fbpx

ณัฐพงษ์ : รัฐบาลอำนาจนิยมทำลายท้องถิ่นไทย ถอยหลังลงคลอง

 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

 

ผมนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตบางแค กรุงเทพมหานครฯ พรรคที่ประชาชนเห็นชอบมา 6.3 ล้านเสียงแต่กลับถูกศาลรัฐธรรมนูญเพียง 7 ท่านสั่งยุบไป

วันนี้ผมจะขอใช้เวลาในการอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่ท่านบริหารราชการแผ่นดินแบบอำนาจนิยม ทำลายระบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไทยอย่างสิ้นเชิง เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้วันนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก มิหนำซ้ำท่านยังมีความคิดและทัศนคติที่ผิดๆต่อประเทศและปวงชนชาวไทย ซึ่งกรอบและเนื้อหาในการอภิปรายครั้งนี้ล้วนอยู่ในญัตติที่พวกเราพรรคร่วมฝ่ายค้านได้นำเสนอต่อการอภิปรายในสภาแห่งนี้

 

 

เนื่องจากวันนี้เป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผมจะต้องหยิบยกข้อมูลในอดีตในบางประการ เพื่อมาสะท้อนให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรคนปัจจุบันนี้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างไร โดยจะเริ่มจากประเด็นที่เบาที่สุด ก็คือการหยิบยกบทสัมภาษณ์ในอดีตบางประการเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าผู้นำคนปัจจุบันเรานั้นมีความคิดและความทัศนคติที่ไม่ถูกต้องอย่างไร โดยใช้เวลาสั้นๆเพียงแค่สองหัวข้อแรกในการอภิปราย

หลังจากนั้นในอีกสองหัวข้อถัดไป ผมจะชี้ให้ทุกท่านเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนนี้ ได้ส่งผ่านความคิดเหล่านั้นลงไปในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านได้กระทำขึ้นมาจริงๆเมื่อท่านมีอำนาจในการบริหารผ่านการปฏิวัติรัฐประหารเข้ามา แล้วอดีตที่ผ่านมาทั้งหมดหนีไม่พ้นที่เรายังคงมีผู้นำประเทศคนปัจจุบันภายใต้กติกาพิเศษของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ส่งผ่านความคิดต่างๆมายังรัฐบาลเรือเหล็กประยุทธ์ 2 ในปัจจุบัน และผมจะใช้เวลาสรุปในหัวข้อสุดท้ายคือหัวข้อที่ห้าของการอภิปรายในครั้งนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าความิคด ทัศนคติ และการกระทำของ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสไปขนาดไหนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่เขาเริ่มต้นการกระจายอำนาจมาพร้อมๆกับพวกเรา

จากการอภิปรายที่ผ่านมาของเพื่อนสมาชิกหลายๆท่าน จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นค่อนข้างเยอะ แต่ผมอยากจะแสดงให้เห็นวันนี้ ว่าเพียงแค่การบริหารประเทศที่ผิดก็ทำให้ประเทศย่อยยับป่นปี้ได้ไม่แพ้กัน

 

 

เริ่มต้นจากประเด็นแรก ในปี 2554 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องของการกระจายอำนาจเอาไว้ดังนี้ครับ “ประเทศไทยไม่ได้ใหญ่โตที่จะต้องถ่ายทอดอำนาจจนขาดตอน ไม่เหมือนในต่างประเทศที่เขามีพื้นที่กว้างขวาง” และที่สำคัญที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านยังเคยกล่าวไว้อีกว่า “เพราะคนไทยก็คือคนไทย ไม่น่าจะเอาอย่างเขาได้ทั้งหมด” นี่จึงเป็นที่มาที่ผมจำเป็นจะต้องอภิปรายในสองประเด็นนี้ให้อย่างแจ่มแจ้ง ว่าความคิดและทัศนคติแบบนี้ของผู้นำประเทศเราไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกฯคนปัจจุบันของปวงชนชาวไทย

 


 

 

ประเด็นแรก ประเทศไทยเล็กเกินไปที่จะต้องกระจายอำนาจจริงหรือเปล่า? เพื่อไม่ให้เป็นการกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีแบบลอยๆ และท่านนากยกฯเองก็เรียกร้องการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ผมจะขอหยิบยกข้อมูลทางวิชาการขึ้นมาตัวหนึ่ง นั่นก็คือดัชนีชี้วัด Local Autonomy Index หรือดัชนี LAI ที่สหภาพยุโรปจัดทำขึ้นในการชี้วัดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นของ 39 ประเทศในทวีปยุโรป

 

 

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ดัชนี LAI ตัวนี้ประกอบไปด้วย 11 ตัวชี้วัดย่อย ซึ่งถูดจัดลงมาอยู่ได้ในสี่กลุ่มหลักๆ และผมจะหยิบยกมาเฉพาะ 5 ประเทศที่มีการกระจายอำนาจดีที่สุดในยุโรป เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นในกรณีของประเทศไทย ว่าความคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ไม่ถูกต้องอย่างไร

 

 

เริ่มต้นจากประเทศแรก คือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับดัชนี LAI อยู่ที่ 79.64 คะแนน มีขนาดประเทศ จำนวนประชากร และจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่แสดงในแผ่นภาพ ลำดับที่สองครับคือประเทศฟินแลนด์ ได้รับคะแนนอยู่ที่ 79.36 คะแนน ลำดับที่สามประเทศไอซ์แลนด์ ได้รับคะแนนตามดัชนี LAI อยู่ที่ 78.09 คะแนน อันดับที่สี่ ประเทศเด็นมาร์ก ได้รับคะแนนอยู่ที่ 74.65 คะแนน และอันดับสุดท้าย จากการนำเสนอในการอภิปรายครั้งนี้คือประเทศเยอรมนีครับ มีดัชนี LAIอยู่ที่ 73.93 คะแนน

 

 

ผมอยากจะเชิญชวนให้ทุกท่านลองหันมามองประเทศไทยดูกันครับ ว่าประเทศไทยมีดัชนี LAI อยู่ที่เท่าไหร่ จากการประเมินของผมและทีมงาน คำนวนกันออกมาตามไกด์ไลน์ของดัชนี LAI พบว่าประเทศไทยมีดัชนี LAI หรือการกระจายอำนาจแค่ 29.59 คะแนนเท่านั้นเอง ผมเชื่อว่าประชาชนทางบ้านผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ หากท่านลองไปหยอดคะแนนทั้ง 11 ตัวชี้วัดเหล่านั้น ท่านจะได้ผลลัพธ์ไม่ต่างกับเรา แล้วหากท่านดูตามตัวเลขที่ขีดเส้นใต้ตรงนี้ ประเทศไทยมีขนาดพื้นที่ 513,120 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าทั้งห้าประเทศที่ผมกล่าวมาเมื่อสักครู่ทั้งสิ้น เห็นได้ชัดที่สุดแล้วว่าห้าประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทย เขามีการกระจายอำนาจที่ดีกว่าไทยเกือบสามเท่าตัว

 

 

ดังนั้น ความคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่าประเทศไทยเล็กเกินไปที่จะต้องกระจายอำนาจ เห็นได้ชัดที่สุดแล้วว่าเป็นความคิดที่ผิด มิหนำซ้ำ ถ้าท่านดูแผ่นภาพด้านบนก็จะเห็นว่าทั้งห้าประเทศเหล่านั้น อยู่ในกลุ่มประเทศ OECD ที่มีพื้นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่าไทยทั้งสิ้น การกระจายอำนาจหรือเปล่าที่จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้?

 


 

ประเด็นถัดมา จากในปี 2554 ที่ท่านกล่าวว่าเพราะคนไทยก็คือคนไทย ไม่น่าจะเอาอย่างเขาได้ทั้งหมด ณ วันนั้นผมทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะยังเป็นแค่ ผบ.ทบ.ที่ท่านยังไม่เคยผ่านการบริหารราชการแผ่นดินมาก่อน ผ่านมา 7 ปี ในปี 2561 หรือท่านบริหารราชการแผ่นดินมาแล้วสี่ปีจากการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2557 มีประสบการณ์ในการบริหารมาแล้ว แต่ก็ยังไม่วายที่ประสบการณ์ชีวิตของท่านเหล่านั้นจะช่วยพัฒนาทัศนคติของท่านให้ถูกต้องขึ้นได้

 

 

เพราะเมื่อปี 2561 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกทวงถามถึงความคืบหน้าในการคืนอำนาจสู่ท้องถิ่น ท่านกลับตอบมายังปวงชนชาวไทยทุกคนว่า “แล้วคุณคิดว่าประชาชนพร้อมแล้วหรือ?” จึงเป็นที่มาที่ผมจะต้องพูดถึงเรื่องนี้ให้อย่างชัดเจน ว่าคนไทยไม่เหมาะกับการกระจายอำนจจริงหรือเปล่า? ซึ่งหัวข้อนี้ผมจะพยายามไปอย่างเร็วๆเพื่อไม่ให้เสียเวลาในการอภิปราย เผื่อเวลาให้กับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่นๆ

 

 

ผมจะขอหยิบยกสองตัวอย่างประเด็นสั้นๆ ที่ผมรู้ว่าถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรง แต่สองตัวอย่างนี้จะชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันคนไทยพร้อมและมีศักยภาพ ไม่เป็นอย่างที่นายกรัฐมนตรีท่านได้เคยคิดเอาไว้

ประเด็นตัวอย่างแรก คือกรณีของการจัดทำรถเมล์เลนคู่ในจังหวัดเมืองเลย ที่เขาได้พิสูจน์ให้พวกเราเห็นแล้วว่าเขาเป็นพลเมืองที่ตื่นตัว ไม่ใช่ไทยเฉยอีกต่อไป เพราะเขาไม่ใช่อำนาจ เขาไม่ใช่องค์กรของรัฐ ไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีเม็ดเงินงบประมาณของรัฐ แต่เขาลุกขึ้นมาศึกษาและจัดทำสายรถเมล์ที่ท่านเห็นอยู่ในสไลด์ตรงนี้ ว่าจุดใดเป็นสถานที่สำคัญ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่รองรับนักท่องเที่ยวปีละหลายแสนคนในจังหวัดและตัวเมืองเลย

 

 

กรณีตัวอย่างที่สอง คือกรณีของกระบี่ ที่ อบจ.กระบี่จัดแข่งขันการกัฬาฟุตบอลมาตลอด 18 ปีที่ผ่านมานี้ อบจ.กระบี่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถ มีภูมิปัญาที่เขาจะคิดค้นนวัตกรรมทางสังคม หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Social Innovation นวัตกรรมทางสังคมนี้ อบจ.กระบี่ไม่เพียงแต่ให้เงินรางวัลแก่ทีมที่ชนะเลิศอันดับ 1-2-3 จากทีม อบต.ต่างๆที่ส่งเข้ามาแข่งขัน อบจ.กระบี่ยังคงให้เงินงบประมาณอุดหนุนส่งตรงไปที่ อบต.เหล่านั้น เพื่อให้ อบต.เหล่านั้นไปใช้พัฒนาในพื้นที่ของตนเอง ถ้าผมเป็นเยาวชนผมจะถูกปลูกฝังว่าผมมาแข่งขันกีฬา สามารถนำพาเม็ดเงินงบประมาณกลับไปได้ที่ม้องถิ่นตนเอง ผมสามารถไปคุยกับเพื่อนๆพ่อแม้พี่น้องได้ว่าสะพานแห่งนี้ ถนนตรงนี้ สนามกีฬาตรงนี้ ผมมีส่วนร่วมในการสร้างมันขึ้นมา แล้วผมจะมีตความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ และพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต ไม่ใช่เพียงแค่การสอนให้เด็กท่องจำหน้าเสาธง ทำกิจกรรมเป็นเวลานานยิ่งขึ้น และเสี่ยงต่อฝุ่ง PM2.5

 

 

หลังจากกรณีตัวอย่างต่างๆเหล่านี้ ยังมีข้ออ้างข้อกล่าวหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่คนที่หวงแหนอำนาจ มีความคิดแบบอำนาจนิยมแบบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มักจะใช้ไม่ยอมกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น นั่นก็คือการกล่าวหาว่าท้องถิ่นทุจริตคอรัปชั่น แน่นอนว่าถ้าทุกท่านมองตามตัวเลขจำนวนคดีของการทุจริต หนีไม่พ้นว่าสุ่มตรวจจับที่ไหนก็เจอท้องถิ่น นั่นก็เพราะว่าจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมี 7,800 กว่าแห่ง จำนวนตัวเลขที่มากมายมหาศาลนี้เรียกได้ว่าเหวี่ยงแหไปตรงไหนก็เจอคดีทุจริตของท้องถิ่น

แต่ทุกท่านทราบหรือไม่ จากตัวเลขของ ป.ป.ช.ในปี 2557 ผมยกตัวอย่างแค่ปีเดียวมาแสดง หากเราดูตามมูลค่าความเสียหายที่ถูกชี้มูลความผิดแล้วของ ป.ป.ช. ทุกท่านทราบหรือไม่ว่าแต่ละปีมูลค่าความเสียหายจากคดีทุจริตของประเทศมีราวๆหลักหมื่นหลายหรือหลักหลายแสนล้านบาทขึ้นไป แต่ถ้านับเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีแค่หลักสิบล้านหรือหลักร้อยล้านบาทเท่านั้นเอง

ดังนั้นตัวเลขนี้ชี้ให้เห็น พิสูจน์ชัดๆที่สุดแล้วว่าข้อกล่าวหาที่บอกว่าท้องถิ่นโกงนั้นเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น จากสองประเด็นที่ผ่านไปเป็นสองประเด็นเรียกน้ำย่อยเบาๆที่ทำให้เห็นว่าตัวนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเรานั้นมีความคิดและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสมกับการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร

 

 


 

ต่อไปผมจะเริ่มชี้ให้เห็นถึงการกระทำ เมื่อท่านเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยเริ่มต้นจากยุค คสช.รัฐบาลเรือแป๊ะก่อนไปถึงรัฐบาลเรือเหล็ก ห้าปีของยุค คสช.นี้ทำให้ 20 ปีของท้องถิ่นไทยต้องสูญเสียไปเปล่าๆ หากท่านดูตามสไลด์ไทม์ไลน์ตรงนี้ประเทศไทยเริ่มต้นการกระจายอำนาจมาตั้งแต่ปี 2542 อย่างจริงจัง เมื่อเรามีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเราเริ่มมาพร้อมๆกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศอินโดนีเซีย

 

 

ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ประเทญี่ปุ่นและประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งผมจะกล่าวอีกครั้งในตอนท้ายมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย ทั้งสองประเทศนี้ทำการกระจายอำนาจมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ประเทศไทยเราต่างกับเขา เพราเรามาสะดุดลงในปี 2557 หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำการปฏิวัติรัฐประหารเข้ามา ท่านมีการออกบรรดาประกาศคำสั่ง คสช.รวมไปถึง ม.44 ที่ท่านเป็นคนลงนามเอง ได้ทำลายระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไทยอย่างสิ้นเชิง

 

 

ยกตัวอย่างเช่น เริ่มต้นจากประกาศ คสช.เลขที่ 85/2557 ลงวันที่ในราชกิจจานุเบกษา 21 กรกฎาคม 2557 ประกาศ คสช.ฉบับนี้ได้เป็นการแทรกแซงกระบวนการนิติบัญญัติของท้องถิ่นไทยอย่างชัดเจน ตามเนื้อหาในประกาศฉบับนี้ ข้อที่ 1) มีการลงนามเพื่อสั่งว่าให้งดให้มีการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ 2) ในประกาศฉบับนี้ยังสั่งไว้อีกว่าให้ 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกในสภาท้องถิ่น เป็นข้าราชการหรืออดีตข้าราชการที่แต่งตั้งมา แล้วใครเป็นคนแต่งตั้งข้าราชการหรืออดีตข้าราชการเหล่านั้น? ภายใต้ประกาศข้อที่ 5) กำหนดว่าให้รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดฝ่ายทหาร และบรรดาข้าราชการอย่างเช่นผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆเป็นคนคัดเลือกเข้ามานั่งอยู่ในสมาชิกชภาท้องถิ่น ทุกท่านจะเห็นว่าตำแหน่งต่างๆเหล่านี้เหล่านี้สุดท้ายก็ล้วนขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น

 

 

นอกเหนือจากการแทรกแซงฝ่ายนิติบัญัติยังไม่พอ ท่านยังมีประกาศทิ้งท้ายไว้ในข้อที่ 7) ที่บอกว่าบรรดากฎหมายต่างๆที่แต่ก่อนใช้ในการควบคุมป้องกันในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างเช่นห้ามมิให้ข้าราชการและอดีตข้าราชการไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านได้ทำลายกระบวนการนิติรัฐนิติธรรมลงอย่างสิ้นเชิง โดยการออกคำสั่งว่า “หากกฎหมายใดขัด/แย้งต่อประกาศฉบับนี้ มิให้มีผลบังคับใช้”

 

 

หลังจากแทรกแซงกระบวนการนิติบัญญัติแล้วยังไม่พอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังลงนามในคำสั่ง คสช.เลขที่ 88/2557 เพื่อแทรกแซงในกระบวนการจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย นั่นก็คือตามคำสั่งฉบับนี้ สั่งให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาและจัดทำการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งมี 8 คน โดย 5 ใน 8 คนนั้นเป็นทหารหรือมาจากสายทหารทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น เสนาธิการทหาร ให้เป็นประธานคณะกรรมการ รองเสนาธิการทหารให้เป็นรองประธานกรรมการ และปลัดบัญชีทหารให้เป็นเลขานุการ เป็นต้น มากไปกว่านั้น ในคำสั่งข้อที่ 2) ในคำสั่งฉบับนี้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนที่สุดแล้วว่าการกำกับดูแลและการจัดทำงบประมาณเหล่านั้น ต้องเป็นไปตามนโยบายของ คสช.

 

 

นอกเหนือจากการแทรกแซงกระบวนการนิติบัญญัติ การจัดทำงบประมาณของท้องถิ่นแล้ว สุดท้ายฝ่ายบริหารของท้องถิ่นก็หนีไม่พ้น ตามประกาศ คสช.เลขที่ 104/2557 ลงวันที่ในราชกิจจานุเบกษา 30 กรกฎาคม 2557 ข้อที่ 1) ของประกาศฉบับนี้ ได้กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารท้องถิ่น คือมีอำนาจเข้าไปติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณของท้องถิ่น และในข้อที่ 2) ของประกาศฉบับนี้ ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการลงไปตรวจสอบได้ตามที่เห็นสมควร ประกาศข้อนี้สร้างปัญหามากมาย ผมเคยได้ยินนายกฯ อบต.บางท่านมาเล่าให้ฟังว่าด้วยประกาศฉบับนี้ เพียงแค่จะไปดูงานในต่างจังหวัด ต้องใช้งบของท้องถิ่นยังทำไม่ได้เพราะต้องขออนุญาตนายอำเภอก่อน แล้วทุกท่านลองนึกดูว่าโครงการต่างๆเพื่อพัฒนาในท้องถิ่นที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณมากกว่าการศึกษาดูงานนั้นจะสามารถทำได้อย่างมีอิสระได้อย่างไร

 

 

สุดท้าย ผลจากการใช้บรรดาประกาศคำสั่งและอำนาจจนเลยเถิด ขาดการถ่วงดุลตรวจสอบอย่างรอบคอบ ทำให้สภาวะการณ์ของท้องถิ่นไทยเริ่มมีปัญหาในปลายปี 2557 ที่ตำแหน่งของนักการเมืองื้องถิ่นต่างๆว่างลงกว่า 5 พันตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงต้องใช้ ม.44 หรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภายใต้คำสั่งฉบับที่ 1/2557 ลงวันที่ในราชกิจจานุเบกษา 5 มกราคม 2558 คำสั่งฉบับนี้มีเนื้อหาในการบอกว่าบรรดาสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กำลังจะหมดอายุลงไปในวันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไปนั้น ยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด มิหน้ำซ้ำส่วนใครที่หมดวาระไปแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม 2558 นั้น ยังสามารถกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งได้โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมารายงานตัวต่อประธานคณะกรรมการสรรหาที่ขึ้นตรงต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

 

นอกเหนือจากสมาชิกสภาท้องถิ่น ฝ่ายบริหารท้องถิ่นก็มีลักษณะเดียวกัน สรุปสุดท้ายตลอดยุคของ คสช.นั้น มีการออกประกาศและคำสั่งต่างๆรวม 20 ฉบับ อันส่งผลให้มีการทำลายระบบการเลือกตั้ง สั่งระงับเลือกตั้งท้องถิ่นไทยลงอย่างสิ้นเชิง มีการสั่งแขวน สั่งปลด บรรดานักการเมืองและข้าราชการท้องถิ่นโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติอย่างสิ้นเชิง มีข่าวออกมามากมายว่า 200 กว่าคนตรงนี้ที่ได้รับผลกระทบ บางครั้งเหมือนถูกคดี ถูการสั่งแขวนใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในการดึงเขาเข้ามเาป็นพวกเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สุดท้ายมีการแต่งตั้งนายทหารให้ไปควบคุมงบประมาณของท้องถิ่นอีกด้วย

 

 

และก่อนที่จะส่งผ่านจากรัฐบาลเรือแป๊ะมาสู่รัฐบาลเรือเหล็กในปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังอาศัยช่องว่างของกฎหมายกติกาพิเศษ ที่บอกว่าท่านมีอำนาจเต็มในช่วงนั้น ก็คือ 15 เมษายน 2562 ไม่ถึงหนึ่งเดือนดีหลังจากการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ท่านมีการออกกฎหมายทิ้งทวนทั้งสิ้น 6 ฉบับ ที่เป็นการลดทอนสิทธิและอำนาจอันทรงสิทธิ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิม มีเนื้อหาต่างๆมากมายซึ่งผมจะหยิบยกมาหนึ่งกรณีตัวอย่างที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือการกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ อย่างเช่นกรุงเทพมหานครฯ และเมืองพัทยา ไม่จำเป็นต้องมีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้ ท่านแต่งตั้งหรือคัดเลือกสรรหามาโดยวิธีอื่นก็ได้

 

 


 

จากนั้น ผ่านจากยุค คสช.มา เราเห็นได้ชัดที่สุดแล้วว่าวันนี้เรามีนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมหยิบยกมาตั้งแต่ตอนต้นว่าทำไมผมต้องอภิปรายให้เห็นถึงความคิดและทัศนคติของท่าน เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ติดตัวท่านนายกฯ ไม่ว่าจะผ่านรัฐบาลไปกี่ยุคกี่สมัย เปลี่ยนจากเรือแป๊ะมาเป็นเรือเหล็ก ท่านก็ยังคงเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดิม ดังนั้น ภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ 2 นี้ ที่ทำให้ท้องถิ่นไทยก็ยังดูไม่มีทางออกอยู่ดี

 

 

ทำไมผมถึงกล่าวเช่นนั้น? จากการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.2563 ท่านจะเห็นได้แล้วว่าปีงบประมาณปัจุบันท้องถิ่นเดือดร้อนย่ำแย่มาก เพราะตาม พ.ร.บ.กำหนดแผ่นและขั้นตอนการกระจายอำนาจนั้น กำหนดให้รัฐบาลจะต้องจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายของรายได้สุทธิของรัฐบาล หรือผมพูดให้ง่ายๆ ถ้าหากท้องถิ่นจัดเก็บได้เองน้อย รัฐบาลก็ต้องจัดสรรอุดหนุนลงไปเยอะ แต่ถ้าท้องถิ่นจัดเก็บได้เองเยอะ รัฐบาลก็อุดหนุนได้น้อยลง

 

 

ทั้งๆที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทราบดีว่าการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีปัญหา ท้องถิ่นไม่มีศักยภาพ ไม่สามารถจัดเก็บได้เองตามเป้าที่ประมาณการไว้เกือบๆ 4 หมื่นล้านบาทอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะนำเสนอพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฯเข้าสู่สภาด้วยซ้ำ แต่เหตุใดท่านถึงไม่ยอมปรับลดประมาณการรายได้เหล่านั้นให้สอดคล้องกับความเป็นจริง? หรือท่านจงใจที่จะประมาณการรายได้ส่วนท้องถิ่นให้เยอะไว้ก่อน เพื่อที่ท่านจะได้หวงงบประมาณส่วนกลาง โดยไม่ต้องอุดหนุนให้กับท้องถิ่น ให้น้อยไว้ก่อนใช่หรือไม่?

 


 

จากผลงานที่ผ่านมาทั้งหมดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมได้ไล่เรียงมา ผมกำลังจะเข้าสู่หัวข้อสุดท้ายของการอภิปรายแล้ว ที่ชี้ให้เห็นถึงความคิด ทัศนคติ การขาดคุณสมบัติ หลักความคิดแบบอำนาจนิยม ทำลายระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นไทยอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะชี้ให้เห็นว่าการกระทำเหล่านั้น ความคิดเหล่านั้น ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเสียโอกาสไปมากมายขนาดไหนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เขาเริ่มต้นการกระจายอำนาจมาพร้อมๆกับพวกเรา

 

 

จากเดิมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยบอกว่าคนไทยก็คือคนไทย ประชาชนคนไทยยังไม่พร้อม ผมอยากจะเชิญชวนทุกท่านลองคิดกลับกัน หากคนไทยไม่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรามีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นแบบไหน

จากตัวอย่างของกรณีประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มต้นการกระจายอำนาจมาก่อนหน้าเราเพียงแค่ 5 ปี คือเริ่มในปี 2537 ในสมัยของนายกรัฐมนตรีโมริฮิโระ โคโซกาว่า ตลอด 26 ปีแห่งความพยายามในการกระจายอำนาจของประเทศญี่ปุ่น ได้พลิกประเทศญี่ปุ่น แต่เดิมเข้าเป็นรัฐราชการรวมศูนย์ไม่ต่างจากไทย มีระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระจักรพรรดิ์ทรงเป็นพระประมุขคล้ายๆกับไทย เขาพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับจากนานาอารยะประเทศทั่วโลกว่าเขามีการกระจายอำนาจ มีโครงสร้างอำนาจรัฐ มีโครงสร้างเม็ดเงินการจัดเก็บภาษีและเม็ดเงินงบประมาณที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

 

หากท่านดูตามสไลด์ตรงนี้ ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นแบ่งการปกครองออกเป็นสองระดับ คือระดับชาติและระดับท้องถิ่น ไม่มีส่วนภูมิภาคที่ซ้ำซ้อนแบบบ้านเรา และในส่วนท้องถิ่นนั้นแบ่งออกเป็นระดับจังหวัดและระดับเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นระดับใดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งสิ้น ไม่ใช่กติกากฎหมายที่แอบออกแบบพิเศษ ที่บอกว่าสามารถมาจากการแต่งตั้งก็ได้ แบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน

มิหนำซ้ำ ผลจากการแบ่งโครงสร้างอำนาจรัฐที่ดีเหล่านั้น ทำให้สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันเกือบ 60% อยู่กับท้องถิ่นผู้ที่มีหน้าที่ให้บริการสาธารณะที่มีความใกล้ชิด ตรงต่อความต้องการของประชาชนมากที่สุด นั่นคือการจัดให้มีสวัสดิการต่างๆ การศึกษา การพัฒนาที่ดิน การรักษาความสะอาด ตำรวจ และการดับเพลิง สุดท้ายรัฐบาลส่วนกลางมีหน้าที่ทำอะไรบ้างกับงบประมาณ 40% ที่เหลือ ก็คือการบริหารหนี้สาธารณะ จัดทำระบบบำนาญ ป้องกันประเทศ และการต่างประเทศ รวมไปถึงการเงินการคลัง

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีที่สุดคือประเทศอินโดนีเซีย เมื่อครู่นี้ประเทศญี่ปุ่นหลายๆท่านอาจจะรู้สึกว่าไกลเกินไป เพราะเขาเจริญกว่าเรามาหลายปีแล้ว ลองดูอินโดนีเซีย หนึ่งในประเทศที่เริ่มต้นการกระจายอำนาจหลังเราเพียงแค่สองปี จากการทำ Bigbang Decentralization มาตลอด 19 ปีนี้ เขาเคยส่งบุคลากรมาดูงานในบ้านเรา แต่วันนี้เขากำลังจะแซงหน้าประเทศไทยเราไปแล้ว

ทำไมผมถึงกล่าวอย่างนั้น? หากท่านดูตัวเลขในสไลด์ตรงนี้ที่แสดงอัตราการเติบโตของ Real GDP per Capita หรือผมพูดง่ายๆในภาษาชาวบ้านก็คือเป็นตัวเลขที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความกินดีอยู่ดีของประชาชน หรือรายได้ต่อประชากรต่อหัวได้ในทางอ้อม ผมหยิบยกตัวเลข Real GDP per Capita นี้ในสิบจังหวัดที่จนที่สุดมาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ โดยเปรียบเทียบให้เห็นในช่วงที่รัฐบาล คสช.มีอำนาจและทำลายระบบราชการส่วนท้องถิ่นไทยอย่างสิ้นเชิง

ก็คือในช่วงของปี 2557-2560 ในกรณีของประเทศอินโดนีเซียทุกท่านจะเห็นว่าสิบจังหวัดที่จนที่สุด ประชาชนในพื้นที่ของสิบจังหวัดที่ยากจนที่สุดมีอัตราการเพิ่มขึ้นของการกินดีอยู่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น 5.7% เทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศที่ 5.0% ตรงนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศอินโดนีเซียที่มีการทำ Bigbang Decentralization มาตลอดหลายๆปีนี้ เขาเดินไปถูกทิศถูกทาง ก็คือช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำลง ประชาชนที่จนที่สุดสามารถที่จะมีรายได้เติบโตได้มากกว่าในจังหวัดที่รวยกว่า มาอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ

 

 

แต่ถ้าลองมากลับกัน มาดูที่ประเทศไทยบ้าง ตัวเลขประเทศไทยสิบจังหวัดที่จนที่สุด ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีมีรายได้มากขึ้นเพียงแค่ 2.5% เทียบกับ 3.5% ของค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ดูตัวเลขตรงนี้ผมไม่แปลใจว่าทำไมประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก ในยุคของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 


 

จากทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมา ผมเชื่อว่าผมได้นำเสนอข้อมูลด้วยหลักเหตุและผล และผมขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านมากที่ไม่ได้ลุกขึ้นประท้วงแต่อย่างไร และท่านนายกรัฐมนตรีก็กำลังเข้ามาฟังด้วย ทำให้ข้อมูลที่ผมนำเสนอเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าตัวท่านขาดคุณสมบัติความเป็นผู้นำ ขาดความคิดและทัศนคติที่ถูกต้องต่อปวงชนชาวไทย ไม่เชื่อในหลักแนวคิดการกระจายอำนาจ เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยต้องมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก และย่อยยับป่นปี้ไม่แพ้กับการทิจริตคอรัปชั่น ดังนั้น จึงเป็นที่มาที่วันนี้ผมไม่สามารถไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป

ก่อนจะจบการอภิปรายผมอยากจะสื่อสารข้อความหนึ่งถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผมอยากจะสื่อสารไปยังทุกท่าน ว่าท่านจำได้ไหม? วันหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เคยบอกว่าท่านจะอยู่ไม่นาน วันหนึ่งท่านเคยบอกว่าท่านไม่เคยต้องการมีอำนาจ วันหนึ่งท่านเคยบอกว่าท่านต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ผมเชื่อท่านด้วยความใจจริง แต่ผมอยากจะเชิญชวนท่าน เพื่อนสมาชิกทุกท่าน รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย ท่านลองมองรอบๆในสภาแห่งนี้ ท่านเห็นปัญหาความขัดแย้งอยู่ในสภาแห่งนี้หรือเปล่า? การลุกขึ้นประท้วงใช่ปัญหาควมขัดแย้งหรือเปล่า? สิ่งที่ผมเห็นในวันนี้คือการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลในการหาทางออก ตรวจสอบถ่วงดุล แก้ไขปัญหาของประเทศ

วันนี้เราอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการปกติในระบอบประชาธิปไตย จากสองสมัยการประชุมที่ผ่านมาของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ชุดนี้ เรามีปัญหามากมายถูกนำเสนอสู่สภาแห่งนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาฝุ่น PM2.5 และปัญหาโรคระบาด สิ่งที่เราต้องการในวันนี้คือรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ มีความคิด ทัศนคติที่เหมาะสมต่อปวงชนชนาวไทย ดังนั้น หากมีใครมาถามผมตรงๆ ผมจะตอบด้วยความซื่อตรงสัตย์จริงและจริงใจต่อท่านว่า ผมไม่เห็นคุณสมบัติเหล่านั้นในตัวนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

 

สุดท้ายถ้ามีคนมาถามผมอีกคำถามว่าอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศนี้คืออะไร? ผมก็ยังคงตอบด้วยความสัตย์จริงและจริงใจที่สุดว่า คือตัวท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านคือผู้ฉุดรั้งความเจริญของประเทศ

 


 

รับชมคลิปเต็มการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

 

ดาวน์โหลดไฟล์ .pdf ภาพนำเสนอได้ที่นี่

(ณัฐพงษ์) อภิปรายไม่ไว้วางใจ