fbpx

“เอกภพ” ลงลึก ลักษณะ “ไวรัสโคโรนา” – ย้ำ ถอดบทเรียนจากวิกฤติ

 

วันที่ 29 มกราคม 2563 ณ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส. แบบแบ่งเขต จังหวัดเชียงราย พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายใน ญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เอกภพกล่าวว่า สิ่งที่นำมาอภิปรายในวันนี้มาจากการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการและมาจากสำนักข่าวใหญ่ของต่างประเทศ ไม่ได้มาจากความคิดเห็นส่วนตัว ในฐานะที่ตนเป็นแพทย์และเคยทำงานในโรงพยาบาลรัฐในช่วงที่มีการระบาดตั้งแต่ ซาร์ส, เมอร์ส, ไข้หวัดใหญ่ 2009, ไข้หวัดนก ทำให้ทราบว่าบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรต่างๆทำงานกันหนักมากในช่วงมีโรคระบาด เพื่อป้องกันคนไทยให้ห่างจากโรคระบาดที่ร้ายแรง

 

“คนกลุ่มนี้ยังเป็นคนกลุ่มที่เสี่ยงที่สุดที่จะต้องติดเชื้อ เพราะว่าโรคที่เราต้องเผชิญเป็นโรคใหม่ที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นอะไร ในตอนนี้ผมก็เลยขอเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานทุกท่านและขอเป็นกำลังใจให้กับชาวจีนและชาวโลกที่ต้องเผชิญโรคนี้ด้วยกันในตอนนี้”

 

เอกภพเผยว่า โรคไวรัสโคโรน่า 2019 ถือว่าเป็นโรคในกลุ่มที่เราเรียกว่า “โรคอุบัติใหม่ (emerging infectious disease)” เป็นไวรัสที่เกิดขึ้นใหม่ในกลุ่มโคโรน่าไวรัส แต่มีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นใหม่ ความสำคัญในการรับมือ แน่นอนว่าเรามีข้อมูลไม่เพียงพอในช่วงแรก เพราะฉะนั้นเราต้องรับมือด้วยการจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างมีคุณภาพ ต้องใช้ความสามารถในการบริหารจัดการและความเข้าใจในเชิงวิชาการ ที่สำคัญคือความสามารถในการสื่อสารด้วย นอกจากนี้ ข้อมูลที่มาจากหนังสือสารวารทางการแพทย์ที่ชื่อว่า JAMA ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาย้ำชัดเจนว่า “Coronavirus Infections-More Than Just The Common Cold” โคโรน่าไวรัสตัวนี้เป็นมากกว่าไข้หวัดธรรมดา

 

“เราเจอว่าหนึ่งคนที่ติดเชื้อสามารถแพร่กระจายไปให้คนรอบข้างได้ 2-3 คน นี่คือความสามารถในการกระจายเชื้อทั่วไป แต่มีบางรายมีรายงานว่าคนติดเชื้อหนึ่งคนสามารถแพร่กระจายให้คนอื่นได้ถึง 14 คน คนกลุ่มนี้เราเรียกว่า super spreader เราไม่รู้หรอกว่าใครจะเป็น super spreader แล้วเราก็ไม่รู้ว่าคนที่เกิดอาการในประเทศไทยเป็น super spreader ไปหรือยัง อัตราการเสียชีวิตโดยรวมคือ 2-3% ในคนไข้ติดเชื้อทั้งหมด แต่ถ้าเรานับเฉพาะคนไข้ที่มีอาการหนักถึงขั้นนอนโรงพยาบาล อัตราการเสียชีวิตถึง 15% เลย”

 

ในมุมมองของเอกภพ โรคไวรัสโคโรน่า 2019 ตัวนี้ถือว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่าซาร์สหรือเมอร์ส เพราะมีอัตราการตายน้อยกว่า แต่โรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่าจะสามารถแพร่กระจายได้มากกว่า นี่คือคีย์หลักสำคัญว่าไวรัสตัวนี้มีการเสียชีวิตน้อย แต่มีความสามารถในการแพร่กระจายได้เยอะ เพราะว่าคนเป็นแล้วป่วยหนักน้อยกว่า

โรคตัวนี้มีระยะฟักตัว 2-14 วัน ณ ถึงตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าสามารถแพร่กระจายเชื้อในช่วงฟักตัวได้หรือไม่ มีข้อมูลจากทางจีน เชื่อว่าสามารถแพร่กระจายเชื้อในช่วงฟักตัวได้ ก่อนที่จะมีอาการ แต่ทางผู้เชี่ยวชาญทางอเมริกาหรือ WHO ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะไวรัสโคโรน่าตัวที่ผ่านมาเช่น ซารส์หรือเมอรส์ไม่สามารถแพร่เชื้อในระยะฟักตัวได้

อาการของคนไข้เกือบทุกคน จะเริ่มด้วยการมีไข้ และมักจะไอแห้ง ส่วนน้อยที่จะมีไอเสมหะ มีปวดเมื่อยตามตัว มีอาการคลื่นใส้อาเจียน ท้องเสียได้ในบางราย และนี่คือประเด็นสำคัญ ถ้าเป็นไข้และดำเนินโรคต่อไปถึงวันที่ 7-8 จะมีโอกาสที่เชื้อโรคจะลงปอด ทำให้มีอาการหายใจเหนื่อย แน่นหน้าอก และหอบ ถึงขั้นเสียชีวิตได้ นี่คือการดำเนินโรคที่เราเจอในคนไข้ทั่วไปทุกวันนี้

 

“สถานการณ์ล่าสุด ตัวเลขที่ผมนำมาเสนอวันนี้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะปัจจุบันล่าสุดในจีนมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 5,974 ราย เสียชีวิตแล้ว 132 ราย ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง ทุกนาที ณ ปัจจุบันนี้ทั่วทั้งจีนพบผู้ติดเชื้อทั่วประเทศแล้ว”

 

เอกภพกล่าวต่อไปว่า ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 17 ประเทศ ประเทศไทยล่าสุดข้อมูลจากเมื่อวาน 14 ราย เราไม่มีข้อมูลอัพเดทของวันนี้ แต่ข้อมูลที่สำคัญที่ต้องการชี้ให้เห็น คือ ที่ประเทศไทยเมื่อวานนี้มีรายล่าสุดที่ไม่ได้เป็นคนจีนที่มาจากอู่ฮั่น ข้อมูลที่ทางการไทยให้สื่อต่างประเทศคือรายนั้นมาจากฉงชิ่ง ซึ่ไม่ได้อยู่ในมณฑลเหอเป่ยด้วย อยู่ในมณฑลข้างเคียง แปลว่าการเฝ้าระวังเฉพาะอู่ฮั่นอาจจะไม่พอแล้ว นี่คือข้อมูลที่น่าตกใจ

ข้อมูลจากวารสารทางการแพทย์ยืนยัน มีรายงานแล้วว่าสามประเทศนี้มีการติดเชื้อของประชาชนในประเทศ โดยที่ไม่ได้เป็นการเอาเชื้อเข้ามาจากจีน เยอรมนีเป็นนักวิชาการประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากจีนที่มาประชุมร่วมกัน ญี่ปุ่นเป็นคนขับรถนักท่องเที่ยวจีน เวียดนามเป็นญาติเป็นลูกของครอบครัวที่ไปเที่ยวจีนแล้วกลับมาแล้วป่วย นี่คือข้อมูลว่าหลายๆประเทศเริ่มมีผู้ป่วยที่ไม่ได้ไปจีนหรือมาจากจีนแล้ว

สิ่งที่เราต้องทำคือการเฝ้าระวังและเตรียมการ คำถาม คือ ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดมีระบบติดตามอย่างไร นักท่องเที่ยวจีนก่อนประกาศปิดเมือง เข้ามาในประเทศไทยตีตัวเลขกลมๆประมาณ 20,000 ราย แล้วหลังจากนั้นก็มีจากเมืองอื่นที่ยังเปิดเข้ามาอีก มีระบบติดตามเขาอย่างไรบ้าง? ในสถานที่ๆมีคนมากๆ สนามบิน รถไฟฟ้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า เจลล้างมือมีเพียงพอหรือไม่? ความสำคัญคือเจลล้างมือเพราะเชื้อโรคพวกนี้ติดจากมือ ถ้าเราไปสัมผัสที่หน้า สัมผัสในปาก กินข้าวอะไรไปอาจจะได้รับเชื้อเข้าไปได้

 

“หน้ากากอนามัยมีราคาสูงขึ้นในท้องตลาด เราจะทำอย่างไรให้หน้ากากเพียงพอและราคาไม่สูง? การฆ่าเชื้อในที่ชุมชนมีการทำอย่างเป็นมาตรฐานอย่างไรบ้าง? และที่สำคัญมีคนที่มาจากจีนในเมืองอื่นมาแล้ว มีคนจากประเทศอื่นที่ติดในประเทศตัวเองแล้ว ในประเทศไทยเรามีการเตรียมตัวทีจะรับมือคนไข้จำนวนเยอะหรือยัง? เรามีชุดตรวจที่เพียงพอที่จะคัดกรองคนไข้หลักร้อย หรือหลักพัน หรือหลักหมื่นคนแล้วหรือยัง? ห้องแยกโรคมีพอไหม? Negative Pressure ในแต่ละโรงพยาบาลมีโรงพยาบาลละ 1-2 ห้อง ถ้ามีคนไข้ติดเชื้อในจังหวัดหนึ่งเยอะๆเราจะทำอย่างไร?”

 

เอกภพกล่าวลงท้ายว่า ในการเสนอญัตติวันนี้เราอาจจะมีการยกเรื่องว่าให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหาอาจจะช้าเกินไปกว่าจะสรุปผลได้ แต่สิ่งที่เราจะได้คือถอดบทเรียนจากการรับมือครั้งนี้ ว่ามีอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง เพื่อไปรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะการรับมือกับโรคอุบัติใหม่คือการรับมือกับสิ่งที่เราไม่รู้ การรับมือกับสิ่งที่เราไม่รู้คือการยอมรับว่าเราไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้เราก็ต้องหาข้อมูล ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รู้ และทำให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีมีสวัสดิภาพที่ดี เป็นประชาชนไทยที่รัฐบาลไทยและพวกเราในฐานะผู้แทนของชาวไทยให้การดูแลอย่างดี