fbpx

ปิยบุตร แสงกนกกุล แถลงปิดคดีเงินกู้ยุบพรรคอนาคตใหม่

 

  • “ปิยบุตร” แถลงปิดคดีเงินกู้
  • ชี้ 5 ประเด็นสำคัญ ยันไม่มีความผิด มั่นใจพรรคการเมืองกู้เงินได้
  • ศาลธรรมนูญไม่มีอำนาจยุบพรรค
  • กระบวนการ กกต. ไม่ชอบต้องยกคำร้อง ลั่น!  นี่อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ยุบพรรคฝ่ายค้านก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 วัน
  • ถามประเทศไทยอยากได้พรรคการเมืองเปิดเผยโปร่งใสหรือทำงานใต้โต๊ะกันแน่?

 

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ที่สำนักงานพรรคอนาคตใหม่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวปิดคดีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ต่อสาธารณะ สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีการนัดอ่านคำวินิจฉัยโดยไม่เปิดให้มีการไต่สวนพยาน ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำร้องขอให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินจากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยจะมีขึ้นในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563

 

 


 

ปิยบุตรอธิบายเหตุผลทำไมพรรคอนาคตใหม่ต้องกู้เงิน

ปิยบุตรกล่าวว่า ประเด็นที่หนึ่ง ต่อคำถามที่ว่า “ทำไมพรรคอนาคตใหม่ถึงกู้เงินธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พรรคอนาคตใหม่จดแจ้งชื่อพรรคในวันที่ 15 มีนาคม 2561 มีการประชุมใหญ่วันที่ 27 พฤษภาคม รอจนคณะกรรมการการเลือกตั้งจดทะเบียนให้การรับรองเราเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องในวันที่ 3 ตุลาคม 2561 และในวันที่ 6 ตุลาคม 2561 พรรคอนาคตใหม่เปิดแคมเปญรับสมัครสมาชิกพรรค เริ่มต้นขายสินค้า ระดมทุน รับบริจาค ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) พรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้งปัจจุบันเรียกร้องพรรคการเมืองไว้หลายเรื่อง ถ้าทำไม่ครบจะส่งผู้สมัครไม่ได้ ต้องหาสมาชิกให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด ตั้งสาขาให้ได้อย่างน้อย 4 สาขา ตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในทุกจังหวัดที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส. มีสมาชิกพรรคเกิน 100 คนในจังหวัดที่จะส่งลงเลือกตั้ง

 

 

นอกจากนี้ ในช่วงเวลานั้นยังมีประกาศคำสั่ง คสช. ไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองเต็มไปหมด และในท้ายที่สุด กกต. ได้หนังสือแจ้งมาว่า ขายสินค้าออนไลน์ไม่ได้ ต้องขายที่หน้าร้านเท่านั้น และมีผู้บริจาคมากมายแต่ กกต. ยังบอกอีกด้วยว่า สามารถรับบริจาคได้เฉพาะจากกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น และไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อคนต่อปี ห้ามรับจากคนทั่วไป และกกต. ไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมระดมทุนหรือโต๊ะจีนได้

 

 

“กฎหมายเรียกร้องให้เราทำเต็มไปหมด แต่ก็ยังมีคำสั่ง คสช. ห้าม แบบนี้พรรคเกิดใหม่จะทำอย่างไร เราต้องรอจนกระทั่งวันที่ 11 ธันวาคม 2561 คสช. ประกาศปลดล็อกอย่างสมบูรณ์ รับบริจาคบุคคลทั่วไปได้แล้ว คำถามคือในช่วงเวลานั้นพรรคการเมืองต่างๆ คาดเดาไม่ออกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่เท่าไหร่ ดังนั้น ทุกพรรคต้องตระเตรียมให้เต็มที่ ซึ่งสำหรับพรรคแบบเก่ามีสาขาอยู่แล้ว มีงบประมาณอยู่แล้ว แต่สำหรับพรรคใหม่ทั้งหมดเราเริ่มต้นพร้อมๆ กัน พรรคอนาคตใหม่เริ่มต้นเดือนตุลาคม และยังมีอีกหลายพรรคเริ่มต้นใกล้เคียงไล่เลี่ยกัน คำถามคือพรรคเกิดใหม่ทั้งหมดที่ต้องทำกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ เอาเงินมาจากไหน เราดูไทม์ไลน์แล้ว เรามีเวลาจัดกิจกรรมระดมทุนหาสมาชิกอยู่ประมาณแค่เดือนเศษเท่านั้น

นี่คือข้อจำกัดที่เกิดขึ้น และนี่เป็นเหตุผลให้พรรคอนาคตใหม่ตัดสินใจกู้เงินธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคพลังประชารัฐเกิดไล่เลี่ยกับเรา และเลือกวิธีการจัดโต๊ะจีนระดมทุนในวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ได้เงินมา 622 ล้านบาท แต่แจ้งทาง กกต. 352 ล้านบาท นอกจากนี้รายชื่อผู้บริจาคให้กับพรรคพลังประชารัฐมีหลากหลายบริษัท บางบริษัทไม่มีงบการเงินไม่มีรายได้ บริษัทเครือคิงพาวเวอร์ซอยเป็นบริษัทลูกรวมๆ กัน 24 ล้านบาท แต่ไม่ผิดกฎหมายเพราะกำหนดไม่เกินบริษัทละ 10 ล้านบาท”

ปิยบุตรกล่าว

 

ปิยบุตรกล่าวว่ายังมีพรรครวมพลังประชาชาติไทยเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกัน จัดโต๊ะจีนโต๊ะละ 1 ล้านบาท ได้มา 240 ล้านบาท ตอนนั้น สามพรรคใหม่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกัน ในช่วงเวลาเดือนเศษแต่ละพรรคเลือกวิธีการที่ต่างกันไป พรรคอนาคตใหม่เลือกกู้เงินจากธนาธร นี่คือทางเลือกที่แตกต่างกันไป ถามว่าจัดโต๊ะจีนระดมทุนถ้าเปิดรายชื่อมาดูคนที่ซื้อโต๊ะจีนของทั้งสองพรรคเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสิ้น แต่พรรคอนาคตใหม่เราไม่รับเงินจากนายทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากเรามีนโยบายทลายทุนผูกขาด ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่เป็นทุนขนาดใหญ่อยากบริจาคให้เราแต่เราไม่รับ เราเลือกระดมทุนจากรายเล็กรายย่อยจากประชาชนคนธรรมดา

 

 

ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ต้องมีงบประมาณในการเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศ ค่าสำนักงานต่างๆ เราถึงพยายามผลิตสินค้าเตรียมขาย แต่กฎหมายก็มาห้ามเต็มไปหมด จนเส้นตายใกล้เข้ามาจึงเหลือทางเลือกเดียวคือขอกู้เงินจากธนาธร หากพูดอย่างตรงไปตรงมา พรรคอนาคตใหม่ไม่มีปัญญาจัดโต๊ะจีนได้เงิน 600 กว่าล้านบาท หรือ 240 ล้านบาท นี่คือที่มาของการที่พรรคอนาคตใหม่ตัดสินจกู้เงินธนาธร คำถามต่อไปคือเราต้องการกู้เงินแล้วต้องปกปิดเป็นความลับหรือไม่ คำตอบคือเราไม่ต้องการปกปิด เราชี้แจงในงบการเงิน และธนาธรไปทุกที่ก็เปิดเผยแก่สาธารณะหลายครั้งหลายหนหลายที่ และยืนยันว่าคุณธนาธรไม่ได้หลุดปาก แต่ตั้งใจที่จะเปิดเผยให้เห็นด้วยตนเอง

 

 


 

เปิดหลักฐาน “พรรคการเมือง” สามารถกู้เงินได้

ประเด็นที่ 2. พรรคการเมืองในประเทศไทยสามารถกู้เงินได้ เรื่องนี้หลักกฎหมายเอกชนบอกว่านิติบุคคลเอกชนปัจเจกบุคคลทั้งหลาย เรามีเสรีภาพในการกระทำการใดๆ ก็ได้ตราบที่กฎหมายไม่ได้ห้าม ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐจะทำอะไรไม่ได้ถ้ากฎหมายไม่ให้อำนาจทำ พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเอกชน เกิดขึ้นจากปัจเจกบุคคลหลายคนรวมตัวกันก่อตั้ง หน่วยงานของรัฐเกิดขึ้น เพราะ มีกฎหมายก่อตั้ง และบุคลากรในหน่วยงานของรัฐมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ แต่บุคลากรของพรรคการเมืองเป็นเอกชนหมด เพราะฉะนั้นชัดเจนที่สุดคือพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ งานวิจัยทางกฎหมายทุกแห่งก็ยืนยันชัดเจน

 

 

ดังนั้น ต้องเข้าหลักก่อนว่าทำได้ทุกอย่างเว้นแต่กฎหมายห้ามไม่ให้ทำ เราก็ไปสำรวจกฎหมายพรรคการเมืองทั้งหมดว่าห้ามอะไรบ้าง กฎหมายทุกฉบับไม่มีมาตราไหนเลยบอกห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน ในตอนก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง สำนักกิจการพรรคการเมืองของ กกต. มีการติวให้พรรคการเมืองต่างๆ และมีการแจกเอกสารมาชุดหนึ่งให้กับทุกพรรค ระบุความผิดและบทลงโทษตามกฎหมายพรรรคการเมืองเอาไว้ ให้เอาไปรู้ล่วงหน้าว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง และไม่มีสักบรรทัดที่เขียนว่าห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน ซึ่งถ้ามีเขียนไว้ชัดๆว่าห้ามกู้เงินพรรคอนาคตใหม่ก็คงไม่กู้

 

 

“เราทบทวนหมดแล้วทุกมาตรา รวมถึงคู่มือที่ กกต. แจกมาเอง ไม่มีตรงไหนเขียนเลยว่าห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน หากไม่เชื่อก็ลองไปดูในงบการเงินของพรรคการเมืองได้ งบการเงินฉบับแรกที่ส่งกันไปส่งเมื่อเดือน ธันวาคม 2561 ข้อมูลนี้เปิดเผยทั้งหมด เราก็พบว่ามีอยู่ 16 พรรค ที่มีเงินยืม ทดรองจ่าย ยืมจากหัวหน้า กรรมการต่างๆ เต็มไปหมด และมีอีก 4 พรรคเขียนเอาไว้ชัดว่ากู้ยืมเงิน พรรคเหล่านั้นคือพรรคชาติพัฒนา พลังท้องถิ่นไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาธิปไตยใหม่ แต่จะใช้คำว่า เงินยืม เงินทดรองจ่าย เงินกู้ หรืออะไรก็แล้วแต่ มันอยู่ในความหมายของนิติกรรมในคำว่ายืมด้วยกันทั้งสิ้น เนื้อหาสาระเหมือนกันทั้งหมด

ดังนั้น ที่ประธาน กกต. ตั้งประเด็นขึ้นมาว่าไม่เหมือนกัน จริงๆ มันคือนิติกรรมว่าด้วยการยืมเงิน บางพรรคก็กู้โดยไม่มีสัญญา ไม่มีกำหนดชำระหนี้ ซึ่งในต่างประเทศเขาก็กู้กัน บางประเทศกังวลใจว่าจะเกิดการครอบงำหรือนิติกรรมอำพรางก็จะมาการเขียนข้อจำกัดการกู้ไว้ บางที่ไม่เขียนไว้ก็กู้ได้ไม่จำกัด เหมือนกับนิติบุคลเอกชนทั่วไป”

ปิยบุตรกล่าว

 

ปิยบุตรกล่าวว่า สรุปคือระบบกฎหมายประเทศไทยไม่ได้ห้ามกู้เงินและที่ผ่านมามีหลายพรรคที่กู้เงิน ดังนั้น วันนี้ถ้าไม่ให้พรรคการเมืองกู้ ต้องไปแก้ พรป.พรรคการเมือง และเขียนให้ชัดว่าไม่ให้กู้เงิน ซึ่งหากจะทำให้ทุกพรรคการเมืองมีความเสมอภาคกัน ผมเสนอให้ กกต. ตั้งกองทุนให้พรรคการเมืองกู้เงิน ต้องยอมรับตรงกันว่าทุกพรรคต้องใช้ ‘เงิน’ ในการทำกิจกรรม แต่ทุกพรรคมีสายป่านไม่เท่ากัน ไม่สามารถระดมทุนเท่ากันได้

 

 


 

ยัน “เงินกู้” ไม่ใช่รายได้-ไม่ใช่เงินบริจาค หลักบัญชีระบุอยู่หมวดหน

ประเด็นที่ 3 คือ เงินกู้ไม่ใช่รายได้ ไม่ใช่เงินบริจาค ไม่ใช่ประโยชน์อื่นใด แต่คือหนี้สิน เรื่องนี้ในหลักการบัญชีเงินกู้อยู่ในหมวดหนี้สินไม่ใช่รายได้ งบการเงินแต่ละพรรคเวลาแสดงต่อ กกต. จะจัดอยู่ในหมวดหนี้สินทั้งหมด ไม่มีที่ไหนไปจัดอยู่ในส่วนรายได้ ดังนั้นมาตรา 62 ของ พรป.พรรคการเมืองจึงกำหนดเอาไว้ว่า พรรคการเมืองมีที่มาแหล่งรายได้จากแหล่งใดบ้างที่มาตรา 62 ไม่มีเขียนถึงเงินกู้ไว้จึงถูกแล้ว เพราะเงินกู้มันไม่ใช่รายได้ แต่เป็นหนี้สิน และต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าพรรคอนาคตใหม่มีความผิดตามมาตรา 62 จริงคือโทษปรับ ไม่ใช่โทษยุบพรรค และเงินกู้ไม่ใช่การบริจาค เพราะหากดูนิยามของคำว่าบริจาค หมายถึงการให้เงินหรือทรัพย์สินแก่พรรคการเมือง หมายรวมถึงการให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมืองที่กำหนดเป็นเงินได้ เงินกู้ชัดเจนอยู่ในตนเองว่าไม่ใช่เงินบริจาค ไม่ใช่การให้ เงินกู้นั้นระบุว่าเมื่อผู้รับ รับเงินไปแล้วต้องใช้คืน เงินกู้ไม่มีทางเท่ากับเงินบริจาคได้เลย เพราะมันต้องใช้คืน

 

 

“คุณธนาธรก็ประกาศทุกวันว่าจะทวงคืน อีกทั้งพรรคอนาคตใหม่ยังจัดกิจกรรมทำแคมเปญช่วยกันระดมทุนบริจาค ทำแคมเปญสมัครสมาชิก ที่จะได้มีเงินเอาไปใช้หนี้ การประกาศชัดเจนแบบนี้จะเป็นเงินบริจาคได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นพรรคอนาคตใหม่ใช้หนี้ไปแล้วบางส่วนด้วย ซึ่งเรามีใบสำคัญชำระ มีเช็คเรียบร้อย ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายเงินรับริจาคได้เลย ถ้ายังบอกอีกว่าเป็นเงินบริจาคก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว หากเปรียบเทียบกับพรรคอื่นที่กู้เงิน บางกรณีดอกเบี้ยร้อยละ 2 บางกรณีดอกเบี้ยก็ไม่มี บางกรณีก็ไม่มีกำหนดชำระ

ผมจึงอยากถามว่า แบบไหนที่เข้าข่ายบริจาคหรือประโยชน์อื่นใดมากกว่า ซึ่งพรรคอนาคตใหม่มีสัญญา มีการชำระจริงๆ แต่พรรคอื่นๆทำกันสัญญากู้ก็ไม่มี นอกจากนี้ กกต.มีประเด็นอีกว่าพรรคอนาคตใหม่จะมีปัญญาใข้คืนหรือ ผมต้องถามกลับว่า แล้ว กกต.เคยไปถามพรรคอื่นหรือไม่ว่ามีปัญญาใช้เงินกู้คืนหรือไม่ เราก็เคยรับบริจาคและขายของระดมทุนได้ 70 กว่าล้าน แล้วทยอยคืนธนาธรบางส่วนไปแล้ว”

ปิยบุตรกล่าว

 

 


 

กระบวนการพิจารณา กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่ 4.กระบวนการพิจารณาในชั้น กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เรื่องนี้ กกต. มีการดำเนินคดีกับพรรคอนาคตใหม่อยู่ช่องทาง คือตามมาตรา 66 และมาตรา 72 กรณีมาตรา 66 เริ่มต้นด้วยวันที่ 4 มิถุนายน 2562 มอบให้คณะกรรมการที่ 13 เรียกเจ้าหน้าที่ กกต.ฝ่ายบัญชีพรรคการเมือง 23 สิงหาคม ยกคำร้องด้วยมติอกฉันท์ว่าพรรคการเมืองกู้เงินได้ เงินกู้ไม่ใช่เงินบริจาค ในการยกคำร้องนั้นยืนยันด้วยว่าพรรคอื่นก็กู้กัน จากนั้นส่งไปให้สำนักสืบสวนที่ 18 ในวันที่ 23 กันยายน ก็มีมติเอกฉันท์ยกคำร้องเช่นกันด้วยเหตุผลทำนองเดียวกัน

 

 

หลังจากนั้น กกต.ก็ไม่หยุด ส่งไปให้อนุกรรมการ และมีมติเมื่อเดือน ตุลาคม ด้วยเสียง 3-2 ให้มีความผิด ในกรณีมาตรา 66 นี้ กกต. ไม่ยุติ เดินเรื่องต่อไปทั้งๆ ที่กฎหมายระบุว่าให้หยุด ส่วนกรณีมาตรา 72 กกต. เพิ่งมาคิดออกเรื่อง มาโผล่มาวันที่ 27 พฤศจิกายน แล้ววันที่ 11 ธันวาคม มีมติ 5-2 ว่าพรรคอนาคตใหม่มีความผิด จึงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอยุบพรรค คำถามคือวันที่ 27 พ.ย.-11 ธ.ค. เวลาไม่ถึงสองสัปดาห์อยู่ดีๆ ความผิดเกี่ยวกับมาตรา 72 โผล่มาได้อย่างไร และไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อพรรคอนาคตใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น ตนมารู้เรื่องว่าโดนมาตรา 72 เอาวันที่ 11 ธ.ค. พร้อมกับประชาชน โดยไม่เคยบอกพรรคอนาคตใหม่ ไม่เคยแจ้งข้อหา ไม่เคยเรียกไปชี้แจงอะไรทั้งสิ้

 

 

“ถามว่าหลักประกันของพรรคอนาคตใหม่ในชั้นการต่อสู้อยู่ตรงไหน? กกต. เป็นองค์กรอิสระไม่ใช่นักร้องที่จะหยิบบัตรสนเท่ห์หน้าหนังสือพิมพ์มาส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ คุณมีระเบียบการไต่สวนต่างๆ ใช้กับทุกเรื่องทุกคน ยกเว้นไม่ใช้กับพรรคอนาคตใหม่พรรคเดียว คำถามคือรีบอะไรกันขนาดนั้น ทำไมต้องรีบกันขนาดนั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยในอดีตว่า หาก กกต. ดำเนินการข้ามขั้นตอนศาลยกคำร้อง อย่างเช่นกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกร้องให้ยุบพรรคในกรณีที่เกี่ยวโยงกับบริษัทเอกชนแห่งนึ่ง ซึ่งในท้ายที่สุดศาลยกคำร้องเพราะบอกว่ากระบวนการในชั้นสืบสวนสอบสวนมาโดยไม่ชอบ แสดงว่าขั้นตอนของ กกต. เป็นสาระสำคัญ ไม่เมื่อไม่แจ้งข้อกล่าวหา ข้ามขั้นตอนแบบนี้จึงไม่ชอบเช่นเดียวกัน”

ปิยบุตรกล่าว