fbpx

พิจารณ์ : “ระบอบนายทุนนิยม” สังคมนิยมสำหรับผู้ร่ำรวย – ทุนนิยมสำหรับคนยากจน

 

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงษ์

 

วันนี้ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยผมจะพยายามอภิปรายให้อยู่ในกรอบ ให้มากที่สุด และผมเชื่อว่า การอภิปรายของผมจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกสภา เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงมติไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ท่านประธาน แม้ว่าพรรคอนาคตใหม่ของผม เพิ่งจะถูกยุบไป

แต่การอภิปรายของผมจะไม่พูดถึงเรื่องที่ พลเอกประยุทธ์ ปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบอย่างไร ผ่านการยุบพรรคอนาคตใหม่

ผมจะไม่พูดถึงเรื่องที่ท่านลิดรอนสิทธิ์ของประชาชน 3 ล้านคน ที่เลือกพรรคอนาคตใหม่อย่างไร ผ่านการยุบพรรค

ผมจะไม่พูดถึงเรื่องที่ท่านสร้างความขัดแย้ง ในสังคมอย่างไร ผ่านการยุบพรรคอนาคตใหม่

และ ผมจะไม่พูดถึงเรื่องที่นานาประเทศ ประนามรัฐบาลพลเอกประยุทธ์อย่างไร ในประเด็นที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ

 

 

ผมขออนุญาติเริ่มการอภิปรายด้วยวลีภาษาอังกฤษวลีหนึ่ง

 

“Socialism for the Rich

Capitalism for the Poor”

 

“ใช้ระบบสังคมนิยมสำหรับผู้ร่ำรวย

ใช้ระบบทุนนิยมสำหรับคนยากจน”

 

วลีนี้เหมาะเหลือเกินที่จะใช้นิยามการบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ หรือพูดอีกอย่างก็คือ พลเอก ประยุทธ์ บริหารประเทศนี้แบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” กล่าวคือ สำหรับกลุ่มนายทุน เจ้าสัว พลเอกประยุทธ์ บริหารทรัพยากรของประเทศโดยเอื้อผลประโยชน์ แจกจ่ายแบ่งปัน ให้กันอย่างทั่วถึง ตามแบบระบบสังคมนิยม แต่ในทางกลับกัน กับชนชั้นล่าง หรือคนทั่วไปของสังคม กลับปล่อยปะละเลย ให้พวกเค้ากระเสือกกระสนตามยถากรรม นี้คือความลักลั่น และไม่เป็นธรรม ที่เห็นได้ชัดผ่านตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำรัฐบาล

 

 

พฤติกรรมดังกล่าวยิ่งประจักษ์ชัดแก่สังคมไทย…

 

 

เมื่อผู้ที่เคยใกล้ชิดพลเอกประยุทธ์ อย่าง หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ.2557-2558 ได้ออกมากล่าวถึง 8เหตุผลที่ ตัวท่านไม่ต้องการให้ พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีก เมื่อช่วงเดือน ธันวาคม 2561 ก่อนการเลือกตั้ง โดยมีใจความส่วนนึงระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างพลเอกประยุทธ์ และกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ในประเทศ ดังนี้

 

ในระหว่างหนึ่งปีที่ผมทำงานกับพลเอกประยุทธ์ ได้เห็นว่า
พลเอกประยุทธ์
สนิทสนม และใกล้ชิดกับนายทุนที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่บางราย
เริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งบุคคลที่สนิทสนมกับกลุ่มธุรกิจปลอดภาษีเป็นประธานของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ตามมา ด้วยการแต่งตั้งให้บุคคลที่เป็นตัวแทนของกลุ่มธุรกิจใหญ่กลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ
เข้าไปนั่งเป็น กรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งช่วยให้สามารถได้รู้
ข้อมูลด้านการลงทุนที่ยังไม่เปิดเผยก่อนผู้อื่น และรู้แง่มุมของการวางนโยบายที่เป็นเรื่องไม่พึงเปิดเผยด้วย

เคยเอ่ยปากให้ผมจัดให้กลุ่มธุรกิจกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ลงทุนและดำเนินการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หัวหิน โดยไม่ต้องมีการประมูล เคยเอ่ยปากให้ผมจัดให้กรมธนารักษ์ให้เช่าที่ดินในเขตทหารบริเวณกาญจนบุรี ให้เอกชนรายหนึ่งเช่าโดยให้คิดค่าเช่าในราคาถูก

ความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ
ซึ่ง
พลเอกประยุทธ์ ไม่เคยเข้าใจนัยสำคัญของเรื่องนี้

 

ผมเชื่อเลยเกินว่า หากเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง คนอย่าง หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ไม่ออกมาพูดเช่นนี้หรอก

 

 

ข้อความข้างต้น ยังสอดคล้องกับสิ่งที่ปรากฎบนสื่อต่างประเทศ Asia Times ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2562 รายงานถึงความเคลือบแคลงใจต่อการดำเนินนโยบายของพลเอกประยุทธ์ นับตั้งแต่การกลับเข้าสู่อำนาจโดยใช้นโยบายของรัฐเอื้อประโยชน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลเอกประยุทธ์และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของประเทศ โดยในเนื้อข่าวของ Asia Time ได้กล่าวถึง

 

 CP Group-led consortium, meanwhile, was given in October a US$7.5 billion contract to build a 220-kilometer high-speed railway connecting three airports in and outside of Bangkok, despite the fact the conglomerate has no apparent previous experience in major infrastructure-building.

CP Group’s telecom arm, True, was viewed by market analysts and independent researchers as the biggest beneficiary of Prayut’s junta’s executive order in April, weeks after the election, to extend by five years the kingdom’s three telecom operators’ payback period on their 4G licenses.

กรณีที่เอกชนรายหนึ่ง ได้รับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง โดยปราศจากประสบการณ์ในด้านนี้ หรือการยืดหนี้ใบอนุญาต คลื่น 4G ของผู้ประกอบการ 3 ราย ที่มีเอกชนรายเดียวกัน ได้รับประโยชน์สูงสุด

 

อย่างไรก็ตาม ข่าวดังกล่าวได้นำเสนอมุมกลับของการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยรายงานกล่าวว่าร้อยละ 67 ของความมั่งคั่งในประเทศถูกครอบครองโดยกลุ่มคนเพียงร้อยละ 1 ของประชากรในประเทศ ประกอบกับตระกูลเจ้าสัวตระกูลหนึ่ง เป็นผู้ที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2562 คิดเป็นมูลค่า 9.41 แสนล้านบาท

 

ดังนั้น การอภิปรายครั้งนี้ของผม จึงจะแสดงให้เห็นถึงความเลวร้าย การเอื้อผลประโยชน์ของพลเอกประยุทธ์ แก่กลุ่มนายทุนกลุ่มหนึ่ง จนเรียกได้ว่าเทียบจะกินรวบประเทศนี้อยู่แล้ว ผ่านการใช้อำนาจทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็น การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ ผ่านการใช้มติ ครม. รวมทั้งการใช้อำนาจตาม ม.44 ออกคำสั่ง โดยการอภิปรายของผมจะชี้ให้ชัดตามที่ระบุไว้ในญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า พลเอกประยุทธ์นั้น

  • ไม่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เปิดเผย
  • ไม่มีความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม
  • ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตราฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
  • ก่อให้เกิดสภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย”

 

การเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน ของพลเอกประยุทธ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3พฤติกรรมผ่าน 4 โครงการ โดยทั้ง 4 โครงการนี้ มีเจ้าสัวท่านหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ทั้งสิ้น

เวลาท่านเข้าร้านสะดวกซื้อที่เปิดบริการ24ชม เขามักจะถามท่านว่า “รับขนมจีบ ซาลาเปาเพิ่มไหม?” สำหรับพฤติกรรมที่หนึ่ง ผมขอเรียกว่า “รับรถไฟฟ้าสายสีทอง กับหอชมเมืองเพิ่มมั้ยครับ”

 

“รับรถไฟฟ้าสายสีทองเพิ่มมั้ยครับ?”

 

 

 

พฤติกรรมนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนใหญ่รายหนึ่ง ผ่านสองโครงการใหญ่ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง และ หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้สร้างประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้แก่กลุ่มทุน ในขณะที่ผู้แบกรับความเสี่ยง ผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาจากโครงการกลับเป็นประชาชนชาวไทยที่เสียภาษี

 

 

สำหรับท่านที่อาจจะยังไม่ทราบ รถไฟฟ้าสายสีทอง เป็นโครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดรองบนพื้นที่ฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทที่จะพัฒนาระบบขนส่งขนาดรองเพื่อเชื่อมต่อกับ ระบบหลัก เป็นระบบโมโนเรล ล้อยาง ดำเนินการโดย บริษัท กรุงเทพธนาคม วิสาหกิจของ กรุงเทพมหานคร ที่มี กทม ถือหุ้นอยู่100% ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าไปอย่างมาก โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเส้นทาง ระยะที่ 1 3 สถานี ประมาณ เดือน ตุลาคม 2563

อย่างไรก็ตามโครงการรถไฟฟ้าสีทองเต็มไปด้วยพฤติกรรมที่เอื้อกลุ่มทุน ตั้งแต่การริเริ่มโครงการจนถึงปัจจุบัน และความเสี่ยงต่อไปในอนาคต ผมจึงขอสรุปพฤติกรรมที่เลวร้ายที่ผ่านมาและจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตใน 4 ประเด็น ดังต่อไปนี้

 

1. สายสัมพันธ์และการเอื้อเฟื้อกลุ่มทุน

ในการเปิดตัวโครงการห้างสรรพสินค้ารายใหญ่แห่งหนึ่งย่านฝั่งธน เมื่อช่วงกลางปี 2557 และเปิดตัวอีกครั้งในช่วงตอนปี 2559 มีการนำเสนอแบบจำลองโครงการ พร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีทองที่พาดผ่านหน้าตัวห้างดังกล่าว ซึ่งในช่วงเวลานั้น สำหรับประชาชนทั่วไปยังไม่มีใครคาดคิดหรอก ว่าจะมีการก่อสร้างรถไฟลอยฟ้าในย่านเมืองเก่าและอยู่ห่างไม่ไกลจากรถไฟฟ้า BTS สถานีกรุงธนบุรี เพียง 1 กิโลเมตรกว่าเท่านั้น

กว่าที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีทองนี้จะได้รับความเห็นชอบจากพลเอกประยุทธ์ ผ่านมติ ครม ก็เป็นเวลาเกือบ 2ปี หลังจากงานเปิดตัวโครงการห้างในครั้งแรก ตามมติครม เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559

หน่ำซ้ำ ตามมติ ครม เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 สมัยที่ท่านประธานดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าว หากจะสร้างรถไฟฟ้าต้องสร้างเป็นระบบใต้ดิน เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ  รวมแล้วก็เกือบ 3ปีจากวันที่เปิดตัวโครงการห้าง กว่าที่โครงการรถไฟฟ้านี้จะได้รับความเห็นชอบจากพลเอกประยุทธ์ ผ่านมติ ครม วันทึ่7 มีนาคม 2560 ให้ยกเว้นมติ ครม เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 รถไฟฟ้าสายสีทอง จะบังทัศนียภาพ หรือไม่ อย่างไร

ดังนั้น ท่านประธาน จากแบบจำลองเปิดตัวโครงการห้าง ที่มีรถไฟลอยฟ้าพาดผ่าน สะท้อนให้เห็นถึงสายความสัมพันธ์อันดีระหว่างหัวหน้ารัฐบาลอย่างพลเอกประยุทธ์ กับ กลุ่มทุนรายนี้ มิฉะนั้นแล้วกลุ่มรายนนี้เค้าจะความมั่นใจได้อย่างไร ว่ารถไฟฟ้าจะได้รับการอนุมัติการก่อสร้างในอนาคต ต้องเป็นพลเอกประยุทธ์ นั้นแหละ ที่ไปเสนอกลุ่มทุนรายนี้ ว่า จะรับรถไฟฟ้าสายสีทองเพิ่มมั้ยครับ ไม่อย่างนั้นเอกชนที่ไหนเค้าจะมั่นใจว่าจะได้รับการอนุมัติว่าลอยฟ้า

 

2. หลักการอนุมัติการก่อสร้าง

2.1 อ้างว่าเชื่อมต่อระบบหลัก

รถไฟฟ้าสายสีทองนี้เป็นระบบขนส่งขนาดรอง เพื่อเชื่อมต่อกับขนาดหลัก ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าสูงสุด มันต้องมีระบบหลัก มารองรับก่อน แล้วค่อยสร้างระบบรอง

เพื่อให้เห็นภาพ ผมขออธิบายโดยใช้สไลด์

 

นี้คือรถไฟฟ้าระบบหลัก สายสีเขียว

 

เส้นสีแดงปะ คือรถไฟฟ้าสายสีแดง ระบบหลัก ช่วงต่อขยาย หัวลำโพง-บางบอน ซึ่งยังไม่มีการเปิดประมูล

 

เส้นสีม่วงปะ คือรถไฟฟ้าสายสีม่วง ระบบหลัก ส่วนต่อขยาย คาดว่าจะเสร็จ ปี 2569

 

สถานี G1 เชื่อมต่อ BTS ธนบุรี

 

สถานี G2 เจริญนคร หน้าห้างสรรพสินค้า

 

สถานี G3 สถานีสุดท้ายของ Phaseที่หนึ่ง

 

 

Phaseที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จ ปี 2568

มี 1 สถานี G4 ประชาธิปก

และเป็นจุดเชื่อมต่อกับสายสีม่วง

 

นั่นหมายความว่า เมื่อสายสีทองเสร็จสิ้นทั้งโครงการ ใน Phase ที่หนึ่ง จะยังไม่มีการเชื่อมต่อใดๆกับระบบหลักอยู่ดี แบบนี้เค้าเรียกว่า โครงการลูกไม่มีพ่อ หรือจะเรียกว่า คลอดก่อนกำหนดก็ได้ เป็นเหมือนรถไฟทางตัน แล้วท่านนายกจะเร่งอนุมัติสร้างโครงการสายสีทองนี้ทำไม เหตุผลมันชัดด้วยตัวมันเอง พลเอกประยุทธ์ ต้องการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน ด้วยการทำรถไฟฟ้าสายสีทอง เพื่อขนคนเข้าห้างให้กับเอกชนรายนี้

ปรากฎตามข่าว เมื่อช่วงเดือนคุลาคม ปีที่แล้ว ผู้บริหารระดับสูงของห้างดังกล่าว ให้สัมภาษณ์เอาไว้ ว่าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีทองเสร็จ จะมีลูกค้าเข้าห้างมากขึ้น จาก 80,000-120,000คน ต่อวัน เป็น 150,000-200,000คน ต่อวัน

 

2.2 อ้างว่าแก้ปัญหาความคับคั่งจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่บนถนนเจริญนคร

อีกหลักการที่ใช้อ้างในการอนุมัติโครงการสายสีทองนี้ ในมติครม วันที่ 6 กันยายน 2559 คือเพื่อลดความหนาแน่นของการจารจรในพื้นที่ถนนเจริญนคร อันเป็นผลจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่บนถนนเจริญนคร

จึงกล่าวได้ว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองเกิดขึ้นจากความจำเป็นของห้างสรรพสินค้าในละแวกนั้น มากกว่าเป็นความจำเป็นที่เกิดจากการขยายตัวของเมืองตามปกติ ดังนั้นผู้ที่เป็นต้นเหตุให้การจราจรในพื้นที่ดังกล่าวมีความคับคั่ง ควรหรือไม่ ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเงินลงทุนในการก่อสร้างและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ปรากฏว่ามีสื่อบางราย ที่รายงานข่าวผิดพลาด ว่ามีเอกชนรายหนึ่ง ได้ให้การสนับสนุนค่าก่อสร้าง เป็นเงิน 2,080ล้านบาท เพราะในข้อเท็จจริง ตามการประชุม ครม พบว่า มีเอกชนรายหนึ่งขอเสนอซื้อค่าโฆษณา เป็นเวลา 30ปี ด้วยวงเงิน 2,080ล้านบาท จึงนำมาสู่ประเด็นที่สาม

 

3. ค่าโฆษณา 30ปี

จากที่มีเอกชนเสนอขอซื้อโฆษณาเป็นเวลา 30 ปี ด้วยวงเงิน 2,080 ล้านบาท ทำให้พลเอกประยุทธ์ เห็นชอบให้ กทม โดยกรุงเทพธนาคม เป็นผู้ลงทุนเอง 100% เพราะมีเงินลงทุนจากการขายค่าโฆษณา ไม่เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐ อีกทั้ง

ต่อข้อเท็จจริงนี้

อย่าลืมว่า การขายโฆษณา ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีคนมาซื้ออยู่แล้ว หน่ำซ้ำหากเป็นการประมาณ เชื่อว่าน่าจะได้ค่าโฆษณามากกว่านี้

ผมตรวจสอบดูก็ค้นพยว่า ส่วนของพื้นที่พาณิชย์อื่นในโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองนั้น จัดให้มีการเปิดประมูล สะท้อนให้เห็นว่า พลเอกประยุทธ์ ล็อคสเปก ในการเอื้อประโยขน์ให้เอกชนรายนี้ได้ พื้นที่โฆษณา โดยไม่ต้องปรมูล

ในการพิจารณารูปแบบการลงทุน พลเอกประยุทธ์ มีทางเลือกหลายรูปแบบ ท่านสามารถที่จะใช้รูปแบบการลงทุนร่วมกับเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงของรัฐ โดยเปิดประมูล แต่ท่านไม่ทำ ท่านเลือกที่จะให้ กรุงเทพเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างเองทั้งหมด โดยผ่าน บริษัท กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของกรุงเทพ เป็นผู้ดำเนินการแทน โดยไม่ใช้วิธีการร่วมทุนระหว่างเอกชนกับรัฐที่ต้องจัดหาโดยการประมูล ซึ่งการมอบหมายให้กรุงเทพหรือกรุงเทพธนาคมดำเนินการ เป็นส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้ชาติเกิดความเสียหาย เนื่องจากเมื่อพิจารณาถึงสาเหตุและความจำเป็นที่อ้างถึงในมติดังกล่าวจะพบว่า เกิดจากการจารจรในบริเวณถนนดังกล่าวที่เพิ่มมากขึ้นและเพื่อเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงที่จะมาถึงในอีกเกือบทศวรรษ

 

 4. ความเสี่ยงในอนาคต

เนื่องจากเป็นรูปแบบการลงทุน ที่กทม โดย กรุงเทพธนาคม ต้องลงทุนเองทั้งหมด ทางกรุงเทพธนาคม จึงทำสัญญาว่าจ้างให้ บริษัท BTSC เป็นผู้เดินรถไฟในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีมูลค่ามากกว่า 13,520 ล้านบาทเป็นเวลา 30 ปี พร้อมทั้งให้ BTSC จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์การเดินรถอีก 765 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งหมดกว่า 14,000 ล้านบาท โดยเป็นรูปแบบสัญญาว่าจ้างแบบ PPP Gross-cost ซึ่งทำให้ BTSC เป็นเพียงผู้ให้บริการการเดินรถเท่านั้น ไม่มีส่วนได้เสียกับกำไรขาดทุน

เมื่อสายสีทองเป็น รถไฟฟ้าทางตัน โดยยังไม่เชื่อมต่อกับสายมีแดง และสีม่วง ตามแผนแม่บท จึงเชื่อได้ว่าจะมีผู้โดยสารไม่มากพอที่จะทำกำไรจากการเดินรถได้ นั้นแปลว่า ประชาชนผู้เสียภาษี ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อการสร้างรถไฟฟ้า ให้กับเอกชนรายนี้ของพลเอกประยุทธ์

 

สรุป

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ท่านนายก อาจจะบอกว่า พิจารณ์เอย มันไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ ท่านให้การสนับสนุนแบบนี้ มันช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างไร รายใหญ่เค้าดี รายย่อยก็ดีไปด้วย GDPก็เติบโต ก็เพราะท่านคิดแบบนี้ มันถึง รวยกระจุก จนกระจายกันแบบนี้

 

 

ผมขอสรุป สิ่งที่รัฐสูญเสียจากพฤติกรรม “รับรถไฟสายสีทองเพิ่มมั้ยครับ” ของท่านนายก คือ ค่าก่อสร้างของโครงการนี้ประมาณ 2,500ล้านบาท ที่ไม่ควรจะสร้างตั้งแต่ต้น เพราะหากท่านไม่อนุมัติให้สร้าง เงินตรงนี้ก็ไม่ต้องจ่าย

 

 

“หอชมเมืองด้วยมั้ยครับ?”

 

 

หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร เป็นโครงการที่จัดสร้าง บนพื้นที่ขนาด 4 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา บนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข กท.3275 ตั้งอยู่ในเขตคลองสาน กทม. โดยมีมูลค่าประเมินโครงการอยู่ที่ ประมาณ 4,420 ล้านบาท

โครงการหอชมเมืองกรุงเทพฯ ริเริ่มโดยมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีคณะกรรมการชุดแรกของมูลนิธิเกี่ยวข้องกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่รายหนึ่ง ได้แสดงความประสงค์ขอเช่าที่ราชพัสดุเลข แปลงดังกล่าว ซึ่งเดิมที่อยู่ในความครอบครองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่วางแผนจะสร้างเป็นโรงอู่ซ่อมเรือ พร้อมที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ ดังนั้น มูลนิธิหอชมเมือง จึงเสนอที่จะจัดสร้างกลุ่มอาคารดังกล่าวให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในพื้นที่บริเวณพระสมุทรเจดีย์ สมุทรปราการ เป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ความพยายามดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในทีราชพัสดุผืนนี้หรือไม่ แต่ที่ชัดเจน คือสิ่งที่พลเอกประยุทธ์กระทำผ่าน มติครม เพื่อให้กลุ่มทุนรายหนึ่งได้รับผลประโยชน์ จากโครงการนี้ โดยมี 4 ประเด็นดังนี้

 

1. ที่ตั้งของโครงการหอชมเมือง

 

 

เมื่อดูจากภาพถ่ายดาวเทียมจะพบว่า ที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ติดกับ โครงการ ICON SAIM โดยมีแนวคลองวัดทองเพลงขั้นอยู่ เป็นที่น่าเคลือบแคลงสงสัยว่า เหตุใดหอชมเมืองที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวกรุงเทพมหานคร ที่จะมีการแสดงเผยแพร่พระราชกรณียกิจของล้นเกล้า ร.9 จึงมาตั้งอยู่บนที่ดินตาบอด ที่ไม่มีทางเข้า-ออก นอกจากผ่านทาง ICON SIAM เมื่อเทียบกับสถานที่สำคัญอื่นในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็น สวนลุมพีนี, สวนหลวง ร.9, หอสมุดแห่งชาติ, พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างติดถนนใหญ่ มีการเข้าออกสะดสกสบายทั้งสิ้น

 

 

2. การคัดเลือกเอกชนโดยไม่เปิดประมูล

 

 

ในการประชุม ครม เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ท่านนายกได้มีมติว่า โครงการหอชมเมืองนี้ เป็นกิจการตามนโยบายของรัฐบาล ตามกลไลประชารัฐ เป็นการมีส่วนร่วมของ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ประกอบกับมีมูลค่าโครงการประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท ทำให้โดยหลักการแล้ว โครงการมีความจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556

หลังจากนั้น พลเอกประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือเรียกสั้นๆว่า บอร์ดPPP ก็มีมติ ตามประกาศของบอร์ดPPP เห็นชอบให้โครงการนี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องประมูลก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามประกาศบอร์ด PPP ที่กำหนดว่า

“กรณีเป็นกิจการตามนโยบายรัฐบาล หากใช้วิธีประมูลแล้วล่าช้า จนกระทบต่อเป้าหมายหรือผลสัมฤทธิ์ของนโยบายนั้น ให้เสนอต่อครม เพื่อพิจารณายกเว้นไม่ใช้วิธีการประมูลได้”

ดังนั้น ในการประชุม ครม วันที่27 มิย 2560 ท่านนายก จึงมีมติครม เห็นชอบตามที่ บอร์ด PPP เสนอให้โครงการนี้สามารถดำเนินการโดยไม่ต้องประมูล

ถึงตรงนี้ ต้องเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกเลย ด้วยความเป็นห่วงว่า ปีนี้ท่านต้องทำบุญเยอะๆ เพราะเป็นปีชงของท่านแท้ๆ เลย ชงจริงๆ ชงเองกินเอง

แล้วจากวันนั้น ถึงวันนี้ หญ้าสักต้น ยังไม่ได้ถอนเลย

การกระทำของพลเอกประยุทธ์จึงเปรียบเสมือนการใช้อำนาจรัฐ ในการเอื้อกลุ่มทุนทุกวิถีทางที่จะให้โครงการปรากฏขึ้นโดยสะดวก

 

3. ความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

 

มีการกำหนด ค่าเช่า ที่ราชพัสดุผืนนี้ โดยมีค่าหน้าดิน 60ล้านบาท และค่าเช่าปีละ 4แสน เพิ่มขึ้น15% ทุก5ปี เมื่อคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน ด้วยอัตราคิดลดที่ 3.5% รัฐจะได้เงินค่าเช่าทั้งสิ้น 67ล้านบาท

หากเทียบเคียงกับประเทศ สิงค์โปร์ โดยหน่วยงานที่ชื่อว่า SLA Singapore Land Authority มีค่าเช่ามาตรฐานที่ระบุไว้สำหรับกรณีที่คล้ายๆกับที่ราชพัสดุผืนนี้ ว่าควรได้รับค่าเช่าเป็น ……

 

4. ผลประโยชน์ระยะยาวที่เอื้อแก่เอกชน

 

อย่างที่เรียนไปเมื่อครู่ โครงการนี้สร้างบนที่ดินตาบอด ไม่มีทางเข้าออก

นี่คือแผนที่ชั้นใต้ดินที่มีในเอกสาร EIA ของโครงการนี้ พบว่า ที่จอดรถเป็นชั้นใต้ดินมีช่องจอด 166คัน มองไม่เห็นที่จอดรถทัวร์ แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ในรายงาน EIA ของโครงการนี้ ระบุว่ามีที่จอดรถสำหรับหอชมเมืองอยู่ที่ ICON SIAM ด้วย

 

 

แล้วสรุปการเข้าออกเป็นอย่างไร?

 

 

ในรายงาน EIA ของโครงการ ปรากฏแผนผังโครงสร้างของโครงการขอชมเมือง โดยแผนผังดังกล่าวระบุถึงทางเข้าออกเพียงทางเดียวที่ยกเว้นการนั่งเรือไปชมหอคอยคือการสร้างทางเข้าออกร่วมกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ด้านข้าง โดยการเจาะประตูและสร้างสะพานข้ามคลองขนาด 1-2 เมตรที่กั้นที่ดินทั้งสองพื้นไว้ด้วยกัน

ดังนั้น โครงการนี้จึงเป็นโครงการที่ท่านนายก เอื้อประโยชน์ต่อ กลุ่มทุนโดยแท้ การเข้าออกผ่านห้างสรรพสินค้าย่อมนำมาสู่การจับจ่ายใช้สอยเงินภายในห้างที่นักท่องเที่ยวเดินผ่าน จึงอดคิดไม่ได้ว่าโครงการที่เป็นหน้า เป็นตาของชาติบ้านเมือง แต่กลับต้องอิงอาศัยเข้าออกกับห้างสรรพสินค้า ความภาคภูมิใจของประเทศอยู่ที่ไหน ประเด็นนี้พลเอกประยุทธ์ต้องตามคำถามให้ชัดเจน การอิงแอบ เอื้อผลประโยชน์แก่นายทุนอย่างไร การใช้ทรัพย์สินของรัฐเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ท่านควรพิจารณาตัวเอง

สัญญาร่วมทุนนี้กำหนดไว้ที่ 30ปี แล้วกรรมสิทธิ์ ก็จะกลับมาเป็นของรัฐ แต่หอชมเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะอีก 100ปีข้างหน้า หากยังเป็นที่ดินตาบอด ก็ยังคงจะต้องเข้าออกเช่นนี้ต่อไป ผู้เข้าชมที่เชื่อว่าจะมีนับล้านคนต่อปี ก็จะยังคงเข้าออกอย่างในภาพนี้ต่อไป

ท่านนายกอนุมัติโครงการนี้ โดยระบุว่าเป็นการพัฒนาไปสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตกลงแล้วนี้คือ คือ การพัฒนาสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของใครกันแน่?

 

 

มูลค่าความเสียหาย จากราคาเช่าที่ราชพัสดุ เมื่อรวมกับค่าเสียหายจากโครงการรถไฟฟ้า ตอนนี้รวมตัวเลขได้ ประมาณ 262 ล้านบาท แต่ยังไม่จบเท่านี้ ท่านนายกทำได้มากกว่า

 

“ต่อความยาว เล่าความเท็จ ยืดหนี้ฟรี ด้วยภาษีประชาชน”

 

 

พฤติกรรมต่อไปผมขอเรียกว่า “ต่อความยาว เล่าความเท็จ ยืดหนี้ฟรี ด้วยภาษีประชาชน”  โครงการนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนรายหนึ่ง โดยผ่านการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 4/2562 โดยคำสั่งนี้มีเนื้อหาโดยย่ออยู่สองประการ

  • ประการแรก เป็นการยืดหนี้ให้กับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม สามราย โดยไม่มีการคิดดอกเบี้ย ทั้งที่เดิมต้องจ่ายถึง 15% ต่อปี

 

 

  • ประการที่สอง คือการตั้งเงื่อนไขให้เอกชนทั้งสามราย ต้องรับการจัดสรรคลื่นความถี่ (ไม่ใช่การประมูล) โดยหากไม่ยอมรับการจัดสรรคลื่นความถี่ รัฐจะไม่ยืดหนี้ให้

 

 

แล้วพฤติกรรม “ต่อความยาวเล่าความเท็จ” เป็นอย่างไร? ผมจะอ่านคำสั่งที่ 4/2562 ให้ฟัง

ในวรรคที่สองของคำสั่ง เขียนว่า

 

 

โดยที่ในปัจจุบันได้ปรากฎข้อเท็จจริงว่า

 

  • สภาพปัญหาการแข่งขันทางธุรกิจสำหรับกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม : เรามาหยุดตรงนี้กันก่อน นี่คือความเท็จ เพราะสภาพปัญหาจากการแข่งขันทางธุรกิจนั้น เกิดขึ้นกับเพียงกิจการโทรทัศน์ ที่มีผู้ถือใบอนุญาตถึง 24ราย ซึ่งเป็นการแข่งขันที่รุนแรง แต่ในส่วนของกิจการโทรคมนาคม ไม่พบว่ามีปัญหาจากการแข่งขันแต่อย่างใด

 

  • ปัญหาด้านความพร้อมในภาครัฐและภาคเอกชน : ปัญหานี้ก็มีแค่ในกิจการโทรทัศน์ ตามความบกพร่องของ ภาครัฐ ตามที่ศาลปกครองกลางชี้ไว้

 

  • รวมถึงผลกระทบเรื่องรายได้ของผู้ประกอบการที่สุจริต อันส่งผลต่อความสามารถในการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต : ซึ่งมีแต่กิจการโทรทัศน์ ที่เกิดการ technology disruption ทำให้จำนวนผู้ชมลดจำนวนลง รายได้ลดลง กำไรลดลง

 

  • ตามที่ผมได้นำเสนอให้เห็นตามแผนภูมิในสไลด์ ทางด้านซ้ายคือกำไรของกิจการโทรทัศน์ ซึ่งจะเห็นว่า เกือบทุกรายขาดทุนในปี2560-2561 ในขณะที่ทางดานขวา กิจการโทรคมนาคมทั้ง สามรายล้วนมีกำไร มีเพียงรายเดียวที่ในปี 2561 ขาดทุนในเชิงเทคนิค มิได้ขาดทุนจากผลประกอบการ
  • หมายความว่าอะไร? พลเอกประยุทธ์ อ้างเอาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับ กิจการโทรทัศน์ มาขย้ำรวมกันกับกิจการโทรคมนาคม แล้วบอกว่าเป็นปัญหาของกิจการโทรคมนาคมด้วยเช่นกัน

 

แล้วท่านนายกยังคงเล่าความเท็จต่อไปว่า

  • รวมทั้งเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700MHz และ 2600MHz เพื่อขับเคลื่อน 5G

 

ต้องเรียนว่าทั้งหมดเป็นความเท็จ นายกพูดปดทั้งสิ้น

คำถามคือ แล้วเอกชนจะประมูลคลื่น 5G ด้วยเหตุผลอะไร ปรากฎให้เห็นแล้วในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในการประมูลคลื่นความถี่สำหรับ 5G เอกชนไม่ได้เอาเรื่องการยืดหนี้มาเป็นเงื่อนไขหรอก การลงทุนของภาคเอกชน เค้าดูว่าโอกาสในการสร้างผลกำไรเป็นอย่างไร ความเป็นไปได้ของการลงทุนเป็นอย่างไร รวมถึงลงทุนแล้วจะเพิ่มขีดความสามารถให้มีเหนือคู่แข่งได้หรือไม่ แทนที่จะยืดหนี้ รัฐบาลควร

  • สนับสนุนให้เกิดสภาพแวดล้อม หรือ ECOSYSTEM ให้พร้อมต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์สื่อสารต่าง IOT (Internet Of Things) ความพร้อมของตลาดที่รองรับ
  • วางแผน และชี้แจง Road Map ในการประมูล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนในการลงทุน

แต่สิ่งที่ พลเอกประยุทธ์ทำ คือเล่าความเท็จ เพื่อจะเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายหนึ่ง

แล้วความจริงคืออะไร?

เดี๋ยวผมจะเล่าความจริง 3 ประการ ให้ท่านฟัง

 

ข้อเท็จจริงประการที่หนึ่ง

ได้ปรากฏชัดเจนว่า เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ในการประมูลคลื่น 5G ย่านความถี่ 700MHz, 2600MHz และ26GHz กับผลการประมูล ที่ออกมา เมื่อเทียบกับ การจัดสรรคลื่นความถี่ตามคำสั่ง คสชที่ 4/2562 เป็นอย่างไร

  • ในการประมูล เอกชนรายหนึ่ง ประมูล คลื่นความถี่ย่าน 700MHz จำนวนทั้งสิ้น 15MHz ด้วยมูลค่า 51,459 ล้านบาท
  • ในขณะที่ การจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700MHz จำนวน 60MHz โดยไม่มีการประมูล รัฐจัดสรรใบอนุญาต สำหรับคลื่นจำนวน 60MHzนี้ ในราคาแค่ 52,752ล้านบาท

 

 

พูดขออธิบายง่ายๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนทางบ้านเข้าใจ ผมเปรียบคลื่นความถี่ 1MHz เท่ากับ กล้วย 1ใบ (แต่ผมไม่ได้ชอบทานกล้วยนะ ไม่ต้องเสนอให้ผม)

  • ด.ช.ตู่ ขายกล้วยในราคาจัดสรร 60ใบ ในราคา 52,752ล้านบาท (ตกใบละ 2 ล้านบาท)
  • ด.ช.ตู่ ประมูลกล้วย 15ใบ โดยตั้งราคาเริ่มต้น ใบละ 2ล้านบาท สุดท้ายผลการประมูล 15ใบ ไปจบที่ราคา 51,459ล้านบาท (ตกใบละ 3,430.6ล้านบาท)

ราคาต่างกัน ถึงใบละ 2,551,4ล้านบาท นี้คือความแตกต่างระหว่างการประมูล กับการประเคน เมื่อเปิดให้มีการประมูล รัฐสามารถหารายได้สูงกว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ตามคำสั่ง คสช ถึง 4เท่า ดังนั้นท่านนายกอย่ามาอ้างว่า เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เอกชนมารับการจัดสรรคลื่น อย่ามาอ้างว่าจะไม่มีใครมาประมูลหากไม่ยืดหนี้ ทั้งหมดที่ท่านทำ คือการประเคนคลื่นความถี่ให้กับเอกชน

 

ข้อเท็จจริงประการที่สอง

พบว่า ผู้ประกอบการ รายหนึ่งจากในสามรายมีเพดานการกำกับลูกหนี้รายใหญ่เต็มเพดานแล้ว ไม่สามารถที่จะกู้เพิ่มได้สะดวกนัก ท่านจึงเอื้อประโยชน์ ด้วยการยืดหนี้ออกไป ซึ่งเอกชนรายดังกล่าวก็ได้รับประโยชน์สูงสุด จากการยืดหนี้

 

 

ข้อเท็จจริงประการที่สาม

พลเอกประยุทธ์ ลักหลับประเทศไทย ในการออกคำสั่ง คสช ฉบับนี้

ท่านลักหลับประเทศไทย ด้วยการออกคำสั่ง คสช ในวันที่ 11 เม.ย. 2562 โดยท่านเลือกที่จะออกคำสั่งนี้ หลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 เพราะถ้าหากทำในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ท่านก็กลัวจะเสียคะแนนเสียง หากเลยไปหลังการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ท่านก็จะไม่มีอำนาจตาม ม.44 แม้จะทำก็มีฝ่ายค้านคอยตรวจสอบ

ท่านจึงเลือก ออกคำสั่งในช่วงหยุดสงกรานต์ เพื่อให้เป็นเรื่องที่เงียบ ไม่เป็นที่รับรู้ในสังคม แต่วันนี้ท่านหนีผมไปไม่ได้หรอก

การออกคำสั่งฉบับนี้ คิดได้อย่างเดียว นี่คือการแบ่งสมบัติครั้งสุดท้าย ภายใต้อำนาจตาม ม44

สำหรับเกษตรกร ที่กู้จาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดีประมาณ 6.75% หากผิดนัดชำระ อาจจะต้องเสียดอกเบี้ยสูงสุดที่ 12.75% นี้แหละ ที่ผมเรียนเมื่อตอนต้นว่า พลเอกประยุทธ์ บริหารประเทศนี้ แบบหนึ่งประเทศสองระบบ ไม่ใช่ทั้งสังคมนิยม ไม่ใช่ทั้งทุนนิยม แต่เป็น ระบบ “นายทุนนิยม” โดยแท้

 

ความเสียหายของรัฐ

นอกจากความเสียหายจากการบริหารจัดการคลื่นความถี่ที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ยังไม่รวมถึงความเสียหายจากการยืดหนี้ ค่าใบอนุญาต 4G ที่ยืดออก ความเสียหายในส่วนนี้ ก็ต้องขอบคุณงานเขียนของ  ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือ TDRI ที่ท่านได้มีงานเขียนที่ประเมินว่าประเทศชาติสูญเสียเท่าไหร่ จากการคำนวนของท่าน คิดจากต้นทุนทางการเงินของเอกชน (WACC) ซึ่งมีอัตราร้อยละ 9 ตามอัตราดอกเบี้ยเมื่อปี 2562 โดยผมได้ทำเป็นแผนภาพ เพื่อง่ายต่อความเข้าใจของพี่น้องประชาชนที่กำลังติดตามรับชม

 

ภาครัฐพยายามออกมาอธิบายว่า การยืดหนี้ออกไป ยังคงทำให้รัฐได้รับชำระค่าใบอนุญาตเท่าเดิม แต่ในความเป็นจริง หากเอกชนชำระหนี้ตามแผน ปีนี้ 2563 จะมีเงินเข้ารัฐประมาณ 130,000กว่าล้านบาท จากแผนภาพในสไลด์ ผมทำรูปวงกลม โดยจำลองขนาดเล็กใหญ่ตสมมูลค่าหนี้ ดังนั้นหากฟังตามที่รัฐพยายามอธิบาย แม้ยืดหนี้ออกไปโดยไม่คิดดอกเบี้ย วงกลมยังคงมีขนาดเท่ากัน แต่หากเราเอาต้นทุนทางการเงินมาคำนวนด้วย แล้วคิดเป็นมูลค่าเมื่อปี 2562 ช่วงที่คำสั่งนี้ออก มูลค่าเห็นจะไม่เท่ากัน การจ่ายแบบยืดหนี้ไม่มีดอกเบี้ยจะถูกกว่า

 

 

ดังนั้นส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่ต้องจ่ายแบบเดิม กับเงินที่จ่ายตามคำสั่ง คสช ต่างกันทั้งสิ้น 19,747ล้าน ซึ่งก็คือความเสียหายของรัฐที่สูญไป

 

 

เฉพาะพฤติกรรมนี้ พลเอกประยุทธ์ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ไปถึง 172,000กว่าล้านบาท ต้องชี้แจงให้ได้ ว่าทำไมท่านถึงได้ออกคำสั่งเอื้อประโยชน์ ให้กับกลุ่มทุนนี้มากถึงเพียงนี้ ท่านยอมสูญเสียผลประโยชน์ของชาติกว่าแสนล้านเพื่ออะไร ท่านรับผลประโยชน์อะไรมาจากการกลุ่มทุนรายนี้ ผมไม่เชื่อว่าท่านทำไปโดยไร้เดียงสา ไม่รอบคอบ ไม่เท่าทัน

 

 

“เลือกเธอตั้งแต่ยังไม่พบหน้า

 

 

มาถึงพฤติกรรมสุดท้าย ในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ผมขอเรียกพฤติกรรมของพลเอกประยุทธ์ ภายใต้โครงการนี้ว่า “เลือกเธอตั้งแต่ยังไม่พบหน้า” นี่ไม่ใช่ชื่อหนังเกาหลี ที่ได้ชื่อนี้ เพราะภายใต้โครงการนี้ พลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ บอร์ด EEC ปฎิเสธไม่ได้ถึงความรับผิดชอบ ต่อความเคลือบแคลง ไม่รอบคอบ โปร่งใส และพิรุธ ของโครงการนี้ ตั้งแต่การพูดคุยเจรจา รูปแบบการประมูล ความล่าช้าในการเซ็นต์สัญญา และเนื้อหาในสัญญา ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า พลเอกประยุทธ์กระทำการมากมายเพื่อให้ผู้ชนะการประมูลได้รับผลประโยชน์สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

 

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม สามสนามบิน เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอยู่ภายใต้การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยสามารถแบ่งออกมาได้เป็นสามช่วง ได้แก่

ช่วงที่ 1        ตั้งแต่ดอนเมือง ถึงพญาไท ที่เรียกว่าแอร์พอร์ต เรียลลิงค์ ช่วงต่อขยาย ระยะทาง 22 กิโลเมตร

ช่วงที่ 2        แอร์พอร์ตเรียลลิงค์เดิม ที่ปัจจุบันเดินรถอยู่ ระยะทาง 20 กิโลเมตร

ช่วงที่ 3        เป็นช่วงของรถไฟความเร็วสูง จากสนามบินสุวรรณภูมิไปที่สนามบินอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร

นอกจากการก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้ว ภายใต้โครงการนี้ยังมีส่วนของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่บริเวณสถานีมักกะสัน  140 ไร่ และบริเวณสถานีศรีราชา 25 ไร่ ทำให้ภาพรวมของโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นหนึ่งในโครงการที่มีมูลค่าในการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยมูลค่า 2.24 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อศึกษาข้อมูลต่างๆในโครงการนี้ พบความไม่น่าไว้วางใจใน 4 ประเด็นต่อไปนี้

 

1. การพูดคุยเจรจา

จากบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูงของเจ้าสัวรายหนึ่งเมื่อช่วงเดือน กรกฎาคม 2559   ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ตอนหนึ่งว่า “จะกำไรมากน้อยไม่สำคัญ ที่สำคัญคือต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ  เพราะนายกให้ทำ  ทำแล้วเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลกับประเทศไทย  แต่การลงทุนใครทำก็ต้องขาดทุนแน่ “  เห็นได้ชัดจากช่วงหนึ่งของบทสัมภาษณ์ดังกล่าว ที่ระบุถึงพฤติกรรมของพลเอกประยุทธ์   ในการเจรจาพูดคุยกับกลุ่มทุน ซึ่งเป็นการตอกย้ำข้อเท็จจริงที่อดีตรองนายกด้านเศรษฐกิจ  หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล  ได้กล่าวถึง 8 เหตุผลที่ไม่ต้องการให้พลเอกประยุทธเป็นรัฐมนตรี ดังที่ผมได้เล่าไปแล้วเมื่อตอนต้นอภิปราย และนี้คือประเด็นที่1 ภายใต้โครงการนี้ ที่ไม่น่าไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์

 

2. รูปแบบของการประมูล

ปัจจุบันประมูลอย่างไร

ปัจจุบันรูปแบบการประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ผ่านไป เป็นการนำเอาส่วนของการก่อสร้างและเดินรถไฟความเร็สูง พ่วงรวมกับการพัฒนาพื้นที่ดินมักกะสันและศรีราชา ทำให้เอกชนที่จะเข้าร่วมลงทุนกับรัฐ ต้องมีความเขี่ยวชาญถึง 3 ด้าน ได้แก่ งานก่อสร้างโยธา การเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา และการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์

ซึ่งส่งผลให้จากผู้ซื้อซองประมูล 31 ราย เหลือเพียง 2 กลุ่ม ซึ่งทั้งสองกลุ่มดังกล่าว เกิดจากการร่วมมือกันของ 8 บริษัท จากผู้ซื้อซองประมูลทั้งหมด

จำนวนผู้ผู้เข้าร่วมประมูลเพียงสองราย ย่อมส่งผลให้การแข่งขันลดลงและรัฐได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

 

ในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

จากรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ จำนวนกว่า 700 หน้า พบว่ามีข้อเท็จจริงที่รัฐสามารถกำหนดรูปแบบการประมูลอื่นที่สามารถสร้างผลประโยชน์แก่ประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

 

จากตารางข้างต้น ในกรณีที่ 3 ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐลงทุนในค่าเวียนคืนที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐาน ARL และสถานีกลางบางซื้อในส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วให้เอกชนลงทุนในสิทธิการเดินรถ ARL และงานขบวนรถ พบว่า….

 

 

ผลตอบแทนจากการแยกประมูลระหว่างการเดินรถไฟฟ้าและการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยมีรัฐเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สามารถทำกำไรหรือ FIRR โดยกำไรอยู่ที่ ร้อยละ 6.85 สำหรับการเดินรถและร้อยละ 10.77 สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนทางการเงินหรือที่เรียกว่า Weighted Average Cost of Capital (WACC)

 

รูปแบบประมูลที่ควรเป็น

จากข้อมูลที่ผมได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ต้นทุนทางการเงินของผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละอยู่ที่ 6 และ 2.375 ซึ่งแปลว่า หากแยกประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงจะมีผู้ร่วมประมูลแน่นอน ดังนั้น การแยกประมูลความเชี่ยวชาญ จะทำให้มีจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากยิ่งขึ้น นำไปสู่ผลตอบแทนให้รัฐสูงยิ่งขึ้น

แม้จะมีการศึกษาจากบริษัทที่รัฐเป็นผู้ว่าจ้าง แต่ พลเอกประยุทธ์ ก็เลือกที่จะใช้วิธีการประมูลที่มั่นใจได้ว่าผู้เข้าร่วมการประมูลจะได้ที่ดินมักกะสันไป

 

3. การเซ็นสัญญาที่ล่าช้า

หลังจากที่รัฐเลือกผู้ประมูลจากการพิจารณาซองที่สามแล้ว จะเข้าสู่การเปิดซองที่สี่ หรือข้อเสนอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการ โดยตามที่ปรากฏในข่าว มีการยื่นข้อเสนอมากกว่า 11 ข้อ โดยมีเพียงสามข้อเท่านั้นที่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการ

 

 

แม้ปรากฎเป็นข่าวว่า รัฐไม่ได้พิจารณาให้ตามข้อเสนอ 11ข้อ แต่ก็ปรากฎบางข้อเสนอในสัญญาฉบับจริงอยู่ดี

นอกจากนั้นตามที่ปรากฏเป็นข่าวยังมีการเจรจาในเรื่องของการส่งมอบที่ดิน ที่เอกชนเรียกร้องให้รัฐส่งมอบที่ดิน 100% หลังการเซ็นต์สัญญา ในขณะที่รัฐพร้อมจะส่งมอบที่ดิน 75% ซึ่งจำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนที่มากกว่า 50% ที่ได้ระบุไว้ใน TOR ก็ตาม

กระบวนการทั้งหมดกินเวลาไปเกือบ 1 ปี ซึ่งผมไม่เห็นเหตุผลที่พลเอกประยุทธ์ จะต้องยืดเยื้อการเจรจาเพราะรัฐมีอำนาจต่อรองมากกว่าและสามารถกลับไปเจรจากับผู้เข้าร่วมประมูลรายต่อไปได้ โดยไม่ผิดข้อตกลง แต่นายกไม่ทำ

ทั้งหมดนี้แสดงว่าสิ่งที่ผมเรียกโครงการนี้ว่า เลือกเธอตั้งแต่ยังไม่พบหน้า เป็นความจริง

 

 

 

4. สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างร่างสัญญาในเอกสารชี้ชวนกับสัญญา

 

 

ในครั้งที่เอกชนรายต่างๆซื้อซองประมูล ทุกคนจะได้รับ เอกสารคัดเลือกเอกชน เรียกสั้นๆว่า RFP (Request For Proposal) โดยภายในจะมี ร่างสัญญาการร่วมทุน และรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้เอกชนได้ศึกษาถึงความคุ้มค่า และยื่นข้อเสนอให้แก่รัฐได้ แต่เมื่อผมได้เปรียบเทียบระหว่างร่างสัญญา กับตัวสัญญาที่ลงนามเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พบว่ามีข้อแตกต่างในสองประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ โดยมีการลด แลก แจก แถม กันเห็นๆ ดังต่อไปนี้

 

  • ประเด็นที่หนึ่ง คือ การลดแลก ค่าปรับรายวัน ประหนึ่ง ซื้อของในตลาดสด ตลาดนัด โดยการแก้ไขสัญญาพบว่า
    • ส่วนของ ARL ที่กำหนดว่าผู้ชนะต้องจ่ายค่าสิทธิในการใช้ และพัฒนาระบบให้เสร็จสิ้ย ภายในสองปี มิเช่นนั้นจะถูกปรับวันละ 3 ล้านบาท ค่าปรับนี้ ที่เคยอยู่ใน RFP ไม่ปรากฏในสัญญา
    • นอกจากนั้นใน ARL ส่วนต่อขยาย ผู้ชนะต้องก่อสร้าง และภายในห้าปีต้องพัฒนาระบบนี้ให้เสร็จสิ้น หากพัฒนาไม่เสร้จ เอกชนจะต้องถูกปรับวันละ 3 ล้านบาท กลับเหลือเพียง 2.28 ล้านบาท อย่างกับต่อของที่ตลาด
    • นอกจากนั้นยังมีประเด็นเล็กน้อย โดยโครงสร้างที่จะเชื่อมโยงต่อกัน มีการกำหนดว่าถ้าสร้างช้า จะโดนมีมูลค่า 720,000 เหลือ 320000 (รถไฟสายสีแดง) อีกประการ คือ 720000 เหลือ 400000 (รถไฟความเร็วสุง)

 

 

  • ประเด็นที่สอง คือ การ แจก แถม
    • เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์บางประการที่มากขึ้นจาก RFP
    • RFP ระบุว่าเ เอกชนคู่สัญญาสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของที่ตั้งสถานีรถไฟของรถไฟให้แตกต่าวไปจากข้อกำหนดของ รฟท. ได้
    • แต่ในสัญญาปรากฏว่าเอกชนสามารถ ขอเพิ่ม เปลี่ยน หรือย้ายตำแหน่งที่ตั้งของสถานีรถไฟความเร็วสูง
    • ความหมายแตกต่างกันมาก นั่นแปลว่า เอกชนสามารถย้ายสถานียังสถานที่ของตนเองใช่หรือไม่ ?
    • และยังเพิ่มข้อความ อื่น ที่ให้อำนาจในการเพิ่มแนวเส้นทางรถไฟย่อยออกจากแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงของโครงการ (Spur Line) แปลว่าอะไร? เอกชนรายนี้สามารถเชื่อมไปยังจุดอีกสถานีนึงได้ ซึ่งจะไปยังที่ดินของใคร
    • นอกจากนั้นยังให้สิทธิเอกชนรายเดิมในการจะปฏิเสธก่อน การพัฒนาส่วนต่อขายจากสนามบินอู่ตะเภาไปจังหวัดระยอง แทนที่จะเปิดให้มีการประมูล

 

 

สรุปทิ้งท้าย

 

จากที่ผมได้เล่าถึง 3 พฤติกรรม ผ่าน 4 โครงการของ ระบอบ “นายทุนนิยม” ของพลเอกประยุทธ์ นั้น ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่า 175,173,000,000 บาท ซึ่งนี้มิได้เป็นทั้งหมดที่ท่านเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน แต่เป็นเพียงส่วนเดียวของสิ่งที่ภายใต้ ระบอบ “นายทุนนิยม” ของท่านนายก

ผมขอสรุปว่า ระบอบ “นายทุนนิยม” ขอท่าน คือ วิธีคิด คือทัศนคติ คือรูปแบบการพัฒนา ที่นำพาประเทศไปผิดทิศผิดทาง มันคือความเชื่อที่ว่า การที่รัฐร่วมมือ ส่งเสริม สนับสนุน กลุ่มทุนใหญ่ให้เติบโต แล้วจะพาทุกคน ทั้งทุนขนาดกลาง ขนาดเล็ก และประชาชน คนตัวเล็กตัวน้อยของสังคม ลืมตาอ้าปาก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ตามแนวทางที่ท่านพูดเสมอว่า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จนไม่มีใครเค้าเชื่อกันแล้ว

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า วิธีคิดเช่นนี้มันไม่สามารถทำได้จริง การที่รัฐร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกลุ่มทุนใหญ่ รั้งแต่จะทำให้ความเหลือมล้ำขยายตัวมากยิ่งขึ้นต่างหาก

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด มิใช่ว่าผม รังเกียจทุนใหญ่ มิใช่ว่ารัฐจะส่งเสริมทุนใหญ่ไม่ได้ แต่รัฐไม่ควรส่งเสริม สนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่ โดยที่รัฐเองเสียผลประโยชน์

 

ท่านต้องส่งเสริมให้ทุนใหญ่ออกไปแข่งกับต่างชาตินำเม็ดเงินเข้าประเทศ

ท่านต้องส่งเสริมทุนใหญ่ ให้ลงทุนใน High Technology ในนวัตกรรมใหม่ๆที่จะสร้างเสริมเศรษฐกิจ  มิใช่ส่งเสริม ผ่านสัญญากับรัฐ มิใช่ส่งเสริมจนมีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

ด้วยเหตุผลที่ผมได้อภิปรายมาทั้งหมดนี้ ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์

 

 

ดาวน์โหลดไฟล์ .pdf ภาพนำเสนอได้ที่นี่

(พิจารณ์) อภิปรายไม่ไว้วางใจ ’63