ผู้ร้องทั้งสองคน (มนัสและศรศาสตร์)ได้มีส่วนร่วมในการส่งมอบเฮโรอีนดังกล่าวแก่นายคอนสแตนติโนและคาลาบรีซ ถูกจับกุมพร้อมกัน
  3. ศาลแขวงเห็นว่าในการนำเช้าเฮโรอีนดังกล่าวผู้ร้องทั้งสองกระทำมากกว่าผู้ขนส่งเท่านั้น

 

ท่านธรรมมนัส ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่า เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ ผู้จัดหาเฮโรอีน.ในประเทศไทยเพื่อส่งมายังออสเตรเลีย ในคดีนี้มีส่วนร่วมในการส่งมอบเฮโรอีนดังกล่าวแก่แก่นายคอนสแตนติโนและคาลาบรีซ และถูกจับพร้อมกันศาลแขวงเห็นว่าในการนำเช้าเฮโรอีนดังกล่าวท่านธรรมนัสกระทำมากกว่าผู้ขนส่ง ที่ท่านธรรมนัส อภิปรายชี้แจงตอบกระทู้สดในสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงต่อประธานคณะกรรมาธิการ ปปช  มันคือการโกหก ปกปิดบิดเบือนความผิดของตัวเองซ้ำซาก ใช่มั๊ย ท่านคือ พิน๊อคคีโอ

 

 

นอกจากนั้นเมื่อวันที่  11 ก.ค. 2562 ว่า มีข้อมูลจาก “สื่ออวตาร” ที่พยายามโจมตีท่าน เพราะ “เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่จะเอาเลือดไปหล่อเลี้ยงในหัวใจของรัฐบาล จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อท่าน” และขู่ฟ้องดำเนินคดีกับสื่อเหล่านี้ ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า “ก็จะฟ้องเขา สื่ออวตารพวกนี้มาจากนอกประเทศทั้งนั้น” อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ระบุชื่อบุคคลหรือสำนักข่าวแต่อย่างใด ซึ่งถึงตอนนี้ยังไม่มีการฟ้อง โดยผมคิดว่าที่ยังไม่ฟ้อง ด้วยเหตุผล 2 ประการ

  1. ข้อมูลที่ สื่อต่างประเทศ เสนอไป เป็นความจริง ฟ้องไปก็แพ้
  2. ท่านธรรมนัส ไม่สามารถเข้าประเทศออสเตรเลียได้ เพราะไม่มีวีซ่าเนื่องจากกฎหมายออสเตรเลีย ถ้าถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 เดือนขึ้นไป เค้าไม่ออกวีซ่าให้ ท่านธรรมนัสถูกศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี ไม่มีวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลียแน่นอน ถ้ามีรีบเอาโชว์เลยครับ

 


 

ประเด็นที่ 2

ท่านธรรมนัสได้โต้แย้ง เป็นลายลักษ์อักษร ต่อประธานคณะกรรมาธิการ ปปช. ตามหนังสือลงวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ในหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 26 และ 27  ว่า กรณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(7) ต้องเป็นกรณีได้รับโทษโดยศาลไทย และกรณีตามมาตรา 98(10) การต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดก็ต้องเป็นคำพิพากษาของศาลไทยเช่นกัน น่าจะรวมถึง มาตรา 160 ต้องคำพิพากษาศาลไทยเช่นกัน

 

 

เท่ากับว่า ท่านธรรมนัสอ้างว่า คำพิพากษาให้จำคุก ในเรื่องคุณสมบัติการสมัคร สส และการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีใช้ได้เฉพาะคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น คำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ ใช้กับท่านไม่ได้ เรื่องนี้ผมขอตั้งคำถามท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า ถ้าบุคคลหนึ่งเป็นครูที่ถูกจำคุกที่ ต่างประเทศ ในคดียาเสพติด หรือคดีข่มขืนกระทำชำเรา มา สมัครเป็นครู ในโรงเรียนที่ลูกเราเรียนหนังสืออยู่ เราอยากให้ลูกเราไปเรียนหนังสือกับครูคนนี้ไหมครับ

นี่คือตำแหน่งทางการเมืองระดับรัฐมนตรี คนที่ต้องมาดูแลงบประมาณ ออกนโยบายต่างๆ เช่นนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และใช้อำนาจรัฐ ผมถามหน่อยครับว่า หัวอกอย่างเราคนไทย จะปล่อยคนแบบนี้ให้เข้ามาบริหารประเทศหรือครับ

ข้ออ้างของท่านธรรมนัส ฟังขึ้นหรือไม่ ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 บัญญัติไว้ชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้

  • มาตรา 5 ผู้ใดกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จะกระทำนอกราชอาณาจักร ผู้นั้นจะต้องรับโทษในราชอาณาจักร ถ้าปรากฏว่า (1)ผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมกระทำความผิดคนใดคนหนึ่งเป็นคนไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่า กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จะกระทำนอกราชอาณาจักร ผู้นั้นจะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คดีนี้มีผู้ร่วมกระทำผิด เป็นคนไทยถึง 2 คน คือนายมนัส โบพรหมและนายศรศาสตร์ เทียมทัศน์ จะต้องรับโทษในราชอาณาจักรนะครับ

  • มาตรา 6 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น (1) สนับสนุน หรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด (2) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่หรือวัตถุใดๆ เพื่อประโยชน์ หรือให้ความสะดวกแก่ การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ (3) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่ประชุม ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ผู้กระทำความผิด หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากการถูกจับกุม (6) ชี้แนะ หรือติดต่อบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด

จากกฎหมายดังกล่าว แค่สนับสนุน หรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด ชี้นะหรือติดต่อบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด ก็เป็นตัวการในการกระทำความผิดแล้ว แต่จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ได้เรียนข้างต้น ระบุว่า “ผู้ร้องทั้งสองคน (มนัสและศรศาสตร์) ได้มีส่วนร่วมในการส่งมอบเฮโรอีนดังกล่าวแก่นายคอนสแตนติโนและคาลาบรีซ หลังจากที่ผู้ร้องทั้งสองได้ส่งมอบเฮโรอีนแก่คอนสแตนติโนและคาลาบรีซ เป็นระยะเวลาสั้นๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาถึงและจับกุมบุคคลทั้งสี่ไว้

 

 

ตรงนี้คือท่านธรรมนัส เป็นตัวการในการค้ายาเสพติดอย่างชัดเจน จึงสามารถที่จะลงโทษ ในประเทศไทยได้ นี่คือข้อกฎหมาย ข้อแรกครับ ที่ระบุชัดเจนว่า คดียาเสพติด ทำที่ต่างประเทศสามารถมาลงโทษที่ประเทศไทยได้ คำพิพากษาต่างประเทศก็ย่อมผูกพันเช่นกัน

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัคร ส.ส. ใช้เฉพาะคำพิพากษาของศาลไทย ตามที่ท่านธรรมนัสกล่าวอ้าง หรือใช้ได้ทั้งคำพิพากษาศาลไทยและศาลต่างประเทศ

เรื่องนี้ ปี 2525 คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยได้วินิจฉัยเรื่องเสร็จที่ 276/2525 เรื่องหารือบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ปัญหาการตีความตามมาตรา 96(5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) รัฐธรรมนูญขณะนั้น ปี 2521 มาตรา 96 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คือ (5) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

 

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา วินิจฉัย ว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำคุกของศาลในประเทศใด และบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรก็เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม ถ้าต้องห้ามเฉพาะการกระทำผิดในประเทศ ไม่เกี่ยวกับการกระทำผิดในต่างประเทศ ก็จะเกิดการลักลั่นไม่เป็นธรรม และขัดกับเหตุผลในกรณีเช่น ความผิดอย่างเดียวกัน มีโทษอย่างเดียวกัน ถ้าทำผิดในประเทศต้องห้าม ถ้าทำผิดในต่างประเทศ ไม่ต้องห้าม ฉะนั้น …. ไม่ว่าจะเป็นการถูกจำคุกในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ก็ต้องถือว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามเจตนารมณ์แห่งมาตรา 96(5)ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(รัฐธรรมนูญ ปี 2521)

เมื่อดูความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ข้อกล่าวอ้างที่ท่านธรรมนัส ว่า คำพิพากษาให้จำคุกในต่างประเทศมาใช้เป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การสมัคร ส.ส. และการเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ได้ ต้องถูกคำพิพากษาให้จำคุกโดยศาลไทยเท่านั้น ไม่เป็นความจริงครับ ท่านธรรมนัส โกหก และบิดเบือนข้อกฎหมายเพื่อประโยชน์ตนเองอีกแล้วครับ ท่านทำตัวเหมือน พิน๊อคคิโอ้ อีกแล้วครับ

 


 

ประเด็นที่ 3

ท่านธรรมนัส ตอบกระทู้ถามสดในสภา เมื่อวันที่  11 กันยายน 2562 ว่า ชีวิตผมผ่านพระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติล้างมลทินมากี่ฉบับแล้ว ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่านคงจะรู้ว่า พระราชกฤษฎีกา หรือ พระราชบัญญัติล้างมลทินเนี่ยมีสาระสำคัญอะไรบ้าง และท่านธรรมนัสได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อ ประธานคณะกรรมาธิการ ปปช. ตามหนังสือลงวัน ที่ 12 ธันวาคม 2562 ในหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 32 ถึงบรรทัดที่ 35 ว่า ‘โดยเฉพาะการถูกออกจากราชการของกระผมได้รับการล้างมลทินแล้วตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 คุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของกระผมจึงไม่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ’

ล้างมลทิน ล้างทุกอย่าง แล้วไม่ต้องห้ามสมัคร สส. สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี?

 

 

การล้างมลทิน กับ การนิรโทษกรรม ต่างกันอย่างไร?

การล้างมลทินคือ การลบล้าง โทษที่บุคคลผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาครบถ้วนและพ้นโทษแล้ว มีผลทางกฎหมายเท่ากับบุคคลนั้นไม่เคยได้รับโทษมาก่อน ส่วนการนิรโทษกรรมคือ การกำหนดให้สิ่งที่เป็นความผิด ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ทำให้ผู้กระทำ.ไม่ต้องรับผิดในทางอาญาหรือในทางแพ่ง

 

 

ที่ท่านชี้แจงในสภา และต่อคณะกรรมาธิการ ปปฃ เป็นการเอา หลักการนิรโทษกรรม มาอธิบายเป็นการล้างมลทิน ว่า ลบล้างสิ่งที่เป็นความผิด ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป การล้างมลทินคือ การลบล้าง โทษที่บุคคลผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาครบถ้วนและพ้นโทษแล้ว มีผลทางกฎหมายเท่ากับบุคคลนั้นไม่เคยได้รับโทษมาก่อน ท่านอ้างคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงครับ ท่านบิดเบือนกฎหมายครับ เรื่องนี้ศาลปกครองสูงสุด ได้เคยวางหลักไว้แล้วดังนี้

 

 

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.116/2554 “การที่ผู้ฟ้องคดีได้รับล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มีผลเป็นเพียงการล้างโทษทางวินัยที่ผู้กระทำผิดได้รับเท่านั้น หาได้มีการลบล้างพฤติกรรมการกระทำความผิดอันเป็นสาเหตุที่ทำให้ถูกลงโทษไปด้วยไม่”

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ ๔๑๕/๒๕๕๗ ระบุว่า ถึงแม้จะมีพระราชบัญญัติล้างมลทิน ฯ ออกมาใช้บังคับ แต่ตามมาตรา ๔ ก็ถือเพียงว่า ผู้นั้นไม่เคยถูกลงโทษ แต่ไม่ได้มีผลเป็นการลบล้างคำพิพากษาศาลที่ตัดสินว่า ผู้นั้นได้เคยกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้ถูกลงโทษไปด้วย ดังนั้น พระราชบัญญัติล้างมลทิน ฯ จึงไม่ได้ลบล้างการกระทำความผิดแต่ถือว่าไม่เคยถูกลงโทษเท่านั้น

 

 

นอกจากนั้นการล้างมลทินและการนิรโทษกรรม เป็นการออกกฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติตามกฎหมายไทย บังคับได้เฉพาะ การถูกลงโทษในประเทศไทย เนื่องจากกฎหมายไทย ไม่สามารถไปลบล้างความผิดหรือลบล้างโทษ ที่ศาลต่างประเทศตัดสินว่ากระทำความผิดและต้องโทษในต่างประเทศได้ เพราะอำนาจทางกฎหมายภายในประเทศไม่สามารถไปบังคับ ในต่างประเทศได้  ความผิดที่ศาลประเทศออสเตรเลีย ตัดสินว่าท่าน ธรรมนัสมีความผิดเกี่ยวกับการส่งยาเสพติดเพื่อการค้า โทษจำคุก 6 ปี ถูกคุมขัง 4 ปี  กฎหมายไทยไม่สามารถ ไปล้างมลทินหรือไปนิรโทษกรรม ได้ข้อที่ท่านธรรมนัสกล่าวอ้างทำนอง ว่าความผิดและการถูกศาลพิพากษาให้จำคุกที่ประเทศออสเตรเลียถูกล้างมลทินไปหมดแล้ว คุณสมบัติไม่ต้องห้ามแล้ว จึงไม่เป็นความจริงอีกแล้วครับ

เรื่องนี้ท่านได้บิดเบือน ข้อเท็จจริงข้อกฎหมายเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง อีกแล้วครับ ท่านธรรมนัส โกหกอีกแล้ว มีพฤติการณ์ แบบ พิน็อคคิโอ้อีก แล้วครับ อย่าลืมนะครับ ล้างมลทินล้างได้เฉพาะโทษ ไม่ได้ล้างความผิด ท่านปกปิดโทษที่ออสเตรเลียด้วย  โทษที่จำคุกเกี่ยวกับคดียาเสพติก ยังอยู่ถึงปัจจุบัน เมื่อโทษยังอยู่ ท่านก็ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การเป็นผู้สมัคร สส และเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(10) และ 160(7)

 

 

เท่านั้นยังไม่พอครับ ผมได้ตรวจสอบประวัติการรับราชการทหารของท่านธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากราชการ 2 ครั้ง

  • ครั้งที่ 1 วันที่ 27 พ.ย. 2534 ตามคำสั่ง ก.ห. ที่ 984/2534  ด้วยข้อหาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
  • 21 ก.ย 2535 ตามคำสั่ง กห ที่ 687/2535 ขอกลับรับราชการทหารสังกัดกองทัพเรือ
  • ครั้งที่ 2 18 มีนาคม พ.ศ. 2536  ถูกปลดออกจากราชการ หนีราชการ  ตามคำสั่ง กห ที่ 621/2536 กลับคืนยศร้อยโท 4 ธ ค. 2540

 

 

หากดูระยะเวลา ถูกจับกุมยาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย 15 เมษายน 2536 ถูกศาลประเทศออสเตรเลียพิพากษา จำคุก 6 ปี จำคุกขั้นต่ำ 4 ปีโดยนับโทษตั้งแต่วันถูกจับกุม ก็จะพ้นโทษ 15 เมษายน 2540  ได้รับคืนยศร้อยโท 4 ธันวาคม 2540 ระยะเวลา ตามประวัติการถูกให้ออกจากราชการ สอดคล้องกันเปะ ว่า 4 ปี เศษ หายไปจากราชการ กับการถูกจำคุกที่ประเทศออสเตรเลีย

ระเบียบของกองทัพบก เรื่องการขอกลับเข้ารับราชการทหารของทหารที่เคยออกจากราชการ ระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการบรรจุ การโอน และการบรรจุกลับเข้ารับราชการ พ.ศ.2529 ข้อที่ 9 บุคคลที่เคยรับราชการในกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้ออกจากราชการไปแล้ว หากประสงค์จะกลับเข้ารับราชการใหม่ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 9.3 ไม่เป็นผู้ที่ออกจากราชการมาจากส่วนราชการใด ๆ ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป หรือออกจากราชการด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังนี้ 9.3.4 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญา เว้นแต่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวิทยาการพิเศษ ซึ่งทางราชการต้องการ เคยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญา กลับเข้ารับราชการทหารไม่ได้อีก

ด้านใบประวัติของท่านธรรมนัส ปรากฏว่าการกลับเข้ารับราชการทหาร ปี 2540 ไม่มีเรื่องเคยถูกจำคุกเกี่ยวกับคดียาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย 4 ปี เพราะถ้าปรากฏในการขอเข้ารับราชการ ท่านมีคุณสมบัติและลักษะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ เมื่อไม่ปรากฏแสดงว่าท่านไม่ได้บอกความจริง ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง จนทางราชการหลงเชื่อให้ท่านได้กลับเข้ารับราชการ ผมได้ สอบถามนายทหาร ที่มาชี้แจง ที่คณะกรรมาธิการปปช หลายท่านที่มาตอบคำถามต่อ กมธ ปปช แต่ตอบไม่ได้

 

 

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341  ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง จนผู้อื่นหลงเชื่อ ได้ทรัพย์นั้นไป.. ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อนำพฤติกรรมท่านธรรมนัสมาเปรียบเทียบ กับประมวลกฎหมายอาญาเรื่องฉ้อโกงทรัพย์ มันเหมือนกันมากแต่ท่านธรรมนัสไม่ได้ฉ้อโกงทรัพย์ แต่เป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเรื่องที่ท่านเคยต้องคำพิพากษาถูกจำคุกเกี่ยวกับคดียาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย 4 ปี  จนทางราชการหลงเชื่อให้ท่านกลับเข่ารับราชการได้ ท่านโกหกอีกแล้วครับ ท่านเปรียบเสมือนฉ้อโกง เพื่อให้ได้กลับเข้ารับราชการทหาร ท่าน พิน็อคคิโอ อีกแล้วครับ

 


 

ประเด็นที่ 4

ท่านธรรมนัส ตอบกระทู้ถามสด ในสภา เมื่อวันที่  11 กันยายน 2562 ว่า ปี 2557 มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรค ๆ หนึ่งในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 55 หากไม่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร ณ เวลานั้น ผมก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่เห็นมีประเด็นที่ใครจะต้องมาโจมตีอะไรเลย

 

สำหรับเรื่องนี้ ผมขอชวนพวกเรามาจับผิดพิน็อคคิโอกันอีกสักรอบ

1.หนังสือยินยอมให้เสนอชื่อสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ แบบ สส. 17/ง ที่ท่านธรรมนัส สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้ง ปี 2557 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2556 ซึ่งท่านได้ลงลายมือชื่อเรียบร้อย มีข้อความที่สำคัญคือ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้าพเจ้าเป็นผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขณะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี 2550 บัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้ใน มาตรา 102 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (5) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ต้องคำพิพากษาให้จำคุกได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี ในวันเลือกตั้ง

 

 

ท่านพันโทษจำคุก ปี 2540  ถึงปี 2557 เกิน 5 ปี ไม่มีลักษณะต้องห้าม การสมัคร สส. ตาม รัฐธรรมนูญ ปี 2550 แต่รัฐธรรมนูนปี 2560 มีเงื่อนไขมากกว่าครับคือไม่กำหนดระยะเวลา ว่าเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก มาแล้วกี่ปี ถือว่าต้องห้ามหมดครับ การที่ท่านเอาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ในการสมัคร สส ของรัฐธรรมนูญ ปี2550 ท่านต้องการบิดเบือนให้คิดว่า การเลือกตั้ง ปี 2562 มีลักษณะต้องห้ามเหมือนกัน ครับ ท่าน ทำตัวเหมือน พิน๊อคคิโอ้ อีกแล้วครับ

 

2.จากนั้นผมได้ตรวจสอบ ใบสมัคร สส. บันทึกถ้อยคำของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส. 4/6 ที่ท่านธรรมนัส สมัครรับเลือกตั้ง ปี 2562 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 ในเอกสารดังกล่าว มีข้อความให้ท่านธรรมนัสตอบคำถาม ว่า ท่านเป็นผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ใช่หรือไม่ ตอบว่า ‘ใช่’

 

 

ท่านเคยถูกศาลที่ประเทศ ออสเตรเลีย มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุกเกี่ยวกับคดียาเสพติด ฐานผู้นำเข้า ผู้ค้า 6 ปีจำคุกขั้นต่ำ 4 ปี ท่านจะไม่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูนได้อย่างไรครับ ท่านโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่น โดยเฉพาะ กกต. ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเรื่องที่ว่าท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนจนผู้อื่นโดยเฉพาะ กกต.หลงเชื่อ ท่านจึงได้สมัคร สส.  เป็นความเท็จ รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 98 บุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส (10) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อ…กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิด ฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า

รัฐธรรมนูน ปี 2560 ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่มีกำหนดเวลา  ซึ่งต้องห้ามการสมัคร สส ครับ ท่านบิดเบือน โกหกอีกแล้วครับ เพื่อให้ได้สมัคร สส. ท่านเป็นพิน๊อคคิโอ้อีกแล้วครับ ทีนี้เรามาดู พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑

มาตรา 151 ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น มีกําหนดยี่สิบปี

ในกรณีที่ผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดํารงตําแหน่ง ดังกล่าวให้แก่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย กกต. รับเรื่องไปด้วยนะครับ ดำเนินคดีให้เรียบร้อยด้วยความเที่ยงตรงนะครับ หากท่านไม่ปฏิบัติก็ถือว่าท่าน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนะครับ

 

3.สำหรับเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีของท่านธรรมนัส ครั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ปปช. สภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือ ขอให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี จัดส่งข้อมูลและเอกสารหลักฐานในการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติในการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า)และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่ได้รับคำตอบว่า เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนให้ประสานเจ้าของข้อมูลโดยตรง คือปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลนั่นเอง เมื่อหลังวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 วันที่  17 กุมภาพันธ์ 2560 ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ปปช. ได้มีหนังสือไปยังท่าน ธรรมนัส พรหมเผ่า ขอ 2 เรื่องคือ

  1. ข้อมูลและเอกสารหลักฐานในการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติในการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า)และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
  2. คำพิพากษาศาลแขวงและศาลอุทธรณ์ ที่ตัดสินคดียาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย ให้ส่งภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ปรากฏว่าวันนี้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 ท่านยังไม่ส่งครับ ท่านกลัวความจริงหรือครับถึงไม่ส่ง แต่ถึงแม้ไม่ส่งก็คงคาดการได้เพราะ ท่านเคยปกปิดว่าเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก คดียาเสพติด 4 ปี ตอนขอกลับคืนยศร้อยโท ปี 2540 การสมัครรับเลือกตั้ง สส. ปี 2557 การสมัครรับเลือกตั้ง ปี 2562 เชื่อว่า ท่านคงปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเช่นเดิม เพราะถ้าเปิดเผย ท่านก็ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามการสมัคร สส ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(10) และรัฐและรัฐมนตรี ตามมาตรา 160(7) ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแน่นอน

 

 

หากท่านเปิดเผย ท่านนายกรัฐมนตรี ผู้เลือกเสนอท่านเป็นรัฐมนตรี  ก็ตั้งคนที่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเป็นรัฐมนตรี เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่ตรวจสอบให้ดี มีความผิดอาญาครับ ที่ท่านไม่ส่งเอกสารให้คณะกรรมาธิการเพราะท่านกลัวบาดแผลที่สันหลังจะเปิดเผยหรือเปล่าครับ ท่านกลัวความจริงปรากฏสิ่งที่ท่านพยายามจะปกปิด ท่านปกปิดบิดเบือนความจริงท่านก็หนีความจริงไม่พ้นหลอกครับ เพราะความจริงปรากฏล่อนจ้อนแล้วครับ ท่านหยุดเป็นพิน๊อคคิโอเถอะครับ

 


 

ประเด็นที่ 5

ท่านธรรมนัสได้โต้แย้ง เป็นลายลักษ์อักษร ต่อประธานคณะกรรมาธิการ ปปช. ตามหนังสือลงวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ว่า 2.1 ตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลียการมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเกิน 1.5 กิโลกรัม ถือเป็นปริมาณเพื่อการธุรกิจ (Commercial Quantity) จะมีโทษถึงจำคุกตลอดชีวิต (ไม่มีการกำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำ) แต่ถ้ามีเฮโรอีนตั้งแต่ 250 กรัมถือเป็นปริมาณเพื่อการค้า (Marketable Quantity) จะมีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี ถ้ามีเกิน 2 กรัม ถือเป็นปริมาณเพื่อการลอบขนย้าย (Trafficable Quantity) จะมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี  อ้างกฎหมายว่าเป็นไปตามมาตรา 302 ของ Schedule 3 of Controlled Drug of Criminal Code Act (มาตรา 302 สะเก็ตด้วล ทรี อ๊อฟ  คอลโทรลเล็ต ดรั๊ค คลิมินอล โค๊ด แอ็ค) แต่ไม่ระบุว่า เป็นกฎหมายของปีไหน ผมขอเรียนว่าระบบกฎหมายของประเทศออสเตรเลียนั้น เป็นระบบกฎหมายแบบ Common Law หรือ แบบจารีตประเพณี ใช้คำพิพากษามาเป็นกฎหมายและบัญญัติภายหลัง เช่นเดียวประเทศกับเครือจักรภพอังกฤษ ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทยใช้ระบบ โคดิฟราย ลอล์ แบบลายลักษณ์อักษร มีตัวบทกฎหมายแล้วนำมาใช้

 

 

โดยท่านธรรมนัสอ้างใน 2.2 ว่า กระผมถูกจับกุมเมื่อเดือนเมษายน 2536 ตามข่าวปรากฏมีการค้นพบเฮโรอีนของกลางจำนวน 3.2 กิโลกรัม หากกระผมถูกดำเนินคดีในข้อหาผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้าซึ่งเฮโรอีนจำนวนถึง 3.2 กิโลกรัมดังกล่าวจะทำให้กระผมต้องถูกจำคุกตลอดชีวิต แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่ากระผมเดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน 2540 พร้อมกับขอเข้ารับราชการใหม่ในปีเดียวกัน แสดงว่ากระผมถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปี จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าความผิดที่กระผมถูกศาลแขวงแห่งรัฐนิวเซ้าท์เวลส์พิพากษาจำคุกนั้นไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการครอบครองหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดร้ายแรงแต่เป็นการจำคุกในข้อหาไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่ามีการกระทำความผิดตาม Crime Act 1900 มาตรา 316 ปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วยลำดับที่ (3) ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

ผมได้ตรวจสอบมาตรา 302 ของ Schedule 3 of Controlled Drug of Criminal Code Act (มาตรา 302 สะเก็ตด้วล ทรี อ๊อฟ  คอลโทรลเล็ต ดรั๊ค คลิมินอล โค๊ด แอ็ค) จาก สำนักงานที่ปรึกษารัฐสภานิวเซาท์เวลส์ NSW Parliamentary Counsel’s Office พบว่า กฎหมาย Schedule 3 of Controlled Drug of Criminal Code Act (มาตรา 302 สะเก็ตด้วล ทรี อ๊อฟ  คอลโทรลเล็ต ดรั๊ค คลิมินอล โค๊ด แอ็ค) เป็นกฎหมายที่ออกใน ปี 1995 หรือ 2538 ส่วนมาตรา  302 ของกฎหมายดังกล่าว เพิ่งปรากฏเพิ่มเติมใน ปี 2005(2548)  พอมาดูข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ท่านธรรมนัส ถูกจับเมื่อ15 เมษายน 1993 (2536) ศาลตัดสิน เมื่อ ปี 1994(2537) ขณะนั้น Schedule 3 of Controlled Drug of Criminal Code Act ไม่มี ตรงนี้คือท่านชี้แจงโดยปกปิด ปีที่กฎหมายออกมาบังคับใช้ หลังจากที่ท่านถูกศาลมีคำพิพากษาตัดสินไปแล้ว โดยรู้ออยู่ว่า ไม่เป็นจริง แต่กลับมาหลอกลวง โดยทุจริต ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง เพื่อจะให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่ากฎหมายดังกล่าวมีบังคับใช้ ในขณะที่ท่าน กรทำผิด ถือว่าท่านโกหกประธานคณะกรรมาธิการ ปปช.

 

 

นอกจากนั้น ที่ท่านอ้างว่าถูกศาลแขวงแห่งรัฐนิวเซ้าท์เวลส์พิพากษาจำคุกนั้นไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการครอบครองหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดร้ายแรงแต่เป็นการจำคุกในข้อหาไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่ามีการกระทำความผิดตาม Crime Act 1900 มาตรา 316

ผมได้ตรวจสอบกฏหมาย Crime Act 1900 มาตรา 316 (คราม แอ๊ก 1900 มาตรา 316) จากลิงค์ของ สำนักงานที่ปรึกษารัฐสภานิวเซาท์เวลส์ NSW ปรากฏว่า กฎหมายดังกล่าว เป็นกฎหมาย ของรัฐนิวเซาท์เวล ไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้ทั้งประเทศ ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด โทษก็ไม่ตรงกับที่ คำพิพากษา เพราะคำพิพากษาของศาลมีคำพิพากษาจำคุกท่านธรรมนัส 8 ปี  แต่สารภาพลดโทษให้เหลือ 6 ปี จำคุกอย่างน้อย 4 ปีจึงปล่อยตัวได้ แต่ กฎหมายที่ท่านอ้าง ไม่เกี่ยวกับคดียาเสพติด เป็นเรื่องคดีอื่นทั่วไป โทษจำคุก แค่ 2 ปี สูงสุด 5 ปี เท่านั้น มิใช่ 8 ปี ดังที่ศาลนำมาพิพากษา และลดโทษให้ เป็น 6 ปี  เมื่อดูในคำพิพากษา ก็ไม่ปรากฏว่าศาลพิพากษาในข้อหาตามที่ท่านยกขึ้นมาอ้าง  ท่านอ้างกฎหมายบิดเบือน มั่วๆ อีกแล้วครับ ท่านทำตัวเหมือนพิน๊อคิโออีกแล้วครับ

 

 

นอกจากนั้นท่านได้อ้าง ในหนังสือชี้แจงต่อประธานคณะกรรมาธิการ ปปช ในหน้าที่ 2 บรรทัดที่ 20 ถึงบรรทัดที่ 23 ว่า “ผลการสอบสวนเจ้าหน้าที่เชื่อว่ากระผมไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนย้ายหรือครอบครองเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวเพื่อจำหน่าย เพราะกระผมเพิ่งเดินทางมาถึงและกระเป๋าที่ค้นพบก็มิได้เป็นกระเป๋าที่กระผมนำติดตัวมาจึงไม่ได้ดำเนินคดีกับกระผมในข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติด Crime Act 1914 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับทุกรัฐมนออสเตรเลีย”

ผมได้ตรวจสอบ Crime Act 1914 จากลิงค์ของ สำนักงานที่ปรึกษารัฐสภานิวเซาท์เวลส์ NSW มาตรา ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับที่ท่านอ้างคือ มาตรา 22 22A และ 85W แห่ง Crimes Act 1914 เป็นบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับ เงื่อนไขที่ศาลสามารถกำหนดโทษให้แก่ผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คำสั่งของรัฐเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง และ การกระทำให้สารเสพติดถูกจัดส่งทางไปรษณีย์ ซึ่งไม่ตรงกับข้อโต้แย้งของท่านธรรมนัสที่อ้างว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขนย้ายหรือครอบครองเฮโรอีน ดังนั้นข้อโต้แย้งของท่านธรรมนัสฯ ไม่เป็นความจริงอีก บิดเบือนกฎหมาย โกหกอีกแล้วครับ

 

 

ในคำพิพากษายืนยันชัดเจนว่า ผู้ร้อง ซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย 2 คนได้รับสารภาพว่า ได้เจตนานำเข้า และเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีน ผู้ร้องแต่ละคนถูกพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นระยะเวลา 6 ปี โดยกำหนดโทษเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ  4 ปี และระยะเวลาห้ามปล่อยตัวอีก 2 ปี ทั้งนี้ ผู้ร้องทั้งสองได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทางการ และผู้พิพากษาที่ตัดสินได้ชี้ว่าตนได้พิจารณาลดโทษจำคุก รวม 8 ปี เพราะการที่ผู้ร้องให้ความช่วยเหลือแก่ทางการดังกล่าวนั้น

ในคำพิพากษาของศาลไม่มีการระบุ ข้อหาไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่ามีการกระทำความผิดตาม Crime Act 1900 มาตรา 316”แต่ระบุชัดเจนว่า ผู้ร้องทั้งสอง หมายถึง ท่านธรรมนัส ด้วยได้เจตนานำเข้า และเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีน” ท่านธรรมนัสจำนนด้วยหลักฐานอีกแล้วครับ ท่านอ้างกฎหมายเอง ที่ไม่มีในคำพิพากษา ซึ่งเป็นความเท็จ หลอกลวงท่านประธานคณะกรรมาธิการ ปปช อีกครั้งแล้วนะครับท่าน พินีอคคิโออีกแล้วครับ

 

ท่านธรรมนัส จำภาพนี้ได้ไหมครับ เป็นภาพเรือนจำพารค์รามัทชาประเทศออสเตรเลียที่ท่านเคยอยู่นานพอสมควร เห็นภาพนี้ท่านคงนึกถึงความหลังได้ เราะท่านอยู่ที่นั่นหลายปี หยุด โกหกเถอะครับ หยุดพิน๊อคคิโอ เถอะครับ

 

 


 

สรุป

สิ่งที่ผมได้อภิปรายมานั้น แสดงให้เห็นว่า ท่านธรรมนัส ชอบโกหก บิดเบือน ปกปิดความผิดตัวเอง เพื่อให้อยู่ในตำแหน่ง สส.รัฐมนตรี เป็นการขาดคุณธรรมและไร้จริยธรรม ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผมจึงขอให้ ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้โปรดช่วยกันรักษาศักดิ์ศรีของสภาแห่งนี้ ให้เป็นหลักและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน ว่าสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่แบ่งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด เมื่อความจริงปรากฏ ชัดเจน เช่นนี้ ขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ได้โปรดร่วมกันไม่ไว้วางใจ ท่าน ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 


 

รับชมการอภิปรายไม่ไว้วางใจฉบับเต็มได้ที่นี่

 

ดาวน์โหลดไฟล์ประกอบการนำเสนอได้ที่นี่

(ธีรัจชัย) ภาพนำเสนอการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

1. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ NSW

2. (แปล) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ NSW censored

3. เอกสารชี้แจงของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า

4. ประเด็นเกี่ยวกับข้อหาของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า