fbpx

รังสิมันต์ : “ป่ารอยต่อ” ประวิตร Club เครือข่ายกัดกินประเทศไทย

 

รังสิมันต์ โรม

 

“สาเหตุที่ผมได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็เนื่องจากท่านได้กระทำความผิดต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ด้วยการสร้างเครือข่ายอำนาจที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ทั้งในกลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มบุคคลที่ถือครองอำนาจทุน

เครือข่ายที่ พล.อ.ประวิตรสร้างขึ้นมานั้น ได้ผูกขาดอำนาจไว้ที่พรรคพวกบริวารว่านเครือของตัวเอง ใช้ตำแหน่งแห่งที่ในทางการเมือง ใช้ระบบราชการ ใช้เครือข่ายของกลุ่มทุน ใช้ทรัพยากรของรัฐ ใช้เงินภาษีของประชาชนในการสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เรื่องเหล่านี้เป็นความเลวร้าย เน่าเหม็น ซึ่งถูกซ่อนเอาไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน และยังคงส่งกลิ่นมาถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่ถูกเลือกมาจากประชาชนให้เข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน จึงไม่สามารถไว้วางใจให้ พล.อ.ประวิตร เป็นรองนายกรัฐมนตรีต่อไปได้

ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าสำหรับผมและเพื่อนสมาชิกที่เคยอยู่พรรคอนาคตใหม่ แม้ว่าพรรคจะถูกยุบไปแล้ว แต่เรานั้นไปต่อแน่นอน แต่สำหรับ พล.อ.ประวิตรแล้ว เกรงว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ท่านอาจจะไม่ได้ไปต่อก็เป็นได้

 


 

เพื่อแถลงไขต่อเรื่องราวความชั่วร้ายที่ พล.อ.ประวิตรกระทำเอาไว้ต่อประเทศชาตินั้น เนื่องจากตัวละครที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้มีเป็นจำนวนมาก กระผมจึงขอเรียนว่าในการอภิปรายของผมมีความจำเป็นต้องกล่าวถึงบุคคลต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ผมยืนยันกับท่านประธานว่าในการกล่าวถึงบุคคลที่ 3 นั้น เป็นการกล่าวถึงอย่างบริสุทธิ์ใจ และผมเชื่อว่าบรรดาบุคคลภายนอกนั้นสุจริตใจ แต่ผู้ที่ไม่บริสุทธิ์ใจคือ พล.อ.ประวิตร และพวกท่านที่อยู่ในรัฐบาลนี้

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เริ่มต้นที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด (ต่อไปนี้จะขอเรียกสั้นๆ ว่า มูลนิธิป่ารอยต่อฯ) ตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2549 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายต่อเนื่องยาวนานของการเมืองไทยที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน 10 กว่าปีที่ผ่านมา หลายท่านเรียกว่านี่คือทศวรรษที่สูญหายสำหรับสังคมไทย ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่ทราบว่าหายไปไหน แต่วันนี้ผมเจอแล้วครับว่าทศวรรษที่สูญหายไปนั้นบางทีอาจจะหายไปอยู่ในมูลนิธินี้นี่เอง

 


มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการก็คือ พล.อ.ประวิตร ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. เมื่อเดือนตุลาคม 2547 เกษียณอายุในเดือนกันยายน 2548 หลังจากนั้น 28 กุมภาพันธ์ 2549 ท่านก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ขึ้นมา โดยที่ตั้งสำนักงานนั้น อ้างอิงจากเว็บไซต์มูลนิธิ ท่านระบุอย่างภาคภูมิใจว่าตั้งอยู่ที่ “บ้านพักสวัสดิการกองทัพบก ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 พัน.1 รอ.) แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ”

มูลนิธิ เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยอาศัยความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็น “นิติบุคคลเอกชน” ไม่ต่างจากบริษัท หรือพรรคการเมือง

ส่วนบ้านพักสวัสดิการกองทัพบกใน ร.1 พัน.1 รอ. ขึ้นชื่อว่าเป็น “บ้านพักสวัสดิการ” แล้ว ก็ควรเป็นสถานที่ที่ให้ทหารบกที่ยังประจำการอยู่ใช้เป็นที่พักอาศัย มิใช่หรือ?

คำถามจึงมีอยู่ว่า การเอาบ้านพักที่ควรเป็นสวัสดิการของทหารที่ประจำการอยู่ มาเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลเอกชน ที่มีทหารที่เกษียณแล้วไปนั่งเป็นประธาน อะไรที่ทำในนามมูลนิธิก็เป็นหน้าเป็นตาของ พล.อ.ประวิตรเอง เป็นเรื่องเหมาะสมแล้วหรือ?

ในเรื่องนี้ผมก็เห็นท่านออกมาแก้ตัวล่วงหน้า อ้างว่ามูลนิธิฯ ได้เช่าที่จากกระทรวงการคลังมาแล้ว 15 ปี

ตอนนี้คือปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี่ท่านกำลังบอกว่าเช่ามาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ท่านทำการเช่าตั้งแต่ก่อนตั้งมูลนิธิเลยหรือ?

แล้วบ้านพักสวัสดิการทหารบกที่ควรให้ทหารประจำการได้อยู่ สามารถเอามาปล่อยให้ “คนนอก” เช่าได้ด้วยหรือ? แล้วประชาชนคนอื่นๆ จะทำแบบท่านได้หรือไม่? จะตั้งบริษัท ตั้งพรรคการเมืองในบ้านหลังนั้นบ้างจะได้มั้ย? ผมไม่คิดว่านี่คือการกระทำที่เหมาะสมอย่างแน่นอน

 


 

มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ระบุวัตถุประสงค์ว่าเพื่อสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ตลอดจนร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

แต่ผมไม่แน่ใจนักว่าในรั้วสำนักงานมูลนิธินี้ จะมีแต่กิจกรรมที่ระบุไว้ข้างต้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะสื่อมวลชนเขารายงานกันอยู่เสมอว่าบ้านหลังนี้มีบทบาทในการจัดโผทหาร โผตำรวจ ต่อมาหลังรัฐประหารปี 2557 ก็จัดโผ สนช. ไปจนถึงจัดโผ ส.ว. และใช้ต้อนรับบรรดานายพลทหาร ให้ตบเท้าเข้าคารวะ พล.อ.ประวิตร ในโอกาสวันเกิดบ้าง วันปีใหม่บ้าง ทั้งหมดนี้ล้วนขัดต่อเจตนารมณ์ของการก่อตั้งมูลนิธิที่บอกว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

 


 

ถ้าดูรายชื่อคณะกรรมการมูลนิธิตอนก่อตั้ง ก็พบชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในขณะนั้น และ พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (ยศขณะนั้น) แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้น ที่ต่อมาได้เป็น ผบ.ทบ. ในปี 2550 – 2553

ซึ่งเมื่อหลังจากตั้งมูลนิธิไป 7 เดือน ก็เกิดรัฐประหารปี 2549 โดย พล.อ.สนธิ และหลังจากนั้นอีก 3 ปี ก็เกิดการล้อมปราบสังหารประชาชนผู้รักความเป็นธรรมรักประชาธิปไตยใจกลางกรุงเทพฯ ในช่วงที่ พล.อ.อนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ. เป็นไปได้หรือไม่ที่มูลนิธิแห่งนี้อาจจะมีภารกิจที่ไม่ถูกระบุไว้แอบตระเตรียมกันอยู่ด้วย?

มากไปกว่านั้น เมื่อดูความเคลื่อนไหวในรายชื่อกรรมการมูลนิธิ มีชื่อที่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีต ผบ.ทบ ในปี 2553 – 2557 หัวหน้าคณะรัฐประหารปี 2557 พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ ในปี 2557 – 2558 พล.อ.ธีรชัย นาควานิช อดีต ผบ.ทบ.ในปี 2558 – 2559 นายทหารเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “บูรพาพยัคฆ์” ซึ่งมี พล.อ.ประวิตรเป็นพี่ใหญ่สุด แล้วก็ได้มาอยู่ในคณะกรรมการมูลนิธิด้วยกันถ้วนหน้า

ท่านประธาน สมัยก่อนถ้าหัวหน้าโจรจะตั้งซ่องโจร ก็ต้องไปหาสถานที่ในป่าลึกเพื่อให้ลับหูลับตาผู้คน อันนี้ผมไม่ได้ว่า พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าโจรนะครับ เพราะมูลนิธิของท่านตั้งอยู่กลางเมืองเลย เพียงแต่อาจจะเข้าออกยากสักหน่อย เพราะดันไปอยู่ลึกสุดในค่ายทหาร

 


 

สรุปแล้วมูลนิธิแห่งนี้ นอกจากภารกิจหลักในการดูแลป่าแล้ว ยังอาจมีภารกิจเสริม หรือต้องเรียกว่าภารกิจลับในการดูแลน้องๆ ชาวบูรพาพยัคฆ์ของ พล.อ.ประวิตรให้เติบใหญ่ในกองทัพ หรือแม้กระทั่งในแวดวงการเมือง เป็นฐานบัญชาการซ่องสุมกำลัง มั่วสุมอำนาจ ของบรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ทหารของ พล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่?

ในวันนี้ ในรัฐบาลชุดนี้ ก็ยังมีชาวบูรพาพยัคฆ์ 3 คนดำรงตำแหน่งอยู่ คือตัว พล.อ.ประวิตรเองเป็นรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นี่คือผลผลิตที่พล.อ.ประวิตรใช้เวลาสร้างขึ้นมาอย่างยาวนาน

ผมอยากจะขอเน้นย้ำไว้ตรงนี้ด้วยว่าจากความสัมพันธ์ของกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ที่ได้กล่าวมานั้น การใช้อำนาจใดๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อนุพงษ์ จึงย่อมมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงไปยัง พล.อ.ประวิตร ด้วย ไม่อาจแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด หรือในการตัดสินใจต่างๆ ของ คสช. หรือ ครม. พล.อ.ประยุทธ์นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประวิตรมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหล่านั้นด้วย

 


 

ในรายชื่อของกรรมการมูลนิธิป่ารอยต่อฯ นอกจากบรรดาอดีต ผบ.ทบ. แล้ว ยังปรากฎชื่อบุคคลอีกหลายคน ที่เป็นบุคคลสำคัญทั้งในทางการเมืองและและในทางเศรษฐกิจไทย บุคคลเหล่านี้เมื่อค้นลงไปในรายละเอียด ล้วนมีความน่าสนใจ แต่ผมต้องยืนยันว่าทุกท่านที่ผมจะเอ่ยถึงเป็นการเอ่ยเพื่อแสดงให้เห็นถึงการวางแผนจัดการเป็นอย่างดีของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งผมจะค่อยๆ เรียบเรียงไปที่ละราย ที่ละกลุ่ม

สองชื่อแรกคือ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี และ พล.อ.พัฑฒะนะ พุธานานนท์

คุณเจริญเป็นเจ้าของเครือธุรกิจไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) ประธานกรรมการบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษามูลนิธิมาตั้งแต่ต้น ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของมูลนิธิ ส่วน พล.อ.พัฑฒะนะ เป็นอดีตรอง ผบ.ทบ. และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ (1991) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของไทยเบฟฯ พล.อ.พัฑฒะนะ นั้นก็เป็นรองประธานกรรมการมูลนิธิมาตั้งแต่ก่อตั้งด้วย

คราวนี้เราไปดูตัวเลขบริจาคที่ไทยเบฟฯ บริจาคให้กับมูลนิธิป่ารอยต่อ ผมพบว่า ตั้งแต่ปี 2553 ถึงปัจจุบัน มีการบริจาคเงินและทรัพย์สิน ปีละ 2,000,000 บาท เกือบทุกปี 11 ปี รวม 21,500,000 ล้านบาท

– ปี 2552 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท

– ปี 2553 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท

– ปี 2554 บริจาครถกระบะ 1,500,000 บาท

– ปี 2555 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท

– ปี 2556 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท

– ปี 2557 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท

– ปี 2558 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท

– ปี 2559 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท

– ปี 2561 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท

– ปี 2562 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท

ถามว่า การบริจาคแบบนี้ของไทยเบฟฯ นำไปสู่อะไร?

 


 

เรื่องนี้มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว แต่ขอให้ลองฟังอีกครั้ง เพราะที่ผมจะพูดมันมากไปกว่านั้น

วันที่ 17 มกราคม 2560 คณะรัฐมนตรีที่มี พล.อ.ประวิตรรวมอยู่ด้วย ได้อนุมัติแก้ไขสัญญาการบริหารและดำเนินกิจการศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง กับบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (NCC) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ทีซีซีแลนด์ กรุ๊ป ของคุณเจริญ แก้ไขอายุสัญญาจากเดิม 25 ปี เป็น 50 ปี โดยไม่มีการเปิดประมูลให้เอกชนรายอื่น

จากหนังสือต้นเรื่องของกระทรวงการคลัง (กค 1034/97 ลงวันที่ 5 มกราคม 2560) ระบุบริษัทที่ปรึกษาด้านการวิเคราะห์ทางการเงินแห่งหนึ่ง เห็นว่าผลตอบแทนสำหรับระยะเวลาเช่า 50 ปี คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันที่ 5,100.55 ล้านบาท

(http://www.cabinet.soc.go.th/doc_image/2560/9932280030.pdf)

 

มูลค่าปัจจุบัน 5,100.55 ล้านบาทนี้เอง ที่จะเป็นค่าเช่าศูนย์ประชุมตามสัญญาที่ต่ออายุ ที่ ครม. ได้อนุมัติไป โดยอธิบดีกรมธนารักษ์ก็เคยได้ให้สัมภาษณ์สื่อ (ประชาชาติธุรกิจ 20 ธันวาคม 2561) เป็นภาษาง่ายๆ ว่า “มีค่าเช่าตลอดสัญญา 5,000 ล้านบาท” ส่วนข่าวกรมธนารักษ์ (31 มกราคม 2562) ก็ระบุตัวเลขมูลค่าปัจจุบัน 5,100.55 ล้านบาทด้วยเช่นกัน

(https://www.prachachat.net/finance/news-267150)

(/view/MDY1cDBzNnM0NHIyb3Ezc3E2NnEyNDk0cDRyOTQzcjQ4MTAwMQ==)

 


 

นี่เป็นการกระทำที่ทำให้รัฐสูญเสียผลประโยชน์ และคนที่ได้ประโยชน์นั้นก็คือคนที่ได้สัญญานี้ไป ท่านอาจจะบอกว่า 5,100.55 ล้านบาทที่เอกชนได้ไปนั้นเป็นรายได้ที่เข้ารัฐเหมาะสมแล้ว แต่ผมจะพิสูจน์ให้ดูว่ามันไม่เหมาะสม แล้วทำให้รัฐสูญเสียรายได้อย่างไร ดังนี้

  1. ขนาดของที่ดินศูนย์ฯ สิริกิติ์ มีขนาด 53 ไร่ เท่ากับ 84,800 ตร.ม.
  2. ราคาตลาดตามที่สืบค้นข้อมูลมา ณ ปี 2560 ที่ ครม. อนุมัติต่อสัญญา อยู่ที่ 300,000 บาท/ตร.ม.
  3. และเมื่อคูณพื้นที่ทั้งหมด ก็จะได้ราคาตลาด ณ ปี 2560 ของที่ดินผืนนี้ คือ 25,440 ล้านบาท
  4. สัญญาที่ต่ออายุฉบับนี้เป็นสัญญาให้เช่า (Leasehold) ให้เช่า 50 ปี เมื่อครบ 50 ปีก็จะตกมาเป็นของรัฐเหมือนเดิม ดังนั้นราคาให้เช่าจะไม่ใช้ราคาตลาด เพราะเอกชนไม่ได้ถือครองอย่างสมบูรณ์ตลอดไป ซึ่งในแวดวงการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์จะมีกระบวนการอยู่ โดยกระบวนการที่ผมจะยกมาเป็นกระบวนการที่ใช้อ้างอิงจากการประเมินราคาที่ดินของรัฐที่มักกะสัน ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟ 3 สนามบิน เมื่อปี 2562
  5. อธิบายแบบเรียบง่ายคือระยะเวลาให้เช่า 50 ปี นำมาคิดสิ่งที่เรียกว่า “อัตราลดถอย” ที่ 5% ร้อยละของมูลค่าปัจจุบันจะตกอยู่ที่ 61% ของราคาตลาด หมายความว่าถ้าราคาตลาดปัจจุบันคือ 100 บาท จะให้เช่า 50 ปี ใช้วิธีเดียวกับกรณีที่ดินที่มักกะสัน ราคาให้เช่าจะอยู่ที่ 61 บาท
  6. ดังนั้นถ้าเราเอาสูตรของกรณีที่ดินที่มักกะสัน มาใช้ในกรณีศูนย์ฯ สิริกิติ์ ราคาที่เหมาะสม (Fair Market Value) ที่จะให้เช่า 50 ปี คือ 61% ของ 25,440 ล้านบาท จะอยู่ที่ 15,518.4 ล้านบาท
  7. ราคาเช่าที่เหมาะสมคือ 15,518.4 ล้านบาท ท่านต่อสัญญาให้เช่า 5,100.55 ล้านบาท ส่วนต่างที่หายไป คือ 10,417.85 ล้านบาท เรื่องนี้เรื่องเดียวท่านทำให้รัฐสูญเสียไปแล้ว 10,417.85 ล้านบาท

 

ไม่รู้ว่าเดี๋ยวหลังจากนี้นายกรัฐมนตรีก็จะส่งลูกน้องมาบอกอีกหรือไม่ว่า 5,100.55 ล้านบาทเป็นมูลค่าที่เหมาะสมแล้ว ซึ่งถ้าท่านยืนยันว่าเหมาะสมจริง ช่วยเปิดให้ดูได้ไหมว่า 5,100.55 ล้านบาท ท่านมีวิธีคิดอย่างไร เปิดวิธีคิดให้สาธารณะดูได้หรือไม่

จะเห็นว่าจากที่ผมกล่าวมา ท่านอาจยืนยันว่ากระบวนการถูกกฎหมายทั้งหมด แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของท่านที่มีต่อกลุ่มทุน มันทำให้การตัดสินใจของท่านไม่ได้เป็นการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน และนี่คือเหตุผลที่ผมไว้วางใจท่านไม่ได้ เพราะแค่นี้ท่านก็เป็นผู้ที่ทำให้รัฐสูญเสียเม็ดเงินที่เข้าคลังกว่าหมื่นล้านบาทแล้ว

 


 

นี่จึงอาจแสดงให้เห็นว่า การเข้ามามีส่วนร่วมกับมูลนิธิฯ ของไทยเบฟฯ คงจะทำให้ พล.อ.ประวิตรรู้สึกซาบซึ้งตราตรึงถึงขนาดตอบแทนเป็นผลประโยชน์ของรัฐใช่หรือไม่?

ผมทราบดีว่าเงินจำนวน 2 ล้านบาทที่ไทยเบฟบริจาคในแต่ละปีนั้น อาจไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับรายได้ของไทยเบฟฯ หรือคุณเจริญในแต่ละปี อาจจะเป็นตัวเลขทศนิยมลำดับที่ 3 ในร้อยละรายได้ของท่าน แต่เราสามารถตั้งคำถามว่านี่เป็นการขายตั๋วให้กลุ่มทุนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย พล.อ.ประวิตร ที่อาจจะอำนวยผลประโยชน์กลับคืนในอนาคตใช่หรือไม่? การบริจาคลักษณะเช่นนี้อาจจะนำไปสู่การทับซ้อนและเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองได้

 


 

นอกจากนี้ ไทยเบฟฯ ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มทุนผู้มีส่วนร่วมในโครงการ “ประชารัฐ” ของ คสช. ที่มีคณะทำงานสานพลังประชารัฐ 12 คณะ ที่มีตัวแทนภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาร่วมทีมเพื่อดำเนินงานในกิจการด้านต่างๆ ของประเทศ

หนึ่งในคณะทำงานที่น่าสนใจได้แก่ คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ รับหน้าที่ในการจัดตั้ง “บริษัทประชารัฐรักสามัคคี” ขึ้นทั้งในส่วนกลางและ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จะคอยเป็น “พี่เลี้ยง” ช่วยสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน

คณะทำงานมีทีมภาคเอกชนเป็นตัวแทนกลุ่มทุนชื่อดังต่าง เช่น ไทยเบฟฯ ซีพี เซ็นทรัล ปูนซีเมนต์ไทย น้ำตาลมิตรผล ฯลฯ มีหัวหน้าทีมภาคเอกชนคือคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี บุตรชายของคุณเจริญ ในขณะที่หัวหน้าทีมภาครัฐคือ พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยที่กระทรวงมหาดไทยเองก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงอย่าง พล.อ.ประวิตรโดยตรง

ส่วนบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ก็มีชื่อกลุ่มทุนเป็นผู้ถือหุ้นและผู้สนับสนุนโครงการ ทั้งไทยเบฟฯ และกลุ่มทุนอื่นๆ

 


 

ความสำคัญของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ และบริษัทประชารัฐรักสามัคคี อยู่ที่การเปิดให้กลุ่มทุนอย่างไทยเบฟและกลุ่มทุนอื่นๆ ได้เข้ามามีส่วนในการใช้ประโยชน์จากกลไกของรัฐ ทรัพยากรของรัฐ บุคลากรของรัฐ ข้อมูลของรัฐ ได้อย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะของกระทรวงมหาดไทย ในการเข้าถึง “ฐานราก” ได้อย่างแนบแน่นกว่าที่เคยเป็นมา เป็นสร้างภาวะรัฐซ้อนทุน ทุนซ้อนรัฐ อย่างแยกไม่ออก

ครั้งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ยังเคยกล่าวขอบคุณในความเมตตาของกลุ่มทุนเหล่านี้กลางสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าความรู้สึกเป็นบุญคุณนี้จะสร้างความยากลำบากแก่รัฐบาลในการกำกับดูแลกลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ให้เกิดความเลยเถิดหรือไม่

 


 

ถัดจากกลุ่มทุนประชารัฐแล้ว ยังปรากฏกลุ่มทุนและรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่เข้ามาร่วมบริจาคกับมูลนิธิฯ หลายราย เช่น บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) มีตระกูลทรงเมตตาเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ผู้ที่ถือหุ้นมากที่สุดคือ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตรอง ผบ.ตร และมีคุณจิรฐา ทรงเมตตา ภรรยา เป็นประธานกรรมการบริหาร ซึ่งคุณจิรฐานั้นเคยเป็นผู้บริหารกลุ่มบริษัท ชัยโย ทริปเปิ้ลเอ โดยเป็นบุตรสาวของคุณกิตติ ดำเนินชาญวนิชย์ เจ้าของธุรกิจผู้ผลิตกระดาษ Double Aบริษัท ACE ได้บริจาคข้าวสารให้มูลนิธิฯ ในปี 2558 มูลค่า 365,000 บาท และปี 2559 2 ครั้ง มูลค่ารวม 350,000 บาท ส่วน Double A บริจาคเงินให้มูลนิธิฯ ด้วยในปี 2557 และ 2559 รวมมูลค่า 4,000,000 บาท

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนปี 2560 ตรงนี้สำคัญตรงที่ว่าต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 ในสมัย คสช. ที่ พล.อ.ประวิตรยังคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่นั้น พล.ต.อ.วิระชัย ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร.

ผมเองไม่ได้ติดใจเจตนาของ พล.อ.วิระชัยหรือบริษัทของท่านแต่อย่างใด ท่านคงอยากให้ พล.อ.ประวิตรกับกรรมการมูลนิธิได้กินข้าวอร่อยๆ อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งรอง ผบ.ตร. ก็เป็นตำแหน่งใหญ่ ควรตั้งให้กับผู้มีความดีความชอบต่อประเทศ ผมเลยไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประวิตรจะรู่สึกติดใจรสชาติข้าวของตระกูลทรงเมตตา จนเกิดความเมตตา เข้าใจไปว่านี่เป็นความดีความชอบแล้ว เลยปูนบำเหน็จให้เป็นรอง ผบ.ตร. อย่างนั้นหรือเปล่า?

เสียดายที่ พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับความเมตตาเสียแล้ว เมื่อเกิดกรณี “คลิปเสียงหลุด” และถูกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเด้งฟ้าผ่าเข้ากรุเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา

 


 

ปรากฏว่าหลังการเด้งฟ้าผ่า ราคาหุ้น ACE ตกจาก 4.32 บาทเหลือ 3.20 บาท ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของบริษัทหายไปกว่า 11,397 ล้านบาทภายในวันเดียวสิ่งนี้สื่อถึงอะไร มันคือการยืนยันว่า “สายสัมพันธ์” ที่ พล.อ.ประวิตร มีต่อ พล.ต.อ.วิระชัย มีมูลค่ามหาศาล สะท้อนเป็นรูปธรรมผ่านมูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัท ACE ที่เป็นจำนวนสูงถึง 11,397 ล้านบาท

เหตุที่เทียบกับราคาหุ้น เพราะราคาหุ้นนั้นคือความเห็นของตลาดที่มีต่ออนาคตของบริษัทว่าบริษัทควรจะมีมูลค่าเท่าไหร่ ในวันที่ พล.ต.อ.วิระชัย ยังเป็น รองผบ.ตร. ยังถูกนับอยู่ในเครือข่ายป่ารอยต่อฯ สายสัมพันธ์ก็ช่วยให้อนาคตบริษัทยังสดใส แต่เมื่อเกิดข่าวไม่ดีขึ้น ทำให้สายสัมพันธ์ถูกตัดสะบั้นลง ตลาดมองอนาคตบริษัทไม่เหมือนเดิม ไม่ให้ราคาเท่าเดิม มูลค่าบริษัทจึงต้องปรับลดลงตามกลไกตลาด โดยหักลบมูลค่าของความสัมพันธ์ออกไป 11,397 ล้านบาทนั่นเอง

 


 

ในขณะที่ถ้าใครมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเครือข่ายอำนาจ ก็อาจใช้สายสัมพันธ์นั้นไปสร้างกำไรให้ตัวเองได้

ผมขอพูดถึงกรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายของ พล.อ.ประวิตร ผู้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัท Energy Absolute (EA) เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 ก่อนรัฐประหารปี 2557 เพียง 1 เดือน ขีดเส้นใต้ชัดๆ ว่า ก่อนรัฐประหาร 1 เดือน ซึ่งตอนนั้นราคาหุ้นของ EA อยู่ที่ 11.00 บาท

22 พฤษภาคม 2557 วันรัฐประหาร ราคาหุ้น 12.50 บาท

17 กรกฎาคม 2557 มีประกาศ คสช. ที่ 95/2557 เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ราคาหุ้นขึ้นมาอยู่ที่ 20.00 บาท

17 มกราคม 2560 มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 2/2560 ตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ราคาหุ้นอยู่ที่ 30.00 บาท

14 พฤษภาคม 2561 ประกาศใช้ พ.ร.บ. EEC ราคาหุ้นอยู่ที่ 36.50 บาท

ข้อมูลล่าสุด สืบค้นเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ราคาหุ้นอยู่ที่ 46.25 บาท เติบโตจากวันที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเข้ามาเป็นกรรมการ 420.45%

ส่วนดัชนีราคา นับตั้งแต่ 2 มกราคม 2557 จนถึง 24 กุมภาพันธ์ 2563 ระยะเวลา 6 ปี ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย (SET) โดยรวมเพิ่มขึ้น 16.64 จุด ของกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้น 29.34 จุด ในขณะที่ของ EA เพิ่มขึ้นถึง 520.81 จุด

 


 

ส่วนตัว พล.ต.อ.พัชรวาทเอง อ้างตามที่แจ้งไว้ในเว็บไซต์ของ EA ก็มีหุ้นอยู่จำนวน 1,140,000 หุ้น ในราคาต้นทุนเฉลี่ย 20 บาทตามที่เว็บไซต์ กลต. รายงานไว้ เมื่อราคาพุ่งขึ้นมาที่ 46.25 บาท พล.ต.อ.พัชรวาทก็รวยหุ้นขึ้นมา 29,925,000 บาท ใน 6 ปี นับตั้งแต่เข้ามาเป็นกรรมการ ยังไม่นับว่าตัว พล.อ.พัชรวาทในฐานะที่เป็นกรรมการบริษัทก็ได้ค่าตอบแทนบวกโบนัสปีละเกือบ 2 ล้านบาท

ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องชาย พล.อ.ประวิตรแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่ พล.ต.อ.พัชรวาทจะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีรัฐประหารเมื่อไหร่ รู้ล่วงหน้าว่าจะมีการออกนโยบายรัฐหรือคำสั่งมาตรา 44 ที่ส่งผลต่อหุ้นของบริษัทพลังงานออกมาเมื่อไหร่ ข้อมูลเหล่านี้ที่ พล.ต.อ.พัชรวาทมีผ่านสายสัมพันธ์พิเศษ ช่วยให้ พล.ต.อ.พัชรวาทแสวงหากำไรให้ตัวเองได้

การมีสายสัมพันธ์เป็นเรื่องปรกติของมนุษย์ แต่การสร้างสายสัมพันธ์บนเครือข่ายที่เบียดบังผลประโยชน์ของประเทศ อาศัยกลไกรัฐมาช่วยสร้างเครือข่าย แล้วนำสายสัมพันธ์แบบนี้มาหากำไรให้ตัวเองอีก เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่?

มีคำกล่าวว่า “เบื้องหลังโชคมหาศาลนั้นคืออาชญากรรม” ไม่รู้ว่ากับกรณีนี้อาจเข้าข่ายด้วยหรือไม่ อย่างไร?

 


 

ยังไม่หมดแค่นี้ เมื่อผมไปดูรายละเอียดการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ยังพบชื่อของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ในรายชื่อผู้บริจาคให้มูลนิธิป่ารอยต่อ โดยเมื่อปี 2557 บริจาคเงิน 2,000,000 บาท และวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 บริจาคเงิน 1,000,000 บาท

ซึ่งน่าสนใจว่าอะไรดลใจให้ กฟภ. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำไมจึงมาบริจาคเงินให้มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ปรากฏว่าการบริจาคครั้งหลัง เกิดขึ้นภายหลัง ครม. มีมติอนุมัติ แต่งตั้งคุณปฏิคม วงษ์สุวรรณ ลูกพี่ลูกน้องของ พล.อ.ประวิตร เป็นกรรมการ กฟภ. เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561

การบริจาคของ กฟภ. เกิดจากการใช้เส้นสายของ พล.อ.ประวิตรเพื่อนำรายได้ของรัฐวิสาหกิจของรัฐมาเป็นผลประโยชน์ส่วนตนจากการตั้งเครือข่ายคณาญาติเข้าไปในแวดวงรัฐวิสาหกิจ ใช่หรือไม่?

 


 

นอกจาก กฟภ. แล้ว แล้ว องค์กรในกิจการด้านพลังงานที่บริจาคให้กับมูลนิธิฯ ยังปรากฎรายชื่อของบริษัท ต้าถัง โอเวอร์ซีส์ อินเวสต์เมนต์ จำกัด บริจาคเงิน 1,000,000 บาท ในวันที่ 22 มกราคม 2561

ต้าถังฯ เป็นรัฐวิสาหกิจด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาว คือ โครงการเขื่อนปากแบง ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ห่างจาก จ.เชียงราย เพียง 97 กิโลเมตร โดยโครงการนี้มีบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป (EGCO) เข้าไปร่วมทุนด้วย 30% ซึ่ง EGCO นี้เองก็มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 25.41% และไฟฟ้าที่ผลิตได้ประมาณ 90% ก็จะส่งขายให้กับ กฟผ.

โครงการดังกล่าวมีข้อกังวลต่อผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประชาชนในพื้นที่ อ.เวียงแก่น และ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ทั้งยังมีข้อกังขาต่อกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน จากการที่ผู้พิจารณารับซื้อไฟฟ้า ไปมีตำแหน่งซ้ำซ้อนกับกรรมการในบริษัท EGCO เสียเอง ทำให้ชาวบ้านกลุ่มรักษ์เชียงของ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลได้รับฟ้องเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560

ที่ผมไล่เรียงมานี้ ก็เพื่อจะบอกว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 ต้าถังฯ บริจาคเงิน 1,000,000 บาท ให้กับมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ทั้งๆ ที่บริษัทจีน มีโครงการอยู่ในประเทศลาว แต่ทำไมกลับให้ความสนใจแก่มูลนิธิที่ทำงานในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย เป็นไปได้หรือไม่ว่าการบริจาคเงินนี้จะทำให้ พล.อ.ประวิตรเกิดความรู้สึกอยากตอบแทน และมีแรงจูงใจในการใช้อำนาจของตนเองเพื่อช่วยเหลือบริษัทดังกล่าว

อีกหนึ่งบริษัทที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับต้าถังฯ คือบริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้บริจาคเงินให้กับมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ผ่านทางมูลนิธิพลังงานไทย เมื่อปี 2559 จำนวน 5,000,000 บาท ซึ่งกัลฟ์นี่เองที่ในเวลาต่อมาได้กลายเป็นบริษัทที่มีรายได้หมื่นล้านในเวลาไม่กี่ปี

 


 

ทั้งนี้จากข้อสังเกตที่ว่ามีกลุ่นทุนพลังงานเข้ามามีส่วนร่วมกับมูลนิธิฯ เป็นจำนวนมาก ผมขอให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมด้วยว่าหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 คสช. ได้ออกประกาศและคำสั่งเพื่อเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 2 ครั้ง ได้แก่ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 95/2557 เรื่อง การให้เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานพ้นจากตําแหน่ง และการแต่งตั้งคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ออกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 14/2561 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ออกเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561

นี่แสดงให้เห็นว่า คสช. ซึ่งมี พล.อ.ประวิตรเป็นพี่ใหญ่ ได้พยายามเข้าไป “มีส่วน” อยู่ในกิจการพลังงานของประเทศ ทั้งในระดับของหน่วยงานที่กำกับดูแล และในระดับของหน่วยงานผู้ประกอบการ ใช่หรือไม่?

 


 

นอกจากกลุ่มทุนที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ยังมีกลุ่มทุนที่ได้รับผลประโยชน์จากสัมปทานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐที่เข้ามามีส่วนพัวพันกับมูลนิธิฯ ด้วย

หนึ่งในกรรมการมูลนิธิฯ คือคุณปัฐวาท สุขศรีวงศ์ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เคยเป็นกรรมการ บริษัท คอม-ลิงค์ จำกัด และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะ “เพื่อน” ผู้ให้ พล.อ.ประวิตร “ยืม” นาฬิกามากถึง 22 เรือน (ดีนะครับที่ท่านยืมนาฬิกา ไม่ใช่ยืมเงิน ไม่อย่างนั้นคงได้มีปัญหากับศาลรัฐธรรมนูญแล้ว)

บริษัท คอม-ลิงค์ จำกัด ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อีเทอเนิล เอนเนอยี จำกัด ซึ่งมีคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มือกฎหมายที่เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญสมัย คสช. ฉบับที่ไม่ได้ใช้ เป็นประธานกรรมการด้วย บริษัทนี้เองก็เป็นคู่ค้ากับ กฟผ. แสดงถึงการตอบแทนประโยชน์แสดงให้เห็นถึงบทบาทของมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ที่เข้ามาเป็นพื้นที่เชื่อมโยงกลุ่มคนต่างๆ ของ พล.อ.ประวิตร ที่หลายครั้งแยกไม่ออกว่าตรงไหนคืออำนาจรัฐ ตรงไหนคืออำนาจเอกชน

 


 

อีกบริษัทหนึ่งครับท่านประธาน เป็นบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับกองทัพบกอย่างมาก คือ บริษัท อาร์ทีเอ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริจาคเงินให้มูลนิธิป่ารอยต่อ 2 ครั้ง รวม 2,000,000 บาท

– 19 พฤษภาคม 2558 บริจาค 1,000,000 บาท

– 31 พฤษภาคม 2559 บริจาค 1,000,000 บาท

ทว่าเมื่อตรวจสอบรายการการให้บริจาคอื่นๆ ของบริษัทนี้ในช่วงปีเดียวกัน พบว่าเกือบทั้งหมดเป็นการบริจาคจำนวนเพียง 5,000 – 35,000 บาทเท่านั้น

มีเพียงรายการเดียวครับท่านประธานที่นอกเหนือจากมูลนิธิป่ารอยต่อฯ แล้วยังบริจาคเงินก้อนใหญ่ ได้แก่การบริจาคเพื่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ถึง 2,000,000 บาท ซึ่งเป็นที่รู้กันในเวลาต่อมาว่าเกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่

 


 

RTA Entertainment เป็นบริษัทถือหุ้นโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ร้อยละ 50 และมีนายทหารในราชการที่บริหารช่อง 5 และนอกราชการจำนวนหนึ่งเป็นผู้ถือหุ้นบุคคล โดยในอดีตและปัจจุบัน มีคนในเครือข่าย พล.อ.ประวิตรที่เป็นกรรมการหรืออนุกรรมการมูลนิธิฯ เป็นทั้งกรรมการบริษัท และผู้ถือหุ้นบริษัททั้งในนามส่วนตัวและในนามกองทัพบก ดังนี้

  1. พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 ของ พล.อ.ประวิตร และเป็นหนึ่งในกรรมการมูลนิธิฯ เคยเป็นกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นในนามกองทัพช่วงปี 2547 – 2548 ในฐานะ ผอ.สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 5 ในยุคที่ พล.อ.ประวิตร เป็น ผบ.ทบ.
  2. พล.ท.สว่าง ดำเนินสวัสดิ์ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 ของ พล.อ.ประวิตร และเป็นเหรัญญิกของมูลนิธิฯ เคยเป็นกรรมการบริษัทช่วงปี 2550-2553 ยุคที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. และเป็นผู้ถือหุ้นในนามบุคคลตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน และเคยเป็นที่ปรึกษาบริษัทช่วงปี 2558-2561
  3. พล.อ.พีรพร พันธุ์ศรีวงศ์ (ตท.11) อนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์มูลนิธิฯ ปัจจุบันเป็นกรรมการบริษัท นับตั้งแต่ 24 พฤศจิกายน. 2553 เป็นต้นมา

 


 

พรรคอนาคตใหม่เคยแสดงข้อมูลของ RTA Entertainment ว่า ทุนจดทะเบียน 10,000,000 บาท แต่กองทัพบกให้กู้ 1,287,700,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 โดยจะครบกำหนดชำระในวันที่ 18 มกราคม 2553 ย้ำว่า 2553 จนถึงปัจจุบัน RTA ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ครบถ้วนเสร็จสิ้น โดยชำระไปแล้ว 7.6 ล้านบาทเท่านั้น

ส่วนเงินที่กู้ยืมบริษัทนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ขาดทุน 800 ล้านบาท และการดำเนินงานขาดทุนมาโดยตลอด สะสมถึง 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม RTA Entertainment ยังคงมีมติจ่ายเบี้ยประชุมให้กับกรรมการถึง 10,000 บาทต่อครั้ง จ่ายค่าตอบแทนประธานกรรมการเดือนละ 30,000 บาท และกองทัพบกยังคงยืนยันที่จะให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ RTA Entertainment ต่อไป

สงสัย RTA Entertainment คงคิดว่าเงินนี้เป็นเงินบริจาค ไม่ใช่เงินกู้กระมัง เราจึงไม่เห็นแนวโน้มการชำระเงินคืนของ RTA Entertainment เลย

มันสมเหตุสมผลหรือไม่ ที่บริษัท RTA Entertainment ซึ่งขาดทุนอยู่ตลอด และควรยุบกิจการทิ้งตามความเห็นของผู้สอบบัญชี แต่กลับยังนำเงินมาบริจาคให้มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ซึ่งเป็นเอกชนรายอื่น นี่เป็นกรณีที่กองทัพบกเอาเงินภาษีของประชาชนนับพันล้านบาทมาละลายหายไปกับการทำธุรกิจของทหารและอดีตทหาร จนเจ๊งไม่เป็นท่า เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว อีกทั้งเครือข่ายป่ารอยต่อของ พล.อ.ประวิตร ยังไปนั่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทนับ 10 ปี ใช่หรือไม่?

 


 

ท่านประธานครับ บริษัทต่อไปที่เป็นเครือข่ายป่ารอยต่อฯ และทับซ้อนกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ คือ พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เป็นกิจการเกี่ยวกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่โดย ปตท.

ปตท. นั้นมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  PTTGC มีการบริจาคเข้ามูลนิธิฯ เกือบทุกปีหลังการรัฐประหารปี 2557 มูลค่ารวมกันหลายล้านบาท

– 8 กรกฎาคม 2557 บริจาคถังน้ำ 2,000 ลิตร 70 ถัง ถุงใส่ขยะ 100,000 ใบ ถุงชำกล้าไม้ 50,000 ใบ มูลค่า 1,500,000 บาท

– 2558 บริจาคผืนผ้าใบ 2,500 ผืน มูลค่า 2,000,000 บาท และถังน้ำ 2,000 ลิตร 200 ใบ

– 2559 บริจาคถังน้ำ 2,000 ลิตร 200 ถัง 1,500 ลิตร 200 ถัง มูลค่า 2,000,000 บาท

– 2561 บริจาคถังน้ำ 1,500 ลิตร 200 ถัง มูลค่า 840,000 บาท

– 2562 บริจาคถังน้ำ 1,500 ลิตร 200 ถัง มูลค่า 840,000 บาท

 

ความน่าสนใจคือ การบริจาคแต่ละครั้งตัวแทนของ PTTGC นั้น ผู้บริจาคคือคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการบริษัท ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช. หลังรัฐประหารปี 2557

 


 

 

อีกหนึ่งคนที่น่าสนใจคือ พล.ต.นิธิ จึงเจริญ ถูกสรรหาเข้าไปเป็นกรรมการบริษัท PTTGC ในวันที่ 22 กันยายน 2557 หลังรัฐประหารไม่นาน โดยที่ตัว พล.ต.นิธิไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องพลังงานหรือปิโตรเคมีแม้แต่น้อย เคยเป็นเสนาธิการของกองทัพบกเท่านั้น

ในเรื่องของรายได้ อ้างอิงจากรายงานประจำปี 2561 ของ PTTGC เอง พล.ต.นิธิ มีรายได้จาก PTTGC ประมาณ 24 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ตัวท่านเองไม่ได้มีประสบการณ์อะไร

เป็นที่รู้กันของสื่อมวลชนว่า พล.ต.นิธิ นั้น เป็นหนึ่งในมันสมองคนสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่สมัย คสช. ต่อเนื่องจนแปลงกายเป็นรัฐบาลพลังประชารัฐ จึงชวนให้สงสัยว่าการเข้ารับตำแหน่งใน PTTGC ของ พล.ต.นิธิ นั้นเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์และเชื่อมต่อ PTTGC เข้ากับผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารและเครือข่ายพลเอกประยุทธ์ – พล.อ.ประวิตร ด้วยหรือไม่

ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่การบริจาคเงินของ PTTGC เป็นการใช้ตำแหน่งกรรมการบริษัท PTTGC นำเงิน นำของที่ควรจะเป็นผลประโยชน์ของรัฐ ไปบริจาคให้มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ของ พล.อ.ประวิตร

 


 

อีกหน่วยงานนึงที่น่าสนใจ คือ ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก (รามอินทรา) ก็ได้บริจาคเงินให้กับมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏในเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ ตั้งแต่ปี 2552 บริจาคเงิน 500,000 บาท ต่อมาปรากฏการบริจาคในปี 2554 และ 2556-2561 โดยบริจาคปีละ 400,000-500,000 บาท และมักมีการบริจาคเสื้อประมาณ 300 ตัวมาด้วยกัน

สิ่งที่น่าสนใจของศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก คือเป็นแหล่งรายได้ของกองทัพบก จากสนามกอล์ฟและเวทีมวยลุมพินี ซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 120 – 180 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังมีคนสนิทของทั้ง พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นกรรมการมูลนิธิป่ารอยต่อฯ เคยนั่งเป็น ผอ.ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ถึง 4 คน คือ

  1. พล.อ.ศานิต พรหมมาศ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของ พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผอ.ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ปี 2550 – 2554 ปัจจุบันเป็นรองอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจกรรมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ
  2. พล.ท.สุพล ไชยพิณ เป็น ผอ. ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ปี 2554 – 2555 ปัจจุบันเป็นอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจกรรมมูลนิธิป่ารอยต่อฯ
  3. พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผอ.ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ปี 2555 – 2556 เคยเป็น สนช. ปัจจุบันเป็น ส.ว. และยังประธานกรรมการ รฟม.
  4. พล.อ.ชาตรี ช่างเรียน เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ อีกคนหนึ่ง เป็น ผอ.ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ปี 2556 – 2557
  5. พล.อ.พิชิต บุญญาธิการ น้องชายของ พล.อ.ยอดยุทธ เป็น ผอ.ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ปี 2557 – 2560

 


 

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามูลนิธิป่ารอยต่อฯ กับศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก (รามอินทรา) มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ตั้งแต่ในช่วงปี 2550 – 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างน้อยสักคนหนึ่ง อยู่ในอำนาจตลอดช่วงเวลานี้

ซึ่งการที่ ผบ.ทบ. เป็นประธานกรรมการอำนวยการศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบกโดยตำแหน่ง มีอำนาจในการแต่งตั้ง ผอ.ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก (รามอินทรา) นั้นเป็นผลประโยชน์ที่เอื้อต่อกันและกัน ใช่หรือไม่ ?

ข้อเท็จจริงนี้นำไปสู่คำถามที่ว่าศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก (รามอินทรา) ที่สร้างมาจากภาษีของพี่น้องประชาชน เพื่อให้เป็นสวัสดิการให้กับกำลังพล รวมถึงเป็นรายได้นอกงบประมาณของกองทัพบก แต่กลับมีผู้นำองค์กรนำเงินไปบริจาคกับมูลนิธิเอกชนปีละเกือบครึ่งล้าน พฤติกรรมแบบนี้เป็นการอุปถัมภ์ เป็นการให้ผลประโยชน์ต่างตอบแทนของเครือข่าย พล.อ.ประวิตรและพวกพ้อง ใช่หรือไม่ ?

 


 

องค์กรสำคัญอีกองค์กรหนึ่ง คือ ธนาคารออมสิน บริจาคให้มูลนิธิป่ารอยต่อฯ มาอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 1,000,000 บาท ตั้งแต่ปี 2556

  • 2556 บริจาค 500,000 บาท
  • 2557 บริจาค 1,000,000 บาท
  • 2558 บริจาค 1,000,000 บาท
  • 2559 บริจาค 1,000,000 บาท
  • 2560 บริจาค 1,000,000 บาท
  • 2561 บริจาค 1,000,000 บาท
  • 2562 บริจาค 2,000,000 บาท

บุคคลที่มีความสำคัญต่อกรณีนี้ คือ คุณชาติชาย พยุหนาวีชัย ผอ.ธนาคารออมสิน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 7 มกราคม 2558 กำหนดครบวาระ 4 ปี โดยจะครบวาระในวันที่ 5 มกราคม 2562

ปรากฎว่าคณะกรรมการธนาคารออมสิน มีมติเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ต่อวาระการดำรงตำแหน่งของคุณชาติชายออกไปอีก 1 ปีครึ่ง จนถึงเดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันเกษียณอายุราชการ แล้วส่งให้ ครม. เห็นชอบ ซึ่งท้ายที่สุด ครม. ก็เห็นชอบ ซึ่งแน่นอน ใน ครม. นั้นก็มี พล.อ.ประวิตรอยู่ด้วย

ถามว่าเหตุผลที่ พล.อ.ประวิตร และ ครม. เห็นชอบการต่ออายุคุณชาติชายคืออะไร ก็อาจเป็นได้หลายอย่าง บางทีอาจเพราะเล็งเห็นความสามารถในตัวคุณชาติชาย บางทีอาจเพราะเห็นแก่เงินที่ธนาคารบริจาคเข้ามาทุกปี หรืออาจเพราะนับถือในความใจบุญสุนทานของคุณชาติชายก็ได้ อย่างที่ปรากฏภาพว่า พล.อ.ประวิตร กับคุณชาติชาย ก็เคยไปทำบุญทอดกฐินที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 พล.อ.ประวิตรเลยรู้สึกอยากให้คุณชาติชายอยู่เป็น ผอ. ต่อไปอีกนานๆ นานกว่าปรกติ อย่างนั้นหรือเปล่า?

 


 

ธนาคารออมสินเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยหลักแล้ว กำไรจากผลประกอบการถือเป็นของประเทศ การนำเงินไปให้กับเอกชนไม่ว่าจะโดยการบริจาคหรือโดยลักษณะอื่นใด ไม่ได้อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ขององค์กรประเภทนี้ จึงน่าสนใจว่าธนาคารออมสินได้มีการบริจาคหรือสนับสนุนเงินแก่เอกชนรายอื่นอีกหรือไม่?

ผมจึงค้นหาข้อมูล และพบว่าธนาคารออมสินเคยเป็นสปอนเซอร์รายการ “คุยยกบ้าน” และรายการ “คนเปลี่ยนโลก” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 5

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าช่อง 5 เป็นช่องโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งต่ำ คือมีคนดูค่อนข้างน้อย

  • ปี 2561 เรตติ้งอันดับที่ 19 จาก 25 ช่อง
  • ปี 2562 เรตติ้งอันดับที่ 21 จาก 25 ช่อง
  • ปี 2563 เรตติ้งอันดับที่ 17 จาก 18 ช่อง

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า อะไรจูงใจให้ธนาคารออมสินจึงเลือกสนับสนุนรายการช่อง 5 ที่คาดหวังว่าจะเข้าถึงผู้ชมได้น้อยกว่าช่องอื่นๆ

 


 

เมื่อมาดูบริษัทที่ผลิต รายการดังกล่าวผลิตโดยบริษัท สื่อสายรุ้ง จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 22 กันยายน 2554 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ผู้ถือหุ้นใหญ่ 80% คือ คุณชาญชัย งาทวีสุข และมีคุณมณฑารักษ์ งาทวีสุข และคุณเกริกพงศ์ งาทวีสุข ถือหุ้นอีกคนละ 10%

ผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นเครือญาติ (บิดา มารดา พี่/น้องชาย) ของคุณชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ซึ่งเคยตกเป็นข่าวดังจากการมีรายชื่อปรากฏในเที่ยวบินที่ TG8885 และ TG8886 กรุงเทพ – โฮโนลูลู ร่วมกับ พล.อ.ประวิตร เที่ยวบินดังกล่าวคือเที่ยวบินที่เดินทางไปหมู่เกาะฮาวายเมื่อวันที่ 29 กันยายน – 1 ตุลาคม 2559 ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน – สหรัฐฯอย่างไม่เป็นทางการ  ซึ่งมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดถึง 20.9 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่าอาหารถึง 600,000 บาท มีเมนูอาหารราคาแพง เช่น คาเวียร์ ซึ้่งมีความพยายามชี้แจงว่ากระทำถูกระเบียบ แต่ก็ยังคงมีคำถามต่อความเหมาะสมในการใช้ภาษีประชาชน

ต่อมาคุณชลรัศมีได้แสดงภาพหลักฐานว่าตัวเองอยู่ที่ประเทศไทย ในช่วงเวลาที่เที่ยวบินดังกล่าวออกเดินทางแล้ว ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมก็ชี้แจงว่าคุณชลรัศมีไม่ได้เดินทางไปด้วย เพราะหาคนมาจัดรายการสดแทนไม่ได้ ส่วนทางด้านการบินไทยได้แจ้งความดำเนินคดีกับเพจที่ปล่อยรายชื่อหลุดออกมา เนื่องจากเป็นข้อมูลลูกค้าซึ่งเป็นความลับ ขณะที่วันเดินทางนั้นมีการถอดรายชื่อออกบางส่วนที่ไม่ได้เดินทางไปในวันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ไม่มีใครปฏิเสธว่ารายชื่อดังกล่าวไม่ใช่ของจริง ไม่มีใครปฏิเสธว่าคุณชลรัศมี “เคยอยู่” ในรายชื่อที่จะไปฮาวายกับท่านประวิตรด้วย

____________________________________________________________________________

 

ผมไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประวิตรกับคุณชลรัศมีมีความสนิทสนมกันมากน้อยแค่ไหน แต่ก็พบว่าวารสารฉบับหนึ่งลงพาดหัวว่า “แตะเธอโลกแตกแน่” ผมว่าก็อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากพอสมควร

หรือในภาพงานแต่งงานของคุณเกริกพงศ์ งาทวีสุข พล.อ.ประวิตรก็ไปเป็นประธานในพิธี แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประวิตรต่อทั้งครอบครัวงาทวีสุข

ในภาพถ่ายที่ พล.อ.ประวิตรกับคุณชาติชายไปทำบุญด้วยกัน ก็มีคุณชลรัศมีไปกับเขาด้วย

หรือครั้งหนึ่งบังเอิญผมไปลงพื้นที่ จ.เชียงราย ที่วัดแสงแก้วโพธิญาณ ก็เห็นมีระฆังที่เขียนชื่อ พล.อ.ประวิตร และคุณชลรัศมี ถูกแขวนไว้ข้างๆ กัน

สรุปแล้วผมคิดว่า พล.อ.ประวิตร กับคุณชลรัศมีและครอบครัวงาทวีสุข ก็คงรู้จักคุ้นเคยกันพอสมควร ซึ่งก็คงเป็นเรื่องปกติ ไม่ผิดอะไร

 


 

นอกจากนี้คุณชลรัศมียังเคยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการในสื่อสายรุ้ง โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 คุณชลรัศมีถือหุ้น 30% แต่เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 หลังข่าวเที่ยวบินฮาวายออกมาไม่ถึง 1 เดือน คุณชลรัศมีก็ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และโอนหุ้นไปให้คุณชาญชัยผู้เป็นพ่อทั้งหมด ไม่แน่ใจว่าคุณชลรัศมีกังวลว่าจะมีใครนำตัวเองไปเกี่ยวพันกับการมีรายได้ต่างๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเครือข่าย พล.อ.ประวิตร หรือไม่

หากลองไปดูรายได้ของสื่อสายรุ้ง พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปี และความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญหลังรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา

  • 2554 มีรายได้ 2,248,182 บาท
  • 2555 มีรายได้ 3,080,000 บาท
  • 2556 มีรายได้ 23,269,325 บาท
  • 2557 มีรายได้ 52,417,415 บาท
  • 2558 มีรายได้ 70,604,814 บาท
  • 2559 มีรายได้ 139,339,753 บาท
  • 2560 มีรายได้ 163,829,071 บาท
  • 2561 มีรายได้ 171,413,270 บาท

 


 

เฉพาะธนาคารออมสิน ให้เงินสนับสนุนสื่อสายรุ้งผ่านโครงการต่างๆ รวมกันไม่น้อยกว่า 54 ล้านบาท

นอกจากธนาคารออมสินแล้ว ยังมีบริษัท รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์รายการของคุณชลรัศมีและบริษัทสื่อสายรุ้ง อีกเป็นจำนวนมาก เช่น

  • ไทยเบฟฯ
  • คิงเพาเวอร์
  • ซีพี, เซเว่นฯ
  • Gulf
  • เมืองไทยประกันภัย
  • ธนาคารไทยพาณิชย์
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  • กรมทางหลวง
  • องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในส่วนของบริษัทเอกชนที่สปอนเซอร์รายการเหล่านี้ หลายบริษัทก็เป็นเครือข่ายโยงใยกับมูลนิธิป่ารอยต่อฯ หรือโครงการประชารัฐ

ในส่วนของหน่วยงานรัฐ ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านมีเงินถุงเงินถังมากขนาดไหน ถึงได้เบียดบังเอาภาษีประชาชนมาสปอนเซอร์รายการที่อยู่ในช่องที่มีคนดูน้อย ตัวรายการก็ไม่ได้มีเรตติ้งมากมายอะไรนัก

พล.อ.ประวิตรอาจนับถือในความมานะอุตสาหะ ขยันขันแข็งทำมาหาเลี้ยงชีพของคุณชลรัศมี แต่ผมไม่คิดว่าการอาศัยเครือข่ายอำนาจรัฐอำนาจทุนของที่สร้างขึ้นมาแบบมีเงื่อนงำของ พล.อ.ประวิตรมาให้ความช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจงนั้นจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

 


 

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นถึงความไม่เหมาะสม ความไม่ถูกต้อง ของเครือข่ายมูลนิธิป่ารอยต่อฯ และการทับซ้อนของอำนาจรัฐ…

จากวารสารของมูลนิธิเอง ปรากฎชื่อคุณวิวรรธน์ แสงสุริยฉัตร ซึ่งเคยเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในสมัย คสช.และปัจจุบันได้เป็น ส.ว. ชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

หลังจากเป็น ส.ว. ท่าน ส.ว.วิวรรธน์ แสงสุริยฉัตร ได้บริจาคเงินในนามบริษัทในเครือหมอเส็งกรุ๊ป จำกัด ให้มูลนิธิป่ารอยต่อ 2,000,000 บาท นี่คือการตอบแทนกับตำแหน่ง ส.ว. ใช่หรือไม่?

และเมื่อลองไปสำรวจรายชื่อ สนช. ในอดีต และ ส.ว. ในปัจจุบัน ก็พบว่ามีเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 (ตท.6) ของ พล.อ.ประวิตร เคยเป็น สนช. 11 คน และเป็น ส.ว. อยู่ 5 คน

ส่วน ตท.12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ เคยเป็น สนช. 16 คน และเป็น ส.ว. อยู่ 21 คน

นี่เป็นอีกหนึ่งรูปธรรมของการเล่นพรรคเล่นพวกของ พล.อ.ประวิตรด้วยใช่หรือไม่?

 


 

เพื่อให้ครบถ้วนกระบวนความ ผมต้องขอไล่เรียงถึงที่มาของ ส.ว. ชุดนี้เสียหน่อย

ส.ว. ชุดนี้มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ คสช. เขียนขึ้นมา ในบทเฉพาะกาลมาตรา 269 กำหนดให้มีที่มาของ ส.ว. 3 ช่องทาง

หนึ่งในช่องทางที่ว่านั้น คือการมาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการชุดหนึ่ง เป็นคณะกรรมการที่ คสช. แต่งตั้งขึ้นมาเอง และประธานของกรรมการที่ว่านั้นคือใคร ก็คือ พล.อ.ประวิตรนั่นเอง ส่วนกรรมการคนอื่นๆ ก็เป็นคนของ คสช. ทั้งนั้น แล้วรายชื่อที่คณะกรรมการชุดนี้สรรหามา ก็มาให้ คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์คัดอีกทีเหลือ 194 คน

นี่คือช่องทางที่ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำผูกขาดที่ คสช. ทั้งหมด ไม่มีประชาชนไปมีส่วนร่วมเลือกเลยแม้แต่ 0.000…1% และทั้งคุณวิวรรธน์ที่ไปบริจาคตอบแทนให้มูลนิธิฯ และ ตท.6 ของ พล.อ.ประวิตร ตท.12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มาจากช่องทางนี้กันทั้งหมด

แล้วเวลาพวกเขาไปประชุมกันเพื่อสรรหา เพื่อคัดเลือก ส.ว. ชุดนี้ เขาทำกันที่ไหน ก็ที่บ้านป่ารอยต่อฯ ร.1 พัน.1 รอ. แห่งนี้นี่เอง สรุปแล้วบ้านหลังนี้คือแหล่งซ่องสุมวางแผนยึดอำนาจอธิปไตยของประชาชน ผ่านการตั้งพวกตัวเองเป็น ส.ว. ไปช่วยโหวตตัวเองเป็นนายกฯ อย่างนั้นหรือ?

 


 

นอกจากรายชื่อกรรมการและผู้บริจาค และเรื่องราวการเอื้อเฟื้อของ พล.อ.ประวิตร ที่ได้กล่าวไปมากมายแล้ว ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้คือ แล้วตกลงมูลนิธินี้ได้ทำอะไรออกมาบ้าง

ผมลองดูข้อมูลจากวารสาร “มณีบูรพา” ที่แสดงรายผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ว่ามีอะไรบ้าง ก็พบกิจกรรม เช่น

  • มอบทุนการศึกษา
  • ทำประกันชีวิตกลุ่มให้กับเจ้าหน้าที่
  • มอบเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือให้กับราษฎรที่ถูกสัตว์ป่าทำร้าย
  • แจกจ่ายถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัย
  • แจกจ่ายผ้าห่มให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจตามแนวชายแดน และผู้ประสบภัยหนาว ทั้งภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคอีสาน
  • แจกถังน้ำ
  • สนับสนุนงบประมาณให้หน่วยในพื้นที่
  • ปรับปรุงเส้นทางถนนอ้อมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

 

สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ประเด็นคือกิจกรรมหลายๆ อย่างนั้นก็นับว่าเป็นภารกิจของรัฐอยู่แล้ว พล.อ.ประวิตร เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอย่างที่เรารู้กันคือเป็นพี่ใหญ่ใน ครม. ที่แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ยังต้องรับฟัง มีอำนาจอย่างเป็นทางการอยู่แล้วที่จะเสนองบประมาณให้เพียงพอกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หากเกิดภัยพิบัติก็สามารถใช้งบกลางไปแก้ปัญหาได้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการใช้งบกลางที่ถูกวัตถุประสงค์ (ไม่เหมือนกับเอาไปซื้อสไตร) หรือจะดำเนินนโยบายให้เกิดสวัสดิการที่จะครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่และอาจรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วยก็ทำได้

แต่ พล.อ.ประวิตรกลับเลือกทำสิ่งเหล่านี้ผ่านมูลนิธิ ซึ่งผมย้ำอีกครั้งว่าเป็นกิจการเอกชน เอาเงินและสิ่งของที่บริจาคมาโดยกลุ่มทุนที่ก็ได้ผลตอบแทนจากรัฐกลับไป บางรายเป็นรัฐวิสาหกิจด้วยซ้ำ เอาไปทำกิจกรรมสงเคราะห์ของตัวเอง ขึ้นป้ายไวนิลเขียนชื่อตัวเองอย่างใหญ่โต หลายครั้งก็เอาเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจมายืนประกบด้วย จนคนเขางงว่ามาราชการหรือมางานส่วนตัว ผลงานต่างๆ ที่โดยทั่วไปควรเป็นงานของภาครัฐ หรือบางครั้งก็อาศัยกลไกหรือบุคลากรของรัฐ ก็กลายเป็นเครดิตของ พล.อ.ประวิตรและมูลนิธิฯ ไปแทน

 


 

ขอยกตัวอย่างบางกิจกรรม เช่น การไปมอบของขวัญปีใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563 พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานในพิธีมอบของขวัญและอวยพรปีใหม่ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ป่ารอยต่อฯ ณ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา วันเวลาดังกล่าวเป็นเวลาราชการ นี่คือการไปปฏิบัติงานในฐานะรองนายกฯ หรือในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฯ กันแน่ แล้วถ้าไปในฐานะรองนายกฯ แล้วทำไมต้องโปรโมตว่าเป็นกิจกรรมของมูลนิธิด้วย ทำให้เส้นแบ่งความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกับความเป็นเอกชนแยกกันไม่ออก

หรืออย่างวันอังคารที่ 7 มกราคม 2559  ในพิธีมอบของขวัญและอวยพรปีใหม่แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ป่ารอยต่อ จัดโดยมูลนิธิฯ วันเวลาดังกล่าวเป็นเวลาราชการ มีการเดินทางกลับโดยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ระบุสังกัด กบบ.ขส.ทบ. คำถามคือประธานมูลนิธิมีสิทธิใช้เฮลิคอปเตอร์ของทหารมาใช้ในกิจการของมูลนิธิด้วยหรือ? นี่คือการใช้ประโยชน์จากรัฐในการสร้างบารมีส่วนตัวใช่หรือไม่ใช่?

 


 

สุดท้ายแล้วเมื่อเรานำความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งหมดมาวางประกอบกัน เราจะเห็น “เครือข่าย” ดังภาพต่อไปนี้

ผมขอยกความใน “มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2561” (ซึ่งให้ใช้กับรัฐมนตรีด้วย) บางข้อมาให้ดูกัน

ข้อ 7 ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเอง หรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตําแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 9 ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดในประการที่อาจทําให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 11 ไม่กระทําการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

เมื่อได้เห็นแผนผังนี้พร้อมคำอธิบายที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว คุณคิดว่า พล.อ.ประวิตร เป็นผู้ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมที่ว่ามานี้หรือไม่?

 

 


 

ความสำคัญของสิ่งที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร ที่ได้กล่าวมานี้ อาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน

จำนวนเงิน “ที่ปรากฏ” (ย้ำว่าที่ปรากฏ) อาจจะดูไม่มากมายอะไร กลุ่มผลประโยชน์บางรายที่มาร่วมกิจกรรมกับ พล.อ.ประวิตร ก็ดูเหมือนจะยังไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างเป็นรูปเป็นร่าง

การจ่ายนี้อาจเป็นได้ทั้งเพื่อแสดงความยอมรับนับถือ จ่ายเพื่อรักษาความสัมพันธ์ จ่ายเพื่อเป็นบรรณาการ จ่ายเพื่อ “กันหมา” หรือจ่ายไว้ก่อนเผื่อมีเรื่องให้ต้องไหว้วานกันในอนาคตก็เป็นได้

ความสำคัญของสิ่งนี้คือการแสดงให้เห็นถึง “การเกาะเกี่ยวกัน” ของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งกลุ่มที่ถืออำนาจรัฐ และกลุ่มที่ถืออำนาจทุน เงินหรือสิ่งของที่บริจาคไป คนที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการต่างๆ เป็นเพียง “ตั๋ว” เพื่อเข้าไปสู่วงไพบูลย์แห่งการตอบแทนผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่มีชื่อว่า Prawit Club

มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ที่ใช้บ้านในค่ายทหารเป็นที่ทำการ กลายเป็นเวทีในการสร้างระบอบประยุทธ์ อาณาจักรประวิตร เป็นเวทีในการผูกขาดอำนาจรัฐและอำนาจทุนไว้กับผู้ที่ถือมันอยู่แล้ว ผสานรัฐและทุนให้กลายเป็น กลุ่มก้อนเดียวกัน เป็นเวทีในการเอาเงินภาษีของประชาชน เอาเงินที่ควรเป็นของรัฐที่ควรจะนำไปสร้างโรงพยาบาล นำไปสร้างการศึกษาที่ดีให้กับประชาชน หรืออย่างน้อยที่สุดก็นำไปสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทหารชั้นผู้น้อย ท่านกลับเอามาใช้สร้างบารมี สร้างคอนเน็คชั่นส่วนตัวและพวกพ้อง เปิดบ้านหลวง ให้คนตบเท้าเข้ามาอวยพรปีใหม่ วันเกิด แล้วก็ตั้งคนเหล่านั้นไปดำรงตำแหน่งราชการต่างๆ ไปเป็น สนช. สปช. และ ส.ว.

 


 

สิ่งที่เสียไปจึงเป็นอำนาจอธิปไตยที่อ้างกันว่าเป็นของประชาชน แต่ในวันนี้ผลประโยชน์ของประเทศที่ควรตกเป็นของประชาชนกลับถูกแบ่งปันกันในหมู่คนเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น และคงไม่มีทางที่ประชาชนจะเข้าถึงประโยชน์เหล่านี้ได้

พล.อ.ประวิตรนำทีมบูรพาพยัคฆ์ทำรัฐประหารเข้ามามีอำนาจสูงสุดได้ก็เพราะมีเครือข่ายเหล่านี้

ยังคงรักษาอำนาจไว้ได้ตลอด 5 ปีแบบไม่อายคำก่นด่าของประชาชนต่อกรณีอื้อฉาวต่างๆ ก็เพราะมีเครือข่ายเหล่านี้

ยังสืบทอดอำนาจมายังรัฐบาลปัจจุบันได้ก็เพราะมีเครือข่ายเหล่านี้

ลากเอาคนอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีต่างๆ เข้ามาดำรงตำแหน่งได้ ทำให้พวกเราต้องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจกัน 4 วันเต็มๆ ก็เพราะมีเครือข่ายเหล่านี้

เรื่อง IO เรื่อง 1MDB เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องโรงไฟฟ้าขยะ ฯลฯ ยังคงดำรงอยู่ในสังคม ก็เพราะมีเครือข่ายเหล่านี้

สรุปคือ พล.อ.ประวิตรและเครือข่ายอำนาจของเขานั่นเอง คือรากเหง้าที่ก่อกำเนิดความเลวร้ายแห่งรัฐบาลประยุทธ์ทั้งหมดทั้งปวง ฉุดดึงประเทศไทยมาอยู่ในจุดที่ตกต่ำถึงเพียงนี้

ผมไม่สามารถยินยอมให้อาณาจักรของท่าน ทำร้ายประเทศชาติและประชาชนได้มากกว่านี้ ผมจึงไม่อาจไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร ที่เป็นตัวการสำคัญในการสร้างเครือข่ายผูกขาดผลประโยชน์ของชาติ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีต่อไปได้

 


 

ผมขอเรียนไปยัง พล.อ.ประวิตร ว่าผมอยากให้ท่านลาออก ด้วยความเคารพอีกครั้ง ท่านต้องลองเงี่ยหูฟังเสียงข้างนอกบ้าง ฟังนักศึกษาที่ชุมนุมกันอยู่หลายมหาลัยวิทยาลัย ฟังว่าพวกเขาตะโกนว่าอะไร ดูว่าเขาเขียนข้อความอะไรบนป้าย ผมเข้าใจดีว่าเสียงที่ท่านมีอยู่ในมือ เดี๋ยวลงมติกันท่านก็คงได้รับการไว้วางใจ แต่ถ้าจิตสำนึกของท่านยังมี อย่าเป็นศัตรูกับอนาคต อย่าเป็นศัตรูกับคนที่จะกลายเป็นกำลังหลักของชาติ ยังมีเวลาครับ ท่านเลือกเอาว่าท่านจะลาออก หรือท่านจะกลายเป็นทรราชที่ถูกประชาชนขับไล่

สำหรับผม และพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไป แม้วันนี้เพื่อน ส.ส. บางคนอาจจะย้ายไปอยู่พรรคอื่นบ้าง แต่ผมเชื่อมั่นว่าผมและเพื่อนๆ ที่เหลือ เรายังไปต่อครับ แต่สำหรับ พล.อ.ประวิตร ผมคงไม่สามารถอนุญาตให้ท่านไปต่อได้แม้แต่วันเดียวครับ”

จบ สวัสดี

 


ชมคลิปเต็มการอภิปราย ณ จุดแถลงข่าวได้ที่นี่

 

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการอภิปรายได้ที่นี่

https://drive.google.com/file/d/15IalHRbGfZ0jtrfvJAXXaHnC0fW3cvPC/view?usp=sharing