fbpx

พิธา : 99% ไม่มั่นคง 1% มั่งคั่ง พัฒนาไม่ยั่งยืน ไว้ใจไม่ได้อีกแม้แต่วันเดียว

 

 

กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อพรรค อดีตพรรคอนาคตใหม่ที่มีประชาชน 6.3 ล้านคนเลือกมา แต่ถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบไปครับ วันนี้ผมขอลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ตามญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเนื่องจาก พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา “บริหารราชการแผ่นดินโดยขาดความรู้ความสามารถผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง” “ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการดูแลด้านเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจกับประชาชนทุกภาคส่วนจนก่อให้เกิดสภาพ ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ประชาชนสิ้นหวัง” “ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม” ผมมุ่งหวังให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เป็นกลไกทางการเมืองในการตรวจสอบการบริหารประเทศของรัฐบาล เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า การบริหารเศรษฐกิจภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นมีความล้มเหลว ผิดพลาดอย่างไร สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากน้อยเพียงใด มีการใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่อย่างไร

 

อภิปรายง่ายๆ แบบราษฎร เพื่อราษฎร

 

ปัญหาเศรษฐกิจนั้นเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศ ถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการคลี่คลายโดยเร็ว ท่ามกลางการรอคอยและความหวังของประชาชน ที่รัฐบาลเองก็ยังไม่สามารถที่จะให้คำตอบได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาจะคลี่คลายได้อย่างไร และเศรษฐกิจจะฟื้นเมื่อใด

 

 

ผมติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยตลอดมาตั้งแต่เด็กครับ ผมจำได้แม่นเลยว่าครั้งแรกคือปี 2542 ตอนท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรีและกำลังถูกอภิปรายอยู่ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 20 ปี ทุกๆ ปี ทุกๆ ครั้งก็จะมีการตรวจสอบกันระหว่างฝั่ง มีการพูดถึง IMF มีการพูดถึง World Bank ใช้ศัพท์ยากๆ แบบ Gini Coefficient ดุลบัญชีเดินสะพัด เงินสำรองระหว่างประเทศ ขนาดผมจบการเงินการธนาคารมาโดยตรง ยังรู้สึกเบื่อหน่ายไม่เข้าใจ ไม่อยากฟัง

การอภิปรายครั้งนี้จะให้อภิปรายแบบนักเศรษฐศาสตร์มหภาค ว่า GDP หลุดเป้า ต้นปีที่แล้วสภาพัฒน์คิดว่า 3.8% ปลายปีเหลือ 2.4 ลดฮวบไป 1.4% ปีนี้ต้นปีต้นปีตั้งเป้าไว้ 1.5% ปลายปีคงไม่เหลืออะไร ก็ย่อมได้ครับ แต่ GDP จะโตเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญ ถ้า GDP ยิ่งโตยิ่งเหลื่อมล้ำ ถ้า GDP โตแล้วไม่สะท้อนความสุขของประชาชน ถ้า คนจนยังเพิ่มขึ้น 2 ล้านคนใน 5 ปีที่ผ่านมา[1]

แต่ผมขอใช้เวลาอันมีค่าของสภา อภิปรายแบบผู้แทนราษฎร โดยราษฎร เพื่อราษฎร มากกว่า ใช้สามัญสำนึกมากกว่าวิชาการ เพราะเศรษฐกิจทุกวันนี้ ไม่ต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ประชาชนก็บอกได้แล้วว่าเศรษฐกิจแย่แค่ไหน

พอผมเห็นตัวเลขและลองวิเคราะห์แล้วก็เห็นได้ชัดสรุปได้ในประโยคเดียวว่าเป็นนโยบายเศรษฐกิจ ของนายทุน โดยนายทุน เพื่อนายทุน เศรษฐกิจตอนนี้แย่แค่ไหนในมุมมองของชาวบ้านไปดูกันครับ (ขอ Slide ด้วยครับ)

 

 

 

ปัจจุบันแย่กว่าวิกฤติ Hamburger น้ำท่วมใหญ่ หรือต้มยำกุ้ง

 

ถ้าจะให้ความยุติธรรมกับท่านนายกรัฐมนตรี ตามนิยามแล้วตอนนี้สภาวะเศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่ใช่วิกฤติเศรษฐกิจ เพราะ GDP ยังไม่ติดลบ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ แต่สำหรับคนบางกลุ่ม ปัญหาเศรษฐกิจมีอยู่จริงครับ ไม่ได้เป็นมายาคติ และเผลอๆ จะแย่กว่าวิกฤติเศรษฐกิจในอดีตที่ผ่านมาแล้วเสียอีก

 

แย่กว่าน้ำท่วมปี 2554 วิกฤติล่าสุดที่เราผ่านมา

ท่านประธานครับ ดัชนีความมั่นใจของนักลงทุน นักธุรกิจ ตอนนี้กับตอนวิกฤติน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 นี้เท่ากันนะครับ ถ้ายังจำกันได้ วิกฤติเศรษฐกิจล่าสุดของไทยคือช่วงน้ำท่วมที่ตอนนั้นเรากลัวนักลงทุนจากต่างชาติจะหนีไปเยอะ กลัวประเทศจะเป็นอัมพาต ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยตอนนั้นอยู่ที่ 48 ในปี 2562 ที่ผ่านมาค่าเฉลี่ยก็อยู่ที่ 48 เท่ากันครับ[2] ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจของการบริหารของท่านประยุทธ์ 2 เท่ากันกับตอนวิกฤติน้ำท่วม 2554 ครับ

ตอนนี้มีคนยากลำบากอยู่จริงครับ

 

 

คนว่างงานขอใช้สิทธิประกันสังคมแย่กว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์

ถ้าย้อนหลังกลับไปอีกวิกฤติ คือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2552 ที่เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาและส่งผลกระทบไปทั่วโลก ถ้าเอาตัวเลข:

  • จำนวนคนว่างงานที่ขอใช้สิทธิประกันสังคม ตัวเลขปัจจุบัน 170,000 คน ตอนนั้น 140,000 คนครับ[3]
  • อัตราการเดินเครื่องจักรของโรงงานตอนนี้กับตอนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เท่ากันครับอยู่ที่ 60%[4]
  • หนี้สินครัวเรือนตอนนี้สูงกว่าตอนนั้นด้วยซ้ำไป อยู่ 80% เป็นที่ 2 ของเอเชีย[5] ตอนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ตัวเลขอยู่ที่ 50% เท่านั้น

ตอนนี้มีคนยากลำบากอยู่จริงครับ

 

 

แย่กว่าต้มยำกุ้ง

ย้อนกลับไปไกลถึงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปัญหาเศรษฐกิจบางมิติตอนนี้แย่ยิ่งกว่าตอนนั้นเสียอีก ตอนวิกฤติต้มยำกุ้งตัวเลขอาจจะแย่ แต่เป็นวิกฤติของคนรวย ในปี 2541-2542 GDP ภาคเกษตรยังโต 13% ผู้คนที่ตกงานจากวิกฤติต้มยำกุ้งยังมีที่ดิน ยังมีไร่นาให้กลับไปได้ เศรษฐกิจในยุคนั้น “แข็งล่าง อ่อนบน” ไม่เหมือนยุคของท่านประยุทธ์ที่ “แข็งบน อ่อนล่าง” GDP ภาคเกษตรต่ำเตี้ยแทบไม่มีการเจริญเติบโต[6] พี่น้องเกษตรกร แรงงาน แม่ค้าในตลาด ชนชั้นล่าง เขารู้สึกวิกฤติกันมานานแล้วครับ ตัวเลขอาจจะไม่แย่ แต่นั่นเป็นเพราะคนรวยกับคนจนอยู่กันบนโลกคนละใบเท่านั้นเอง

คนยากจนเขาลำบากกันมากจริงๆ ครับ

เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าเดือนมกราคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำที่สุดในรอบ 68 เดือน

 

 

 

แนวคิดในการอภิปรายคือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

 

การอภิปรายปัญหาเศรษฐกิจเหล่านี้ผมจึงมีวิธีคิดเรียบง่ายที่สุด คิดง่ายๆ ว่าการที่เราจะไว้วางใจหรือไม่วางใจใครคนหนึ่งว่าเขาทำตามสัญญา ตามเวลาที่เขาขอไว้หรือไม่ คำว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็นคำสัญญาที่อยู่ใน ยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ นโยบาย และแผนปฏิบัติการของรัฐบาล คำถามที่ผมอยากจะถามท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายก ครม. และประชาชนคนไทย ว่า ใครมั่นคง? ใครมั่งคั่ง? ใครยั่งยืน? เรียบง่ายแค่นี้ครับ 3 คำถามที่เรามาหาคำตอบด้วยกันในการอภิปรายครั้งนี้

 

 

มีใครที่ยังมั่นคงอยู่บ้างในประเทศไทย?

คนหนุ่มสาว

ถ้าท่านคือกลุ่มคนหนุ่มสาวที่กำลังจะเรียนจบ เขาเป็นคนรุ่นใหม่ เต็มไปด้วยความหวัง เต็มไปด้วยความฝันรออยู่ข้างหน้า แต่ผมก็เข้าใจว่าพวกเขากว่า 5 แสนคน[7]ที่จะรู้สึกไม่มั่นคงกับปัญหาของพวกเขาที่กลัวว่าเรียนจบแล้วจะไม่สามารถหางานทำได้ หางานได้ก็ไม่พอค่าใช้จ่าย น้องๆ รุ่นนี้อาจจะเป็นเด็กรุ่นแรกในรอบหลายสิบปีที่รู้สึกว่ามาตรฐานชีวิตเขาย่ำแย่กว่าพ่อแม่ของเขา

 

คนเกษียณ

อีกฝั่งหนึ่งถ้าท่านคือสำหรับกลุ่มคนสูงอายุใกล้เกษียณ ทำงานหนักมาตลอดชีวิตและหวังที่จะมีความมั่งคงในชีวิต แต่เขาคือกลุ่มคนที่ยากจนและเปราะบาง กระทรวง พม. บอกว่าคนชรา คนเกษียณมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนถึง 3 ล้านคน[8]  เขาเหล่านี้ไม่มีทางรู้สึกมั่งคงได้เลย

 

เกษตรกร

สำหรับกลุ่มพี่น้องเกษตรกรท่านใดที่ติดตามอยู่ ถ้าท่านมีรายได้ที่ลดลง มีหนี้สินเพิ่มขึ้นภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ รู้สึกไม่มั่งคงท่านไม่ได้อยู่เพียงลำพังครับ เพราะเกิดขึ้นกับเกษตรกรไทย 18 ล้านคน[9] จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายได้ต่อหัวของพี่น้องเกษตรกรลดลงเหลือ 48,000 บาทต่อปี จากที่เคยมี 54,000 บาท[10] ในปี 2557 หนี้สินปลายปี 1 แสน 5 หมื่นบาท เพิ่มขึ้นจาก 1 แสนบาทในปี 2557[11] แม้ท่านจะทำงานหนักที่สุดในประเทศวันละ 12 ชั่วโมง ก็ยังไม่มีความมั่นคงในชีวิต ถ้าปัจจัยการผลิต ที่ดิน น้ำ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ไปจนถึงตลาดยังถูกผูกขาดอยู่

 

พ่อค้า แม่ค้า

ถ้าท่านคือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็ยิ่งไม่มั่นคงพวกท่านไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้าในตลาดที่นครพนม พ่อค้าขายรองเท้าที่พะเยา พ่อค้าขายชุดกีฬาหลังสนามศุภชลาสัย แม่ค้าขายผลไม้ที่ตลาด อ.ต.ก. เมื่อ 10 ปีที่แล้วยอดขายวันละ 1 หมื่นครับ กำไรวันละ 2-3 พัน ทุกวันนี้ยอดขายวันละหลักร้อยบาท[12] วันไหนถึง 2 พันก็เก่งแล้ว ก็ไม่มั่นคงอีก

 

ภาคอุตสาหกรรมส่งออก

ถ้าท่านคือกลุ่มพี่น้องแรงงาน อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า ตัวเลขคนใช้สิทธิประกันสังคมเพราะว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขส่งออกของสภาพัฒน์ก็ลดลงมากและดัชนีความมั่นใจของผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 68 เดือน ดัชนีผลผลิตของอุตสาหกรรมเรือธงของประเทศไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ก็ลดลงกว่า 10%[13] ตั้งแต่พลเอกประยุทธ์เข้ามาบริหาร จะทำให้ชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยมีความมั่นคงได้อย่างไร

 

ข้าราชการ

เราดูฝั่งของเอกชนไปแล้ว ลองมาดูฝั่งของข้าราชการดูบ้างกลุ่มคนสุดท้าย ตอนเด็กๆ ผมก็ได้ยินมาตลอดครับว่าเป็นข้าราชการชีวิตมั่งคง ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นครับ ถ้าเอาหนี้ของ ครู ตำรวจ ทหาร มารวมกันมูลค่า 1.4 ล้านล้าน[14] ครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน ทั้งๆ ที่งบประมาณที่ใหญ่ที่สุดของประเทศคือเงินเดือนครู 3 แสนล้านบาท แต่ก็ยังไม่มั่นคง หรือจะดูความมั่นคงในชีวิตของทหารผู้รักษาความมั่นคงให้พวกเราชาวไทยก็ดี ปัญหาธุรกิจในค่ายทหาร การหาประโยชน์จากเงินกู้สวัสดิการให้ทหารหรือข้าราชการชั้นผู้น้อยทำให้พวกเขาไม่มั่นคง เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่โคราช ที่เพิ่งเกิดขึ้น

 

เอายาพาราให้คนเป็นมะเร็ง

เท่าที่ผมใช้เวลามานี้คงจะไม่มากเกินไปที่จะบอกว่าถ้าท่านไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน ไม่ใช่ 1% ของประเทศนี้ก็คงไม่มีใครมั่นคงหรอกครับท่านประธาน เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร มาถึงจุดนี้ก็เพราะมาตรการบริหารเศรษฐกิจของประยุทธ์ 2 เหมือนเอายาพาราให้คนเป็นมะเร็ง ไม่ว่าจะบัตรประชารัฐ ชิมช้อปใช้ พอบรรเทาความปวดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดลมหายใจตายจากกัน ที่สำคัญยาพาราเม็ดนี้ไม่ถูก มูลค่ารวมกัน 5 แสนล้าน[15] แล้วมีประสิทธิภาพไม่มีประสิทธิภาพ ล้มเหลวไม่ล้มเหลว ประชาชนคงจะตอบได้เอง

 

 

มีเพียงนายทุนใหญ่ใกล้ชิดรัฐบาลที่มั่งคั่ง

 

คำถามต่อไปที่ต้องถามต่อก็คือ ใครบ้างที่มั่งคั่งท่ามกลางคนหมู่มากที่ไม่มั่งคง? คำถามที่ดีกว่าคือใครมั่งคั่งมากขึ้นในการบริหารของรัฐบาลที่ผ่านมา? ผมคงไม่ได้ลงลึกในส่วนนี้มาก เพราะจะมีเพื่อนสมาชิกจากฝ่ายค้านมาอภิปรายในเชิงลึกต่อไป ไม่อยากที่จะอภิปรายซ้ำซาก แต่สื่อต่างประเทศที่น่าเชื่อถือได้อย่าง Nikkei, Forbes หรือ Asia Times ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อเราเอาความมั่งคงของ 5 ตระกูลเจ้าสัวในไทยร่วมกันตอนนี้มี 2.3 ล้านล้านบาท เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตัวเลขนี้คือ 1.3 ล้านล้านบาท ความมั่งคั่งของ 5 ตระกูลใหญ่เพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาทในขณะที่คนจำนวนมากไม่มั่งคง ผ่านพิษเศรษฐกิจ เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่? จริงหรือไม่ที่พลเอกประยุทธ์ปล่อยปะละเลยเอื้อเจ้าสัว เอื้อนายทุนพวกพ้องอย่างไร

 

 

ซีพีกับรถไฟฟ้าความเร็วสูง

จริงหรือไม่ครับที่ พล.อ ประยุทธ์ เอื้อประโยชน์ให้กับซีพี? พอหน่วยงาน EEC ของท่านเคาะตัวเลขออกมาแล้วว่ารถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินจะเจ๊ง ไม่คุ้มค่าการลงทุนสำหรับเอกชน ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ผ่านเกณฑ์ของสภาพัฒน์[16] ท่านก็พ่วงที่ดินมักกะสันของรัฐ 400 ไร่เข้าไปในโครงการ แล้วก็ให้ใช้เงินภาษีอุดหนุนเอกชนอีก 1.2 แสนล้านบาท เอกชนถึงจะคุ้มทุน ซึ่งในประเด็นนี้ เพื่อนสมาชิก สส.พิจารณ์ เชาว์พัฒนวงศ์ จะมาอภิปรายลงลึกต่อไปในรายละเอียด

 

รีบให้ King Power ประมูล

จริงหรือไม่ครับที่หลังการเลือกตั้ง พล.อ ประยุทธ์รีบจัดให้มีการประมูลธุรกิจปลอดภาษีอากรในสนามบินสุวรรณภูมิและอีก 3 สนามบิน? เป็นการประมูลแบบให้ผู้ชนะเจ้าเดียวผูกขาดทั้งสนามบิน ซึ่งสำนักข่าว Nikkei ก็ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ว่าในประเทศที่ร้านค้า Duty Free มีการแข่งขัน การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อหัวสูงกว่าในประเทศไทยถึง 5 เท่า[17] ถ้าเป็นเรื่องจริงนี่คือความเสียหายของประเทศครับ ในประเด็นนี้ เพื่อนสมาชิก สส. ศิริกัญญา ตันสกุล จะมาอภิปรายในรายละเอียด

 

ภาษีเหล้าเบียร์เอื้อ ThaiBev

จริงหรือไม่ครับที่ พล.อ ประยุทธ์ เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจเหล้าขาวที่ผูกขาด 90% ทั้งประเทศ? ปรับภาษีของสุราชุมชนให้แพงขึ้นแข่งขันกับเหล้าขาวของเจ้าสัวไม่ได้ จริงหรือไม่ครับที่ พล.อ ประยุทธ์ เอื้อประโยชน์อุตสาหกรรมสุรา ผ่าน พ.ร.บ. สรรพสามิตฉบับใหม่ที่ออกมาในปี 2560 รัฐบาลประยุทธ์อ้างว่าอยากให้คนไทยดื่มเหล้าน้อยลง แทนที่รัฐบาลประยุทธ์จะปรับให้ภาษีเหล้าขาวที่มีแอลกอฮอล์มากกว่าสูงกว่าภาษีเบียร์ที่แอลกอฮอล์ต่ำกว่า ท่านกลับปรับให้ภาษีเหล้าขาวต่ำกว่าเบียร์

 

ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมองไม่เห็น

 

เราตอบคำถามได้แล้วครับว่า ประเทศนี้ประชาชนไม่มั่นคงแต่เจ้าสัวมั่งคั่ง ซึ่งสองคำตอบนี้เป็นที่มาและผลลัพธ์ของคำถามสุดท้ายที่เราต้องตอบว่า ใครยั่งยืน? ท่านประธานครับ แก่นของความยั่งยืนก็คือ คุณภาพ ดุลยภาพ และเสถียรภาพของการพัฒนา ทั้งในมิติความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เราอยากจะทิ้งประเทศ โครงสร้างสังคม โครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างสิ่งแวดล้อมแบบไหนไว้ให้คนรุ่นหลัง ในส่วนนี้ผมจะอภิปรายให้เห็นความไม่น่าไว้วางใจของพลเอกประยุทธ์ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อมจนสร้างผลกระทบให้คนไทยทั้งประเทศ และน่าสงสัยว่าท่านตั้งใจลิดรอนสิทธิของประชาชนที่จะมีสุขภาพที่ดีเพื่อผลประโยชน์ของนายทุน จากนี้ผมจะยก 3 ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผมได้เผชิญมากับตัวเอง คือ PM 2.5 เหมืองแร่ และขยะ ว่าเกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจของท่านนายกทั้งนั้น

 

 

อ้อยประชารัฐ 6 ล้านไร่

ว่ากันเรื่องความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม คงหนีไม่พ้นปัญหา “PM 2.5” ปัญหา PM 2.5 มลพิษทางอากาศจริงๆ ก็เป็นปัญหาที่มาจากนโยบายของท่านประยุทธ์เอง ประชาชนคงจะทราบดีอยู่แล้ว ต้นตอของปัญหา PM 2.5 มาจากการเผาอ้อย แต่การเผาอ้อยที่มากขึ้นเรื่อยๆ มาจากนโยบายเกษตรประชารัฐของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ต้องการจะเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวให้เป็นปลูกอ้อย 6 ล้านไร่ และเพิ่มโรงงานน้ำตาลอีก 29 โรงในภาคอีสาน[18] ตอนนี้ทำสำเร็จไปแล้ว 3 ล้านไร่ เหลืออีก 3 ร้านไร่ ไม่รู้ว่า PM 2.5 จะเพิ่มมากอีกขนาดไหน แล้วลูกหลานเราต้องตายผ่อนส่งไปขนาดไหน ตัวเลขที่น่าตกใจก็คือปีหนึ่งๆ คนไทยตายเพราะมลพิษทางอากาศ 50,000 กว่าคนนะครับไม่ใช่น้อยๆ แล้วมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เสียไปก็ 5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี [19]

 

ใช้พาราควอทมากกว่า 5 เท่า ราคาอ้อยตกต่ำกว่าข้าว

นอกจากนี้การปลูกอ้อยใช้พาราควอทในการปลูกมากกว่าข้าวถึง 5 เท่า สารเคมีจากไร่อ้อย มลพิษจากโรงงานน้ำตาลคุกคามนาข้าวหอมมะลิออร์แกนิคระดับโลก เช่นที่ เมืองธรรมะเกษตร จังหวัดอำนาจเจริญ ตำบลโนนสวรรค์ จังหวัดร้อยเอ็ด แล้วก็เป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่งครับว่ายุทธศาสตร์อ้อยประชารัฐใครได้ประโยชน์ เพราะแนวโน้ม 5-6 ปีที่ผ่านมาราคาอ้อยก็ไม่ได้ดีนะครับ ตกต่ำมากกว่าข้าวที่ท่านต้องการจะทดแทนเสียอีก (ขอ Slide)

 

 

เจ้าสัวน้ำตาลมีส่วนเขียนเอง อนุมัติเอง

พอผมเห็นอย่างนี้ก็งง ว่าท่านนายกคิดอะไรอยู่ สิ่งที่น่าสงสัยยิ่งกว่าผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อมคือ “ที่มาของนโยบายครับ” ว่ารัฐบาลเปิดช่องเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือไม่ ผมก็หวังว่าจะไม่ใช่ เมื่อเราย้อนไปดูที่มาของยุทธศาสตร์อ้อยประชารัฐ ก็จะพบว่าคณะทำงานร่างยุทธศาสตร์อ้อยได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดย คำสั่ง คสช. 116/2557 ซึ่งคณะทำงานส่วนใหญ่ก็เป็นข้าราชการนี่แหละครับ แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่งว่าหนึ่งในอนุกรรมการร่างยุทธศาสตร์อ้อยเป็นตัวแทนจากบริษัทน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศ และยุทธศาสตร์อ้อยประชารัฐนี้ก็ได้รับการอนุมัติในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ครั้งที่ 1/2558 ซึ่งก็มีตัวแทนจากบริษัทน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศ เป็นกรรมการเข้าร่วมประชุมอยู่ เช่นเดียวกัน

 

Minute การประชุมอยู่ที่บริษัทน้ำตาล

หลังจากนั้น พล.อ ประยุทธ์ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประชารัฐด้านการเกษตร ซึ่งเน้นเรื่องอ้อยมากเป็นพิเศษซึ่งเป็นส่วนสำคัญของปัญหา PM 2.5 นี้ละครับ คนที่เข้าไปเป็นประธานก็เป็นนายทุนบริษัทเจ้าของน้ำตาล ผมก็ไม่มั่นใจว่าการทำงานการออกแบบนโยบายแบบนี้จะคิดถึงความมั่นคง มั่งคง ยั่งยืนมากน้อยเพียงใด เพื่อความเป็นธรรมผมจึงขอให้สำนักงานวิชาการของสภาขอรายงานการประชุมทั้งหมดว่ามีการพูดคุยอะไร มีวาระอะไรบ้าง สำนักงานวิชาการสภาก็กรุณาโทรไปตามให้ที่กระทรวงเกษตร ซึ่งได้คำตอบว่าไม่มีรายการประชุมที่กระทรวงเกษตร แต่รายงานอยู่ที่บริษัทเอกชนน้ำตาล สำนักงานวิชาการสภาก็น่ารักครับไปตามที่บริษัทเอกชนน้ำตาลให้ เจ้าหน้าที่บริษัทน้ำตาลก็ตอบกลับมาว่าไม่สามารถให้รายงานประชุมได้ ก็ขอให้ตั้งเป็นข้อสังเกต

 

พ.ร.บ. แร่ ทำให้อนุมัติเหมืองง่ายขึ้น

เรื่องความยั่งยืนที่ 2 ไม่ใช่เพียงปัญหา PM 2.5 นะครับแต่ยังมีปัญหาเหมือง ซึ่งมีผลกระทบกับความยั่งยืนอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติและสรรพสิ่งที่ถูกทำลายจากเหมือง ไม่ว่าจะเป็นคนที่ตายจากเหมืองแร่ คนที่เจ็บป่วยพิกลพิการจากเหมืองแร่ คนที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากเหมืองแร่ หรือคนงานเหมืองแร่ที่ถูกกดขี่ขูดรีดจากรัฐและนายทุนเหมืองแร่ ไม่ว่าจะเป็นที่อมก๋อย ที่พัทลุง เหมืองทรายแก้วทั่วประเทศ ซึ่งปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างทวีคูณ จาก พ.ร.บ.เหมืองแร่ ปี 2560 ของท่านที่ไม่มีความยั่งยืน เอื้อนายทุนให้ทำเหมืองง่ายขึ้น เหมืองที่มีพื้นที่ต่ำกว่า 100 ไร่[20] ไม่ต้องทำ EIA คณะกรรมการแร่แห่งชาติเต็มไปด้วยข้าราชการและเอกชน แทบไม่มีความยั่งยืนของชุมชนอยู่ในนโยบายท่านเลย

 

ไทยกลายเป็นถังขยะของโลก

เรื่องความยั่งยืนที่ 3 ผมไม่แน่ใจว่าท่านนายกลงพื้นที่ EEC ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพราะผมเพิ่งลงพื้นที่ ตำบลท่าถ่าน จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลกรอกสมบูรณ์ จังหวัดปราจีนบุรี มีปัญหาขยะรีไซเคิล ปัญหาขยะฝังกลบ จำนวนมาก อาจจะเป็นเพราะใน 5 ปีที่ผ่านมาขยะนำเข้าพลาสติกเพิ่มขึ้น 850%[21] จนประเทศได้กลายเป็นถังขยะของโลกไปแล้ว ปัญหาขยะที่เกิดขึ้นมาจากคำสั่ง คสช. 4/2559 ที่ยกเว้นผังเมืองให้กับโรงงานขยะ นอกจากนี้ยังมีข่าวจากสำนักข่าว เช่น กรุงเทพธุรกิจ และ สำนักข่าวอศิรา เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ว่าการนำเข้าขยะที่เพิ่มขึ้นมีส่วนมาจากการทุจริตในการออกใบอนุญาตนำเข้าขยะ เรื่องการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนของ EEC ของโรงงานขยะเหล่านี้จะมี สส.ปดิพัทธ์ และ สส.จิรัฐ มาเจาะลึกถึงความล้มเหลวในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มาจากนโยบายเศรษฐกิจของ พล.อ ประยุทธ์

 

ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ: ประยุทธ์พูด “เขาขายของออนไลน์กันหมดแล้ว”

 

นอกจากจะไม่มีมิติความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมแล้ว มิติความยั่งยืนทางเศรษฐกิจก็ไม่มีเช่นกัน ในโลกใบใหม่นั้น “ไม่ขยับเท่ากับตาย” ไม่ว่าจะในแวดวงค้าขาย ธนาคาร หรือแม้แต่พี่น้องสื่อมวลชนในห้อง ต่างก็ทราบดีว่าเศรษฐกิจในยุคนี้ท้าทายเพียงใด หัวหน้าทีมเศรษฐกิจต้องเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ท่านนายกเคยให้สัมภาษณ์ว่า “เขาไปขายออนไลน์กันหมดแล้ว” เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2562 ที่ตลาดนางเลิ้ง ก็ถูกของท่านครับ ความยั่งยืนของอนาคตธุรกิจไทยใส่พานถวายให้ต่างชาติไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

จีนทุ่มตลาด ครองตลาดออนไลน์ 90%

E-Commerce ที่ขายออนไลน์ตอนนี้เป็นของทุนจีน 90% และสินค้าจีนเข้ามาขายให้คนไทยกว่า 50%[22] เขาเข้ามาทุ่มตลาดยอมขาดทุนปีละ 3-4 พันล้านเพื่อสร้างฐานลูกค้า สร้างมณฑลๆ หนึ่งขึ้นมาอยู่ข้างบนประเทศไทย ทับหัวคนไทย ทับยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ในประเทศไทยหมด เงินทองคนไทยไปอยู่ในกระเป๋าคนจีนหมด เพราะเขาใช้กลยุทธ์คูปองดั๊มตลาด ถ้ารัฐบาลไหนไม่เท่าทันก็ปล่อยปละละเลย ไม่มีกลไกในการตอบโต้การทุ่มตลาดคุ้มครองร้านค้าคนเล็กคนน้อยของไทย ก็คงตอกฝาโลงความยั่งยืนของธุรกิจไทยไปได้เลย

 

ไม่ต้องเหาะมา นั่งรถมาจากฉะเชิงเทราได้เลย

ที่ตลกร้ายกว่านั้นคือ ในอนาคตอันใกล้ อีกหน่อยสินค้าที่เราสั่งซื้อนั้นไม่ต้องเหาะมาจากจีนแล้วครับ นั่งรถมาจากฉะเชิงเทราได้เลย เพราะเราเชิญนายทุนจีนมาขับเคลื่อน E-Commerce ให้เรา สร้าง Thailand 4.0 ให้เรา[23]แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เขาแค่มาสร้างศูนย์กระจายสินค้าของเขาเท่านั้น ไม่ได้สร้างนวัตกรรมอะไรให้ธุรกิจคนไทยสักเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ทันเข้าความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยจึงไปอยู่ในมือของต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

EEC เป็นแค่อิสเทิร์นซีบอร์ด เฟส 2

ในด้านอุตสาหกรรมสำหรับโลกอนาคต รัฐบาลของ พล.อ ประยุทธ์ก็โฆษณาว่า EEC จะยกระดับเทคโนโลยีประเทศ เป็น Thailand 4.0 แต่ไปดูในบัตรส่งเสริมของ BOI ได้เลยครับ ว่าปีหนึ่งนายทุนมาขอบัตรส่งเสริม 7 แสนล้านบาท เป็นหุ่นยนต์ เป็นดิจิตอลของ พล.อ ประยุทธ์ กี่เปอร์เซ็นต์ คำตอบคือไม่ถึง 5%[24] ครับ พล.อ ประยุทธ์ละเมิดชาวบ้านมากมายโดยอ้างการพัฒนา สุดท้ายเทคโนโลยีของประเทศก็ไม่ได้ไปไหนหรอกครับ โครงการ EEC มันก็เหมือนเป็นอิสเทิร์นซีบอร์ด เฟส 2 เท่านั้นเอง เป็นนิคมอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ เอื้อนายทุนอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ เป็นโรงกลั่น เป็นโรงงานปิโตรเคมี เหมือนเดิม 6 ปีที่ผ่านมาประเทศไม่มีอะไรใหม่เลย

 

 

สรุป

 

99% ไม่มั่นคง 1% มั่งคั่ง พัฒนาไม่ยั่งยืน ไว้ใจไม่ได้อีกแม้แต่วันเดียว

ทั้งหมดที่ผมอภิปรายมานี้ เพื่อตอบคำถามที่ผมตั้งไว้แต่ตอนต้น ว่าใครมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน กันแน่ และคน 99% ไม่มั่นคง คน 1% มั่งคั่ง การพัฒนาไม่ยั่งยืน การบริหารเศรษฐกิจ ล้มเหลว ผิดพลาด เสียหาย นโยบายเป็น ของนายทุน โดยนายทุน เพื่อนายทุน รัฐบาลนี้อยู่ต่อไปแม้อีก 1 วัน ก็สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติมากขึ้น  1 วัน ถ้าอยู่ต่อไปนาน ความเสียหายต่อประเทศชาติก็ยิ่งมากขึ้นทับทวีไม่มีสิ้นสุด ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจ พล.อ ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อีกแม้แต่วันเดียว

 

ต้องเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ต้องใช้มีดที่คมพอ

ท่านประธานครับ ประเทศไทยที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างเช่นนี้ รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดอีกกี่แสนล้านเดี๋ยวเงินก็หมุนเข้าไปอยู่กับนายทุนไทย ใน Modern Trade อยู่ดี เดี๋ยวเงินก็หมุนเข้าไปให้นายทุนจีนผ่านโลกออนไลน์อยู่ดี ทุกวันนี้เศรษฐกิจของเราต้องการการผ่าตัด เราต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจของประเทศถึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้ และมีดที่เราใช้ผ่าตัดประเทศก็ต้องคมพอที่จะตัดอดีตอันขมขื่น ที่จะตัดก้อนมะเร็งร้ายให้ขาดออกไป ทลายทุนผูกขาด ประเทศชาติเสียหายมามากแล้ว พล.อ ประยุทธ์อยู่ต่อไปอีก 1 วัน ก็สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติมากขึ้นอีก 1 วัน ผมไม่สามารถไว้วางใจ พล.อ ประยุทธ์ได้อีกแม้แต่วันเดียว ขอบคุณครับ

 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

 

 

ดาวน์โหลดไฟล์ .pdf สไลด์การนำเสนอของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ที่นี่

(พิธา) อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ’63

 


 

[1] ข้อมูลสภาพัฒน์ คนจนปี 2558 4.8 ล้านคน ปี 2561 6.7 ล้านคน ตัวเลข 2562 ยังไม่ออก อาจโดนโต้ได้ว่าทำไมไม่ใช้ตัวเลขปี 2557 ที่ 7 ล้านคน ก็ตอบกลับได้ว่าแนวโน้มจำนวนคนจนของไทยลดลงมาตลอด จนมาถึงจุดต่ำสุดปี 2558 ก่อนที่ผลงานของประยุทธ์จะทำให้จำนวนคนจนกลับมาเพิ่มเป็นครั้งแรกในรอบนับสิบปี

[2] เฉลี่ยได้ 48.9 เท่ากันทั้ง 2 ปี ตัวเลขอ่านได้ว่าถ้าเกิน 50 คือดี ต่ำกว่า 50 คือไม่ดี ปี 54 ดัชนีเกิน 50 เกือบทั้งปีแล้วตกไป 30 เดือนเดียวคือเดือนตุลาคม ส่วนปี 62 ดัชนีต่ำกว่า 50 ลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งปี

[3] สำนักงานประกันสังคม ข้อมูลเทียบ Q3 2562 กับเฉลี่ยปี 2552 ตอนนี้รายงานทั้งปี 2562 ยังไม่ออก

[4] จากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เดือน ธ.ค. 62 อยู่ที่ 63.9% ช่วง Hamburger ส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 60% แต่ช่วงที่ต่ำที่สุดคือ ก.พ. 52 ที่ 54.6%

[5] ที่ 1 คือเกาหลีใต้ที่ 90%

[6] จากสภาพัฒน์ จากปี 57 ถึงปัจจุบันโต รวมกัน 6 ปีโต 1.2% เฉพาะปี 2562 ที่ผ่านมาโต 1.6%

[7] ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อ 10 ต.ค. 2562 แล้ว สุวิทย์ เมษินทรีย์นำไปอ้างต่อ

[8] ปลัด พม. ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจ 1 ส.ค. 2562 ว่าคนชรา 11 ล้านคน จน 30%

[9] สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปี 2561 แรงงานภาคเษตร 18 ล้านคน ประชากรภาคเกษตร 27 ล้านคน

[10] สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, รายงานตัวชี้วัดเศรษฐกิจการเกษตรประเทศไทย, หน้า 7 และ 8 นำ GDP ราคาปัจจุบันหารประชากรภาคเกษตร

[11] สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, รายงานตัวชี้วัดเศรษฐกิจการเกษตรประเทศไทย, หน้า 53

[12] ข่าวสด, เชียงใหม่นิวส์

[13] สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

[14] มติชนรายสัปดาห์ 15 ก.พ. 2563

[15] มูลค่ารวมกัน 491,000 ล้าน เช่น บัตรประชารัฐ 20,000 ล้าน ชิมช้อปใช้ 20,000 ล้าน พักชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน 70,000 ล้าน สินเชื่อ SME ประชารัฐ 85,000 ล้าน ยกเลิกค่าธรรมเนียมวีซ่า 12,000 ล้าน ฯลฯ

[16] จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานต้องผ่านเกณฑ์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ EIRR ของสภาพัฒน์ที่ 12%

[17] Nikkei Asia Review 31 May 2019

[18] เดอะ อีสาน เรคคอร์ด 16 ก.ย. 2562

[19] ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจของ PM2.5 เดือนละ 2-6 พันล้านบาท

[20] ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการแบ่งประเภทเหมือง

[21] สำนักข่าวอิศรา 30 ต.ค. 2562

[22] สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นายกสมาคมคุณภาวุธ บรรยายไว้ในหลายโอกาส

[23] ประยุทธ์พูดตอนพบ แจ๊ค หม่า 19 เม.ย. 61

[24] ข้อมูลจาก BOI ในบัตรส่งเสริม 7 แสนล้าน เป็นหุ่นยนต์และ Automation ปีละ 500 – 1,500 ล้าน เป็น ดิจิตอลปีละ 2,000 – 4,000 ล้าน