fbpx

อนาคตใหม่ค้านคณะรัฐมนตรีขยายสัมปทานทางด่วน 15 ปี แลกถอนฟ้องจ่ายค่าโง่ 17 คดี

 

เมื่อวานนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2563) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการขยายสัมปทานทางด่วนเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่าง บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) และ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มูลค่าเกือบ 6 หมื่นล้านบาท

โดยรายละเอียดของสัมปทานจะแก้ไขให้ทุกสัมปทานสิ้นสุดพร้อมกันคือวันที่ 31 ตุลาคม 2578 ประกอบด้วยสัมปทาน 2 ฉบับ ดังนี้

  • ฉบับที่ 1 ขยายสัมปทานโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ประกอบด้วย 1. ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A B C เดิมจะหมดสัญญาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 2. ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D เดิมจะหมดสัญญาวันที่ 22 เมษายน 2570
  • ฉบับที่ 2 ขยายสัมปทานทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด (C+) เดิมจะหมดสัญญาวันที่ 27 กันยายน 2569

สำหรับส่วนแบ่งรายได้ยังคงเหมือนเดิมคือ ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A B กทพ. ได้ 60% และ BEM ได้ 40% ส่วน C D และ C+ BEM ได้ 100% โดยจะปรับค่าผ่านทางขึ้นทุกๆ 10 ปี ครั้งละ 10 บาท

โดยวันนี้ ทางพรรคอนาคตใหม่ แถลงไม่เห็นด้วยกับมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติจ่ายค่าโง่ให้สัมปทานทางด่วนให้บริษัทางด่วนเเละรถไฟฟ้า กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BEM ชี้มีรุธ ส่อทุจริต เอื้อผลประโยชน์นายทุน

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาขิกสภาผู้แทนราษฎรเเบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เเถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่าตนและพรรคอนาคตใหม่ได้ฟังการแถลงถึงเหตุผล ซึ่งเราก็ทราบดีอยู่แล้วเพราะติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่เรา “ไม่เห็นด้วย” กับการอนุมัติจ่าย “ค่าแกล้งโง่” 58,873 ล้านบาท ในรูปของการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนออกไปอีก 15 ปี 8 เดือน ทั้งๆ ที่อัยการก็บอกว่า “สู้ได้และควรสู้”

การอนุมัติครั้งนี้มีข้อพิรุธหลายประเด็น ได้แก่

(1) เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ต่อการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน หากเรายอมในกรณีนี้ อีกหน่อยอาจมีการเลียนแบบโดยการเขียนสัญญาซ่อนเงื่อนเอาไว้ พอมีข้อพิพาทก็ไปรัฐประหารขโมยอำนาจรัฐมา แล้วสั่งให้หน่วยงานเจรจายอมความเพื่อเอาเงินให้นายทุนแบบนี้ มันไม่ถูกต้อง!

(2) มูลค่า 58,873 ล้านบาท ที่จะใช้หนี้จากการยอมแพ้ (ค่าแกล้งโง่) สูงเกินจริงมาก สูงกว่าค่าก่อสร้างทางด่วนอีก กล่าวคือโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ดที่เป็นปัญหา สร้างเมื่อปี 2539 ด้วยเงิน 14,589 ล้านบาท แต่ขาดทุนโดยอ้างเรื่องทางแข่งขัน แต่มูลค่าที่ฟ้องร้องมาและเจรจาต่อรองแล้ว สูงเกินควรไปมากๆ เอาเป็นว่าหากซื้อคืนในราคาเต็มยังถูกกว่ามาก

(3) การอ้างว่ามูลค่าการคำนวณทำมาจากแบบจำลอง eBUM อย่างถูกต้องแม่นยำ +- 5% ประเด็นนี้ ควรจะต้องมีการตรวจสอบในรายละเอียดถึงความถูกต้องแม่นยำและข้อสมมติต่าง ๆ ที่ใช้ในประมาณการ

(4) ประเด็นผู้ว่าการ ถึง 2 ท่านลาออกติด ๆ กัน มีเงื่อนงำเป็นอย่างยิ่ง อยากให้สื่อมวลชนลองไปเจาะลึกถึงแหล่งข่าววงใน ที่ผมได้ยินมาคือเกี่ยวข้องกับการไม่อยากลงนามในสัญญาที่ไม่ชอบธรรมฉบับนี้แน่นอน ขนาดพนักงานธรรมดายังไม่มีใครอยากแตะกับสัญญาฉบับนี้เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายอันส่งผลมาถึงสัญญาที่ไม่ชอบธรรมและความเสียหายต่อหน่วยงานและประเทศชาติ

(5) อยากให้สื่อมวลชนลงไปเจาะลึกถึงเทปการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563 อันทำให้ผู้ว่าสุชาติ ตัดสินใจลาออกเมื่อวันที่ 7 มกราคม กล่าวคือบอร์ดไม่ยอมให้ผู้ว่าโต้แย้ง ไม่ยอมแม้การขอสงวนความเห็นในที่ประชุม ทำให้ในใบลาออกต้องเขียนว่า:

“ข้าพเจ้าได้ทำงานที่ กทพ. ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเต็มความสามารถตลอดระยะเวลา 30 ปี โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ องค์กร พนักงาน และลูกจ้าง ของ กทพ. เป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันข้าพเจ้าไม่สามารถบริหารงานได้ตามความตั้งใจ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอลาออกจาก กทพ.”

ชัดๆ แบบนี้ใครจะให้ข่าวว่าไม่เกี่ยวข้องกับการขยายสัญญาสัมปทานอีกไหม?

(6) การขยายสัมปทานไม่ได้แปลว่ารัฐไม่ได้เสียอะไร รัฐสูญเสียรายได้โดยเงินไปเข้ากระเป๋าเอกชนแทนกระเป๋ารัฐ หากเก็บเงินนี้ไว้สู้คดี ยังคุ้มกว่ามาก: มูลค่าข้อพิพาท 137,000 ล้านบาท เงินค่าแกล้งโง่แล้วจ่ายให้เอกชนไปเมื่อวาน 58,873 ล้านบาท ลองไปถามทนายหรืออัยการดูครับ ว่าน่าจะเก็บเงินไว้ แล้วสู้คดีหรือไม่?

สุดท้าย สุรเชษฐ์ขอฝากไว้ว่า ตนเข้าใจดีว่านี่คือมหากาพย์ รายละเอียดมันเยอะมาก เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล ดังนั้น การที่จะตอบคำถามว่า “ควรขยายสัญญาทางด่วน ออกไปอีก 15 ปี 8 เดือน หรือไม่?” ครม. บอกว่าควรด้วยเหตุผลของท่าน ตนบอกว่าไม่ควรด้วยเหตุผลของตน การอภิปรายแบบต่างคนต่างพูดแบบนี้มีเยอะแล้ว ไม่ได้ช่วยให้เกิดการตกผลึกทางความคิด แน่จริงก็ออกมาดีเบตกัน ซักค้านกันทีละประเด็นแล้วให้สาธารณชนตัดสินว่า “ใครสู้เพื่อประชาชน ใครสู้เพื่อนายทุน!